พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 110 (เล่ม 36)

[๔๑] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะ
ของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ปัญญาวิมุต
[๔๒] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะ
บางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี
[๔๓] บุคคลชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความ
เป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศ
แล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว
เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ
[๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความ
เป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว
เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต
[๔๕] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉน
ปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้น
ย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้
เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี
บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ

110
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 111 (เล่ม 36)

[๔๖] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉน
สัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง อบรม
อริยมรรคมีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า สัทธานุสารี
บุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า
สัทธาวิมุต
[๔๗] บุคคลชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓ เป็นโสดาบัน มีอัน
ไม่ไปเกิดในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า บุคคลนั้นจะแล่นไป
ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ๗ ชาติ แล้วทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า สัตตักขัตตุปรมะ
[๔๘] บุคคลชื่อว่าโกลังโกละ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓ เป็นโสดาบัน มีอัน
ไม่ไปเกิดในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า บุคคลนั้นจะแล่นไปท่องเที่ยว
ไปสู่ตระกูลสองหรือสาม แล้วทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า โกลังโกละ
[๔๙] บุคคลชื่อว่าเอกพิชี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓ มีอันไม่ไปเกิดใน
อบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า บุคคลนั้นเกิดในภพมนุษย์อีกครั้งเดียว
แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่าเอกพิชี
[๕๐] บุคคลชื่อว่าสกทาคามี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓ เพราะทำราคะ โทสะ
โมหะ ให้เบาบางลง เป็นสกทาคามี ยังจะมาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วทำที่สุดทุกข์ได้
บุคคลนี้เรียกว่าสกทาคามี
[๕๑] บุคคลชื่อว่าอนาคามี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิด
เป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนี้เรียกว่า อนาคามี

111
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 112 (เล่ม 36)

[๕๒] บุคคลชื่อว่าอันตราปรินิพพายี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิด
เป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนั้น ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นเพื่อละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน ในระยะเวลาติดต่อกับ
ที่เกิดบ้าง ยังไม่ถึงท่ามกลางกำหนดอายุบ้าง บุคคลนี้เรียกว่า อันตราปรินิพพายี
[๕๓] บุคคลชื่อว่าอุปหัจจปริพพายี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิด
เป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้นมีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนั้น ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้น เพื่อละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน เมื่อล่วงพ้นท่ามกลาง
กำหนดอายุบ้าง เมื่อใกล้จะทำกาลกิริยาบ้าง บุคคลนี้เรียกว่า อุปหัจจปรินิพพายี
[๕๔] บุคคลชื่อว่าอสังขารปรินิพพายี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิด
เป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนั้นย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นโดยไม่ลำบากเพื่อละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน บุคคลนี้
เรียกว่า อสังขารปรินิพพายี
[๕๕] บุคคลชื่อว่าสสังขารปรินิพพายี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบ แห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มี
กำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้นมีอันไม่กลับมาจากโลกนั้น
เป็นธรรมดา บุคคลนั้น ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นโดยลำบาก เพื่อละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน
บุคคลนี้เรียกว่า สสังขารปรินิพพายี
[๕๖] บุคคลชื่อว่าอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิด
เป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
บุคคลนั้น จุติจากอวิหาไปอตัปปา จุติจากอตัปปาไปสุทัสสา จุติจากสุทัสสาไปสุทัสสี
จุติจากสุทัสสีไปอกนิฏฐา ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นในอกนิฏฐา เพื่อละสัญโญชน์เบื้องบน
บุคคลนี้เรียกว่า อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี

112
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 113 (เล่ม 36)

