พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 100 (เล่ม 36)

บุคคลผู้สูงมาแล้วสูงไป
บุคคลผู้เปรียบด้วยต้นไม้ ๔ อย่าง
บุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณเลื่อมใสในรูป
บุคคลผู้ถือเสียงเป็นประมาณเลื่อมใสในเสียง
บุคคลผู้ถือความเศร้าหมองเป็นประมาณเลื่อมใสในความเศร้าหมอง
บุคคลผู้ถือธรรมเป็นประมาณเลื่อมใสในธรรม
บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น
บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนด้วย ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่นด้วย
บุคคลบางคนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น
บุคคลบางคนทำตนให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตนให้เดือดร้อน
บุคคลบางคนทำคนอื่นให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน
บุคคลบางคนทำตนให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตนให้เดือดร้อนด้วย
ทำคนอื่นให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่นให้เดือดร้อนด้วย
บุคคลบางคนไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตนให้เดือดร้อน
ไม่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน ไม่ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน บุคคลนั้นไม่ทำตน
ให้เดือดร้อน ไม่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้หมดหิว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้เย็นแล้ว เสวย
ความสุขมีตนอันประเสริฐ สำเร็จอิริยาบถอยู่ในทิฏฐธรรมเทียว
บุคคลมีราคะ
บุคคลมีโทสะ
บุคคลมีโมหะ
บุคคลมีมานะ
บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม กล่าวคือ
อธิปัญญา

100
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 101 (เล่ม 36)

บุคคลบางคนได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรมคืออธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน
บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายในด้วย ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรมคืออธิปัญญาด้วย
บุคคลบางคนไม่ได้เจโตสมถะในภายในด้วย ไม่ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม คือ
อธิปัญญาด้วย
บุคคลผู้ไปตามกระแส
บุคคลผู้ไปทวนกระแส
บุคคลผู้ตั้งตัวได้แล้ว
บุคคลผู้ข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก เป็นพราหมณ์
บุคคลผู้มีสุตะน้อย และไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ
บุคคลผู้มีสุตะน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ
บุคคลมีสุตะมาก แต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ
บุคคลมีสุตะมาก และได้ประโยชน์เพราะสุตะ
สมณะไม่หวั่นไหว
สมณะดังบัวหลวง
สมณะดังบัวขาว
สมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ
จตุกกมาติกา จบ
ปัญจกมาติกา
[๑๑] บุคคล ๕ จำพวก
บุคคลบางคนต้องอาบัติด้วย เดือดร้อนด้วย ทั้งไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุติ
ซึ่งปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของบุคคลนั้น

101
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 102 (เล่ม 36)

บุคคลบางคนต้องอาบัติ แต่ไม่เดือดร้อน ทั้งไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเจโต
วิมุติ ซึ่งปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของ
บุคคลนั้น
บุคคลบางคนไม่ต้องอาบัติ แต่เดือดร้อน ทั้งไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเจโต
วิมุติ ซึ่งปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของ
บุคคลนั้น
บุคคลบางคนไม่ต้องอาบัติ ไม่เดือดร้อน แต่ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเจโต
วิมุติ ซึ่งปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของ
บุคคลนั้น
บุคคลบางคนไม่ต้องอาบัติ ไม่เดือดร้อน ทั้งรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุติ
ซึ่งปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของ
บุคคลนั้น
บุคคลให้แล้วดูหมิ่น
บุคคลดูหมิ่นด้วยการอยู่ร่วม
บุคคลผู้เชื่อง่าย
บุคคลโลเล
บุคคลโง่งมงาย
บุคคลเปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถือห้ามภัตอันนำมาเมื่อภายหลังเป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถือเพียงไตรจีวรเป็นวัตร ๕ จำพวก

102
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 103 (เล่ม 36)

ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดให้เป็นวัตร ๕ จำพวก
ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวก
ปัญจกมาติกา จบ
ฉักกมาติกา
[๑๒] บุคคล ๖ จำพวก
บุคคลบางคนแทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย ที่มิได้ สดับแล้วในก่อน
ทั้งบรรลุความเป็นสัพพัญญูในธรรมนั้นด้วย ทั้งถึงความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลายด้วย
บุคคลบางคนแทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย ที่มิได้สดับแล้วในก่อน
แต่มิได้บรรลุความเป็นสัพพัญญูในธรรมนั้นด้วย ทั้งมิได้ถึงความชำนาญในธรรมเป็นกำลัง
ทั้งหลายด้วย
บุคคลบางคนไม่แทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย ที่มิได้สดับแล้วในก่อน
เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรมเทียว ทั้งลุสาวกบารมีด้วย
บุคคลบางคนไม่แทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย ที่มิได้สดับแล้วในก่อน
เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรมเทียว แต่ไม่ได้บรรลุสาวกบารมี
บุคคลบางคนไม่แทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย ที่มิได้สดับแล้วในก่อน
ทั้งมิได้ทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรมเทียว เป็นอนาคามี ไม่มาแล้วสู่ความเป็นอย่างนี้
บุคคลบางคนไม่แทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย ที่มิได้สดับแล้วในก่อน
ทั่งไม่ทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรมเทียว เป็นโสดาบัน และสกทาคามี มาแล้วสู่ความเป็น
อย่างนี้
ฉักกมาติกา จบ

103
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 104 (เล่ม 36)

สัตตกมาติกา
[๑๓] บุคคล ๗ จำพวก
บุคคลเปรียบด้วยคนจมน้ำ ๗ เหล่า คือ
บุคคลจมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง
บุคคลโผล่ขึ้นมาแล้ว จมลงอีก
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว เหลียวมองดู
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว ว่ายข้ามไป
บุคคลโผล่ขึ้น และว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึงแล้ว
บุคคลโผล่ขึ้นและข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เป็นพราหมห์ยืนอยู่บนบก
บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต
บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต
บุคคลผู้เป็นกายสักขี
บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลเป็นสัทธาวิมุต
บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี
บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี
สัตตกมาติกา จบ
อัฏฐกมาติกา
[๑๔] บุคคล ๘ จำพวก
บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔
บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยผล ๔
อัฏฐกมาติกา จบ

104
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 105 (เล่ม 36)

นวกมาติกา
[๑๕] บุคคล ๙ จำพวก
พระสัมมาสัมพุทธะ
พระปัจเจกพุทธะ
บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต
บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต
บุคคลผู้เป็นกายสักขี
บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุต
บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี
บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี
นวกมาติกา จบ
ทสกมาติกา
[๑๖] บุคคล ๑๐ จำพวก
ความสำเร็จของพระอริยบุคคล ๕ จำพวก ในกามาวจรภูมินี้
ความสำเร็จของพระอริยบุคคล ๕ จำพวก เมื่อละกามาจรภูมินี้ไปแล้ว
ทสกมาติกา จบ
มาติกาปุคคลปัญญัติ จบ

105
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 106 (เล่ม 36)

เอกกนิทเทส
[๑๗] บุคคลผู้พ้นแล้วในสมัย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ในกาลโดยกาลในสมัยโดยสมัย
แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ อนึ่ง อาสวะบางอย่างของบุคคลนั้น หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้พ้นแล้วในสมัย
[๑๘] บุคคลผู้มิใช่พ้นแล้วในสมัย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ในกาลโดยกาลในสมัยโดย
สมัย สำเร็จอิริยาบถอยู่ อนึ่ง อาสวะทั้งหลายของบุคคลนั้น หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่าผู้มิใช่พ้นแล้วในสมัย พระอริยบุคคลแม้ทั้งปวง ชื่อว่าผู้มิใช่พ้นแล้วในสมัย
ในวิโมกข์ ส่วนที่เป็นอริยะ
[๑๙] บุคคลผู้มีธรรมอันกำเริบ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติอันสหรคตด้วยรูปฌาน หรือสหรคตด้วย
อรูปฌาน แต่บุคคลนั้น มิใช่เป็นผู้ได้ตามปรารถนา มิใช่เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก มิใช่เป็นผู้ได้โดย
ไม่ลำบาก ไม่สามารถจะเข้าหรือออกสมาบัติใดในที่ใด นานเท่าใด ตามปรารถนา ข้อนี้ก็เป็น
ฐานะอยู่แล ที่สมาบัติเหล่านั้นจะพึงกำเริบได้ เพราะอาศัยความประมาทของบุคคลนั้น บุคคลนี้
เรียกว่า ผู้มีธรรมอันกำเริบ
[๒๐] บุคคลผู้มีธรรมอันไม่กำเริบ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติอันสหรคตด้วยรูปฌาน หรือสหรคตด้วย
อรูปฌาน แต่บุคคลนั้น เป็นผู้ได้ตามต้องการ เป็นผู้ได้โดยไม่ยากเป็นผู้ได้โดยไม่ลำบาก
สามารถจะเข้าหรือออกสมาบัติใดในที่ใด นานเท่าใดได้ตามปรารถนา ข้อนี้ไม่เป็นฐานะ
ไม่เป็นโอกาสที่สมาบัติเหล่านั้นจะพึงกำเริบเพราะอาศัยความประมาทของบุคคลนั้น บุคคลนี้
เรียกว่า ผู้มีธรรมอันไม่กำเริบพระอริยบุคคลแม้ทั้งหมดชื่อว่าผู้มีธรรมอันไม่กำเริบ ในวิโมกข์
ส่วนที่เป็นอริยะ