[๕๗] บุคคลชื่อว่าโสดาบัน ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล
เป็นไฉน
บุคคลผู้ปฏิบัติแล้วเพื่อละสัญโญชน์ ๓ ปฏิบัติแล้วเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สัญ
โญชน์ ๓ อันบุคคลใดละได้แล้ว บุคคลนั้นเรียกว่าโสดาบัน
บุคคลปฏิบัติแล้วเพื่อความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท ปฏิบัติแล้วเพื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งสกทาคามิผล เพราะราคะและพยาบาทของบุคคลใดเบาบางแล้ว บุคคลนี้เรียกว่า สกทาคามี
บุคคลปฏิบัติแล้วเพื่อละไม่ให้เหลือ ซึ่งกามราคะและพยาบาท ปฏิบัติแล้วเพื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งอนาคามิผล กามราคะและพยาบาทอันบุคคลใดละได้หมดไม่มีเหลือ บุคคลนั้นเรียกว่า
อนาคามี
บุคคลปฏิบัติแล้ว เพื่อไม่ให้เหลือซึ่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา
ปฏิบัติแล้วเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล รูปราคะ อรูปราคะมานะ อุทธัจจะ อวิชชา อันบุคคลใด
ละได้หมดไม่มีเหลือ บุคคลนี้เรียกว่าอรหันต์
เอกกนิทเทส จบ
ทุกนิทเทส
[๕๘] บุคคลผู้มักโกรธ เป็นไฉน
ความโกรธ ในข้อนั้นเป็นไฉน ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ภาวะที่โกรธ โทสะ ความ
ประทุษร้าย ภาวะที่ประทุษร้าย ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ภาวะที่พยาบาท ความพิโรธ
ความพิโรธตอบ ความดุร้าย ความเกรี้ยวกราด ภาวะที่จิตไม่ยินดีอันใด นี้เรียกว่าความโกรธ
ความโกรธนี้อันบุคคลใดละไม่ได้ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้มักโกรธ
บุคคลผู้ผูกโกรธ เป็นไฉน
ความผูกโกรธ ในข้อนั้นเป็นไฉน ความโกรธมีในเบื้องต้น ความผูกโกรธมีในภายหลัง
ความผูกโกรธ กิริยาที่ผูกโกรธ ภาวะที่ผูกโกรธ การไม่หยุดโกรธ การตั้งความโกรธไว้ การ
ดำรงความโกรธไว้ การไหลไปตามความโกรธ การตามผูกพันธ์ความโกรธไว้ การทำความโกรธให้

113
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 114 (เล่ม 36)

มั่นเข้าไว้อันใดเห็นปานนี้ นี้เรียกว่าความผูกโกรธ ความผูกโกรธนี้ อันบุคคลใดละไม่ได้
บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้ผูกโกรธ
[๕๙] บุคคลผู้มักลบหลู่บุญคุณของผู้อื่น เป็นไฉน
ความลบหลู่ ในข้อนั้นเป็นไฉน ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ภาวะที่ลบหลู่ ความ
ไม่เห็นคุณของผู้อื่น การกระทำที่ไม่เห็นคุณของผู้อื่น นี้เรียกว่าความลบหลู่ ความลบหลู่นี้ อัน
บุคคลใดละไม่ได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่าผู้มักลบหลู่บุญคุณของผู้อื่น
บุคคลผู้ตีเสมอ เป็นไฉน
การตีเสมอ ในข้อนั้นเป็นไฉน การตีเสมอ กิริยาที่ตีเสมอ ภาวะที่ตีเสมอ ธรรมที่
เป็นอาหารแห่งการตีเสมอ ฐานะแห่งวิวาท การถือเป็นคู่ว่าเท่าเทียมกัน การไม่สละคืนอันใด
นี้เรียกว่าการตีเสมอ การตีเสมอนี้อันบุคคลใดละไม่ได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่าผู้ตีเสมอ
[๖๐] บุคคลผู้มีความริษยา เป็นไฉน
ความริษยา ในข้อนั้นเป็นไฉน ความริษยา กิริยาที่ริษยา ภาวะที่ริษยา ความไม่
ยินดีด้วย กิริยาที่ไม่ยินดีด้วย ภาวะที่ไม่ยินดีด้วยในลาภสักการะ การเคารพ ความนับถือ การไหว้
การบูชาของผู้อื่น อันใด นี้เรียกว่าความริษยา ก็ความริษยานี้ อันบุคคลใดละไม่ได้แล้ว บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้มีความริษยา
บุคคลผู้มีความตระหนี่ เป็นไฉน
ความตระหนี่ ในข้อนั้นเป็นไฉน ความตระหนี่มี ๕ อย่าง คือ ตระหนี่ที่อยู่ ตระหนี่
ตระกูล ตระหนี่ลาภ ตระหนี่วรรณะ ตระหนี่ธรรมความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ภาวะที่ตระหนี่
ความอยากไปต่างๆ ความเหนียวแน่นความตระหนี่ถี่เหนียว ความที่จิตไม่เผื่อแผ่ อันใด
เห็นปานนี้ นี้เรียกว่าความตระหนี่ ความตระหนี่นี้ อันบุคคลใดละไม่ได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้มีความตระหนี่
[๖๑] บุคคลผู้โอ้อวด เป็นไฉน
ความโอ้อวด ในข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้อวดความโอ้อวด
ภาวะที่โอ้อวด กิริยาที่โอ้อวด ภาวะที่แข็งกระด้าง กิริยาที่แข็งกระด้าง ความพูดยกตน กิริยา
ที่พูดยกตน อันใด ในข้อนั้น นี้เรียกว่าความโอ้อวด ความโอ้อวดนี้ อันบุคคลใดละไม่ได้แล้ว
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้โอ้อวด

114
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 115 (เล่ม 36)

บุคคลผู้มีมารยา เป็นไฉน
มารยา ในข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติ
ทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจแล้ว เพราะเหตุจะปกปิดทุจริตนั้น จึงตั้งความปรารถนาอัน
ลามก ปรารถนาว่าใครๆ อย่ารู้เรา ดำริว่าใครๆ อย่ารู้เรา พูดว่าใครๆ อย่ารู้เรา พยายามด้วย
กายว่าใครๆ อย่ารู้เรามายา ภาวะที่มายา ความวางท่า ความหลอกลวง ความตลบแตลง
ความมีเลห์เหลี่ยม ความทำให้ลุ่มหลง ความซ่อน ความอำพราง ความผิดความปกปิด การ
ไม่ทำให้เข้าใจง่าย การไม่ทำให้จะแจ้ง การปิดบังกิริยาลามกเห็นปานนี้ อันใด นี้เรียกว่า มายา
มายานี้ อันบุคคลใดละไม่ได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่า มีมายา
[๖๒] บุคคลผู้ไม่มีหิริ เป็นไฉน
ความไม่มีหิริ ในข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมชาติใดไม่ละอายสิ่งที่ควรละอาย ไม่ละอาย
การถึงพร้อมแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศล นี้เรียกว่า ความไม่มีหิริ บุคคลประกอบแล้วด้วยความ
ไม่มีหิรินี้ เรียกว่าผู้ไม่มีหิริ
บุคคลผู้ไม่มีโอตตัปปะ เป็นไฉน
ความไม่มีโอตตัปปะ ในข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมชาติใดไม่กลัวสิ่งที่ควรกลัว ไม่กลัว
การถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศล นี้เรียกว่าความไม่มีโอตตัปปะ บุคคลประกอบแล้วด้วย
ความไม่มีโอตตัปปะนี้ชื่อว่า ผู้ไม่มีโอตตัปปะ
[๖๓] บุคคลผู้ว่ายาก เป็นไฉน
ความเป็นผู้ว่ายาก ในข้อนั้นเป็นไฉน ความเป็นผู้ว่ายาก กิริยาที่เป็นผู้ว่ายาก ภาวะ
ที่เป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ถือเอาโดยปฏิกูล ความเป็นผู้ยินดีโดยความเป็นข้าศึก ความไม่เอื้อเฟื้อ
ภาวะที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพความไม่เชื่อฟัง ในเมื่อสหธรรมิกว่ากล่าวอยู่ นี้เรียกว่า
ความเป็นผู้ว่ายาก บุคคลประกอบแล้วด้วยความเป็นผู้ว่ายากนี้ ชื่อว่าผู้ว่ายาก
บุคคลผู้มีมิตรชั่ว เป็นไฉน
ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ในข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลเหล่านั้นใด เป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็น
ผู้ทุศีล มีสุตะน้อย เป็นผู้ตระหนี่ มีปัญญาทราม การเสวนะการเข้าไปเสวนะ การซ่องเสพ
การคบ การคบหา การภักดี การภักดีด้วยความเป็นผู้คบหาสมาคมกับบุคคลเหล่านั้น อันใด
นี้เรียกว่า ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว บุคคลประกอบด้วยความเป็นผู้มีมิตรชั่วนี้ เรียกว่าผู้มีมิตรชั่ว