106
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 107 (เล่ม 36)

[๒๑] บุคคลผู้มีธรรมอันเสื่อม เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติอันสหรคตด้วยรูปฌาน หรือสหรคตด้วย
อรูปฌาน แต่บุคคลนั้น มิใช่เป็นผู้ได้ตามต้องการ มิใช่เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก มิใช่เป็นผู้ได้โดย
ไม่ลำบาก ไม่สามารถจะเข้าหรือออกสมาบัติใด ในที่ใด นานเท่าใดตามปรารถนา ข้อนี้ก็เป็น
ฐานะอยู่แล ที่บุคคลนั้น จะพึงเสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้นได้ เพราะอาศัยความประมาท บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้มีธรรมอันเสื่อม
[๒๒] บุคคลผู้มีธรรมอันไม่เสื่อม เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติอันสหรคตด้วยรูปฌาน หรือสหรคตด้วย
อรูปฌาน แต่บุคคลนั้นเป็นผู้ได้ตามต้องการ เป็นผู้ได้โดยไม่ยากเป็นผู้ได้โดยไม่ลำบาก
สามารถจะเข้าหรือออกสมาบัติใด ในที่ใด นานเท่าใดตามปรารถนา ข้อนี้ไม่เป็นฐานะไม่เป็น
โอกาสที่บุคคลนั้นจะพึงเสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้น เพราะอาศัยความประมาท บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้มีธรรมอันไม่เสื่อมพระอริยบุคคลแม้ทั้งปวงเป็นผู้มีธรรมอันไม่เสื่อมในวิโมกข์ส่วนที่
เป็นอริยะ
[๒๓] บุคคลผู้ควรโดยเจตนา เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติอันสรหคตด้วยรูปฌาน หรือสหรคตด้วย
อรูปฌาน แต่บุคคลนั้นมิใช่เป็นผู้ได้ตามต้องการ มิใช่ได้โดยไม่ยากมิใช่เป็นผู้ได้โดยไม่ลำบาก
ไม่สามารถจะเข้าหรือออกสมาบัติใด ในที่ใด นานเท่าใดได้ตามปรารถนา หากว่าคอยใส่ใจอยู่
ย่อมไม่เสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้นหากไม่เอาใจใส่ก็เสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้น บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้ควรโดยเจตนา
[๒๔] บุคคลผู้ควรโดยการตามรักษา เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติอันสรหคตด้วยรูปฌาน หรือสรหคตด้วย
อรูปฌาน และบุคคลนั้นแลมิใช่เป็นผู้ได้ตามต้องการ มิใช่เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก มิใช่เป็นผู้ได้
โดยไม่ลำบาก ไม่สามารถจะเข้าหรือออกสมาบัติใดในที่ใด นานเท่าใดได้ตามปรารถนา
หากว่าคอยรักษาอยู่ ย่อมไม่เสื่อมจากสมาบัติเหล่านั้น หากว่าไม่คอยรักษาก็เสื่อมจากสมาบัติ
เหล่านั้น บุคคลนี้เรียกว่าผู้ควรโดยการตามรักษา

107
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 108 (เล่ม 36)