115
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 116 (เล่ม 36)

[๖๔] บุคคลผู้มีทวารอันไม่คุ้มครอง แล้วในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นไฉน
ความเป็นผู้มีทวารอันไม่คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ในข้อนั้นเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เห็นรูปด้วยตา เป็นผู้ถือเอาซึ่งนิมิตร เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ
อกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสพึงซ่านไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอินทรีย์
คือจักษุนี้อยู่ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ คือจักษุใด เป็นเหตุ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมอินทรีย์
คือจักษุนั้น ย่อมไม่รักษาอินทรีย์ คือจักษุ ย่อมไม่ถึงความสำรวมในอินทรีย์ คือจักษุ ฟังเสียงด้วยหู
ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์
ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ถือเอาซึ่งนิมิต เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ อกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก คือ
อภิชฌา และโทมนัส พึงซ่านไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ คือใจนี้อยู่ เพราะการไม่สำรวม
อินทรีย์ คือใจใดเป็นเหตุ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมอินทรีย์ คือใจนั้น ย่อมไม่รักษาอินทรีย์
คือใจย่อมไม่ถึงความสำรวมอินทรีย์ คือใจ การไม่คุ้มครอง การไม่ปกครอง การไม่รักษา
การไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ เหล่านี้อันใด นี้ชื่อว่า ความเป็นผู้มีทวารอันไม่คุ้มครองแล้วในอินทรีย์
ทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยความเป็นผู้มีทวารอันไม่คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลายนี้ชื่อว่า
ความเป็นผู้มีทวารอันไม่คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย
บุคคลไม่รู้จักประมาณในโภชนะ เป็นไฉน
ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ในข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่พิจารณาแล้วโดยแยบคาย บริโภคซึ่งอาหารเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับ เพื่อตกแต่ง
ความเป็นผู้ไม่สันโดษ ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะนั้น ความไม่พิจารณาในโภชนะอันใด
นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ไม่รู้จัก
ประมาณในโภชนะนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ
[๖๕] บุคคลผู้มีสติหลง เป็นไฉน
ความเป็นผู้มีสติหลง ในข้อนั้นเป็นไฉน ความระลึกไม่ได้ ความตามระลึกไม่ได้
ความไม่มีสติ ความระลึกไม่ได้ความทรงจำไม่ได้ ความหลงใหล ความฟั่นเฟือน อันใด นี้เรียกว่า
ความเป็นผู้มีสติหลง บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีสติหลงนี้ ชื่อว่าผู้มีสติหลง

116
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 117 (เล่ม 36)