[๒๕] บุคคลที่เป็นปุถุชน เป็นไฉน
สัญโญชน์ ๓ อันบุคคลใดละไม่ได้ ทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อละธรรมเหล่านั้นบุคคลนี้เรียกว่า
ปุถุชน
[๒๖] โคตรภูบุคคล เป็นไฉน
ความย่างลงสู่อริยธรรมในลำดับแห่งธรรมเหล่าใด บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านั้น
นี้เรียกว่า โคตรภูบุคคล
[๒๗] บุคคลผู้งดเว้นเพราะกลัว เป็นไฉน
พระเสขะ ๗ จำพวก และบุคคลปุถุชนผู้มีศีล ชื่อว่าผู้งดเว้นเพราะกลัว พระอรหันต์
ชื่อว่ามิใช่ผู้งดเว้นเพราะกลัว
[๒๘] บุคคลผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผล เป็นไฉน
บุคคลที่ประกอบด้วยกัมมาวรณ์ ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ประกอบด้วยวิปากาวรณ์
ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม โง่เขลา เป็นผู้ไม่ควรหยั่งลงสู่นิยามอันถูกในกุศลธรรม
ทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า ผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผล
[๒๙] บุคคลผู้ควรแก่การบรรลุมรรคผล เป็นไฉน
บุคคลที่ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณ์ ไม่ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ไม่ประกอบด้วย
วิปากาวรณ์ มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ไม่โง่เขลา เป็นผู้ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยามอันถูกใน
กุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า ผู้ควรแก่การบรรลุมรรคผล
[๓๐] บุคคลผู้เที่ยงแล้ว เป็นไฉน
บุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม ๕ จำพวก บุคคลผู้เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ และพระอริยบุคคล
๘ ชื่อว่า ผู้เที่ยงแล้ว บุคคลนอกนั้นชื่อว่า ผู้ไม่เที่ยง
[๓๑] บุคคลผู้ปฏิบัติ เป็นไฉน
บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ ชื่อว่าผู้ปฏิบัติ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยผล ๔ ชื่อว่า
ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล
[๓๒] บุคคลชื่อว่าสมสีสี เป็นไฉน
การสิ้นไปแห่งอาสวะ และการสิ้นไปแห่งชีวิตของบุคคลใด มีไม่ก่อนไม่หลังกัน
บุคคลนี้เรียกว่า สมสีสี

108
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 109 (เล่ม 36)

[๓๓] บุคคลชื่อว่าฐิตกัปปี เป็นไฉน
บุคคลนี้พึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล และเวลาที่กัลป์ไหม้จะพึงมี
กัลป์ก็ไม่พึงไหม้ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลบุคคลนี้เรียกว่า ฐิตกัปปี
บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแม้ทั้งหมด ชื่อว่าเป็นผู้มีกัลป์ตั้งอยู่แล้ว
[๓๔] บุคคลเป็นอริยะ เป็นไฉน
พระอริยบุคคล ๘ เป็นอริยะ บุคคลนอกนั้น ไม่ใช่อริยะ
[๓๕] บุคคลเป็นเสขะ เป็นไฉน
บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๓ เป็นเสขะพระอรหันต์เป็น
อเสขะ บุคคลนอกนั้น เป็นเสขะก็มิใช่ เป็นอเสขะก็มิใช่
[๓๖] บุคคลผู้มีวิชชา ๓ เป็นไฉน
บุคคลประกอบด้วยวิชชา ๓ ชื่อว่าผู้มีวิชชา ๓
[๓๗] บุคคลผู้มีอภิญญา ๖ เป็นไฉน
บุคคลประกอบด้วยอภิญญา ๖ ชื่อว่าผู้มีอภิญญา ๖
[๓๘] บุคคลเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย
ที่ตนมิได้เคยสดับมาแล้วในก่อน บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้น และบรรลุความเป็น
ผู้มีความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลายบุคคลนี้เรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธะ
[๓๙] บุคคลเป็นพระปัจเจกพุทธะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้ซึ่งสัจจะทั้งหลายด้วยตนเอง ในธรรมทั้งหลายที่ตน
ไม่ได้สดับมาแล้วในก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้น ทั้งไม่ถึงความเป็น
ผู้ชำนาญในธรรมอันเป็นกำลังทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า พระปัจเจกพุทธะ
[๔๐] บุคคลชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะ
ของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุต

109