บุคคลผู้ไม่มีสัมปชัญญะ เป็นไฉน
สัมปชัญญะ ในข้อนั้นเป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความ
ไม่รู้ตาม ความไม่รู้พร้อม ความไม่แทงตลอด ความไม่รับทราบความไม่กำหนดลงทราบ
ความไม่เพ่งเล็ง ความไม่พิจารณา การไม่ทำให้แจ่มแจ้ง ความเป็นผู้ทรามปัญญา ความเป็น
ผู้เขลา ความไม่มีสติสัมปชัญญะความหลง ความหลงทั่ว ความหลงพร้อม ความโง่ โอฆะ คือ
อวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัย คืออวิชชา ปริยุฏฐาน คืออวิชชา ลิ่ม คืออวิชชา อกุศลมูล คือ
โมหะ นี้เรียกว่า ความไม่มีสัมปชัญญะ บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะนี้
ชื่อว่าผู้ไม่มีสัมปชัญญะ
[๖๖] บุคคลผู้มีศีลวิบัติ เป็นไฉน
ศีลวิบัติ ในข้อนั้นเป็นไฉน การล่วงละเมิดทางกาย การล่วงละเมิดทางวาจา การ
ล่วงละเมิดทั้งทางกายทั้งทางวาจา นี้เรียกว่าศีลวิบัติ ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด ชื่อว่าศีลวิบัติ
บุคคลประกอบด้วยศีลวิบัตินี้ ชื่อว่าผู้มีศีลวิบัติ
บุคคลผู้มีทิฐิวิบัติ เป็นไฉน
ทิฐิวิบัติ ในข้อนั้นเป็นไฉน ทิฐิ ความเห็นไปว่า ทานที่ให้ไม่มีผลการบูชาใหญ่
[คือมหาทานที่ทั่วไปแก่คนทั้งปวง] ไม่มีผล สักการะที่บุคคลทำเพื่อแขก ไม่มีผล ผลวิบาก
แห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มีมารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์อุปปาติกะไม่มี
สมณพราหมณ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ที่รู้ยิ่งแล้วซึ่งโลกนี้และโลกหน้า
ด้วยตนเอง แล้วประกาศทำให้แจ้งในโลกนี้ไม่มี ดังนี้ มีอย่างนี้เป็นรูปอันใด ทิฐิ ความเห็น
ไปข้างทิฐิ ป่าชัฏคือทิฐิ กันดารคือทิฐิ ความเห็นเป็นข้าศึก ความเห็นผันผวนสัญโญชน์
คือทิฐิ ความยึดถือ ความเกี่ยวเกาะ ความยึดมั่น การยึดถือความปฏิบัติผิด มรรคาผิด
ทางผิด ภาวะที่เป็นผิด ลัทธิเป็นแดนเสื่อม ความยึดถือ การแสวงหาผิด อันใด มีลักษณะ
อย่างนี้ นี้เรียกว่า ทิฐิวิบัติ มิจฉาทิฐิแม้ทั้งหมด เป็นทิฐิวิบัติ บุคคลประกอบด้วย
ทิฐิวิบัตินี้ ชื่อว่าผู้มีทิฐิวิบัติ

117
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 118 (เล่ม 36)

[๖๗] บุคคลมีสัญโญชน์ภายใน เป็นไฉน
โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ อันบุคคลยังละไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้มีสัญโญชน์
ภายใน
บุคคลผู้มีสัญโญชน์ภายนอก เป็นไฉน
อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ อันบุคคลใดยังละไม่ได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีสัญโญชน์
ภายนอก
[๖๘] บุคคลผู้ไม่โกรธ เป็นไฉน
ความโกรธ ในข้อนั้นเป็นไฉน ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ภาวะที่โกรธ โทสะ
กิริยาที่ประทุษร้าย ภาวะที่ประทุษร้าย พยาบาท กิริยาที่พยาบาท ภาวะที่พยาบาท ความพิโรธ
ความพิโรธตอบ ความดุร้ายความเกรี้ยวกราด ความที่มีจิตไม่ยินดี นี้เรียกว่าความโกรธ
ความโกรธนี้อันบุคคลใดละได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่าผู้ไม่โกรธ
บุคคลผู้ไม่ผูกโกรธ เป็นไฉน
ความผูกโกรธ ในข้อนั้นเป็นไฉน ความโกรธมีในกาลเบื้องต้น ความผูกโกรธมีในกาล
ภายหลัง ความผูกโกรธ กิริยาที่ผูกโกรธ ภาวะที่ผูกโกรธ การไม่หยุดโกรธ การตั้งความโกรธไว้
การดำรงความโกรธไว้การไหลไปตามความโกรธ การตามผูกพันธ์ความโกรธ การทำความโกรธ
ให้มั่นเข้าอันใด เห็นปานนี้ นี้เรียกว่า ความผูกโกรธ ความผูกโกรธนี้ อันบุคคลใดละได้แล้ว
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ไม่ผูกโกรธ
[๖๙] บุคคลผู้ไม่ลบหลู่บุญคุณผู้อื่น เป็นไฉน
ความลบหลู่บุญคุณผู้อื่น ในข้อนั้นเป็นไฉน ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ภาวะที่ลบหลู่
ความไม่เห็นคุณของผู้อื่น การกระทำความไม่เห็นคุณของผู้อื่น นี้เรียกว่า ความลบหลู่บุญคุณผู้อื่น
ความลบหลู่บุญคุณผู้อื่นนี้อันบุคคลใดละได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ไม่ลบหลู่บุญคุณผู้อื่น
บุคคลผู้ไม่ตีเสมอผู้อื่น เป็นไฉน

118
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 119 (เล่ม 36)

ความตีเสมอผู้อื่น ในข้อนี้เป็นไฉน การตีเสมอ กิริยาที่ตีเสมอภาวะที่ตีเสมอ
ธรรมที่เป็นอาหารแห่งการตีเสมอ ฐานะแห่งวิวาท การถือเป็นคู่ว่าเท่าเทียมกัน การไม่สละคืน
นี้เรียกว่า การตีเสมอ การตีเสมอนี้อันบุคคลใดละได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ไม่ตีเสมอผู้อื่น
[๗๐] บุคคลผู้ไม่มีความริษยา เป็นไฉน
ความริษยา ในข้อนั้นเป็นไฉน ความริษยา กิริยาที่ริษยา ภาวะที่ริษยา ความไม่ยินดี
ด้วย กิริยาที่ไม่ยินดีด้วย ภาวะที่ไม่ยินดีด้วยในลาภสักการะการทำความเคารพ ความนับถือ
การไหว้ การบูชาของคนอื่น อันใด นี้เรียกว่า ความริษยา ความริษยานี้ อันบุคคลใดละได้แล้ว
บุคคลนี้เรียกว่าผู้ไม่มีความริษยา
บุคคลผู้ไม่มีความตระหนี่ เป็นไฉน
ความตระหนี่ ในข้อนั้นเป็นไฉน ความตระหนี่ ๕ ประการ คือ ตระหนี่ที่อยู่
ตระหนี่ตระกูล ตระหนี่ลาภ ตระหนี่วรรณะ ตระหนี่ธรรมความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่
ภาวะที่ตระหนี่ ความอยากมีประการต่างๆความเหนียวแน่น ความตระหนี่ถี่เหนียว ความที่
จิตไม่เผื่อแผ่ อันใด เห็นปานนี้นี้เรียกว่า ความตระหนี่ ความตระหนี่นี้ อันบุคคลใดละ
ได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ไม่มีความตระหนี่
[๗๑] บุคคลผู้ไม่โอ้อวด เป็นไฉน
ความโอ้อวด ในข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้อวด เป็นผู้โอ้อวด
ความโอ้อวด ภาวะที่โอ้อวด กิริยาที่โอ้อวด ภาวะที่แข็งกระด้างกิริยาที่แข็งกระด้าง ความพูด
ยกตน กิริยาที่พูดยกตน อันใด นี้เรียกว่าความโอ้อวด ความโอ้อวดนี้อันบุคคลใดละได้แล้ว
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ไม่โอ้อวด
บุคคลผู้ไม่มีมายา เป็นไฉน
มายา ในข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติ
ทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจแล้ว เพราะเหตุจะปกปิดความทุจริตนั้น จึงตั้งความ
ปรารถนาอันลามก ปรารถนาว่าใครๆ อย่ารู้เราดำริว่าใครๆ อย่ารู้เรา พูดว่าใครๆ อย่ารู้เรา

119