พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 442 (เล่ม 35)

ความอาฆาตแห่งจิต การกระทบกระทั่งความกระทบกระทั่ง ความยินร้าย ความขุ่นเคือง การ
ขุ่นเคือง ความขุ่นเคืองอย่างแรง ความคิดประทุษร้าย การมุ่งคิดประทุษร้าย ความมุ่งคิด
ประทุษร้าย ความพยาบาทแห่งจิต ความคิดประทุษร้ายทางใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ สภาพ
ที่โกรธ ความคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย สภาพที่คิดประทุษร้าย ความคิดปองร้าย
กิริยาที่คิดปองร้าย สภาพที่คิดปองร้าย การยินร้าย ความยินร้ายความดุร้าย ความปากร้าย
ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้นี้เรียกว่า โทสะ
โมหะ เป็นไฉน
ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ใน
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคตความไม่รู้ทั้งในส่วน
อดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในธรรมอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้น
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามเป็นจริง ความไม่
แทงตลอด ความไม่ถือเอาโดยถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่
พิจารณา การไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง
ความลุ่มหลง ความหลงไหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา
ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า
โมหะ
เหล่านี้เรียกว่า อกุศลมูล ๓
[๙๒๗] อกุศลวิตก ๓ เป็นไฉน
กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก
บรรดาวิตก ๓ นั้น กามวิตก เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันเกี่ยวด้วยกามนี้เรียกว่า กาม
วิตก
พยาบาทวิตก เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันเกี่ยวด้วยความพยาบาท นี้เรียกว่า
พยาบาทวิตก
วิหิงสาวิตก เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันเกี่ยวด้วยความเบียดเบียน นี้
เรียกว่า วิหิงสาวิตก

442
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 443 (เล่ม 35)

เหล่านี้เรียกว่า อกุศลวิตก ๓
[๙๒๘] อกุศลสัญญา ๓ เป็นไฉน
กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา
บรรดาสัญญา ๓ นั้น กามสัญญา เป็นไฉน
ความจำ กิริยาที่จำ สภาพที่จำ อันเกี่ยวด้วยกาม นี้เรียกว่า กามสัญญา
พยาบาทสัญญา เป็นไฉน
ความจำ กิริยาที่จำ สภาพที่จำ เกี่ยวด้วยพยาบาท นี้เรียกว่า พยาบาทสัญญา
วิหิงสาสัญญา เป็นไฉน
ความจำ กิริยาที่จำ สภาพที่จำ อันเกี่ยวด้วยความเบียดเบียน นี้เรียกว่าวิหิงสาสัญญา
เหล่านี้เรียกว่า อกุศลสัญญา ๓
[๙๒๙] อกุศลธาตุ ๓ เป็นไฉน
กามธาตุ พยาบาทธาตุ วิหิงสาธาตุ
บรรดาอกุศลธาตุ ๓ นั้น กามธาตุ เป็นไฉน
กามวิตก จัดเป็นกามธาตุ พยาบาทวิตก จัดเป็นพยาบาทธาตุ วิหิงสาวิตก จัดเป็น
วิหิงสาธาตุ
บรรดาวิตก ๓ นั้น กามวิตก เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันเกี่ยวด้วยกามนี้เรียกว่า กามวิตก
พยาบาทวิตก เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันเกี่ยวด้วยความพยาบาท นี้เรียกว่า
พยาบาทวิตก
วิหิงสาวิตก เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันเกี่ยวด้วยความเบียดเบียน นี้เรียกว่า
วิหิงสาวิตก
เหล่านี้เรียกว่า อกุศลธาตุ ๓
[๙๓๐] ทุจริต ๓ เป็นไฉน
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
บรรดาทุจริต ๓ นั้น กายทุจริต เป็นไฉน

443
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 444 (เล่ม 35)

ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร นี้เรียกว่า กายทุจริต
วจีทุจริต เป็นไฉน
มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ นี้เรียกว่า วจีทุจริต
มโนทุจริต เป็นไฉน
อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี้เรียกว่า มโนทุจริต
กายทุจริต เป็นไฉน
กายกรรมฝ่ายอกุศล ชื่อว่า กายทุจริต
วจีกรรมฝ่ายอกุศล ชื่อว่า วจีทุจริต
มโนกรรมฝ่ายอกุศล ชื่อว่า มโนทุจริต
บรรดาทุจริต ๓ นั้น กายกรรมฝ่ายอกุศล เป็นไฉน
กายสัญเจตนาฝ่ายอกุศล ชื่อว่า กายกรรมฝ่ายอกุศล
วจีสัญเจตนาฝ่ายอกุศล ชื่อว่า วจีกรรมฝ่ายอกุศล
มโนสัญเจตนาฝ่ายอกุศล ชื่อว่า มโนกรรมฝ่ายอกุศล
เหล่านี้เรียกว่า ทุจริต ๓
[๙๓๑] อาสวะ ๓ เป็นไฉน
กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ
บรรดาอาสวะ ๓ นั้น กามาสวะ เป็นไฉน
ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม อันใด นี้เรียกว่ากามาสวะ
ภวาสวะ เป็นไฉน
ความพอใจในภพ ฯลฯ ความหมกมุ่นในภพ อันใด นี้เรียกว่า ภวาสวะ
อวิชชาสวะ เป็นไฉน
ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือ โมหะ นี้เรียกว่าอวิชชาสวะ
เหล่านี้เรียกว่า อาสวะ ๓
[๙๓๒] สัญโญชน์ ๓ เป็นไฉน
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
บรรดาสัญโญชน์ ๓ เหล่านั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน

444
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 445 (เล่ม 35)

ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้
รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็น
ตนในรูป ย่อมเห็นเวทนาเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสัญญาเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสังขารเป็นตน ฯลฯ
ย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตนในวิญญาณ ทิฏฐิ
ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า
สักกายทิฏฐิ
วิจิกิจฉา เป็นไฉน
ปุถุชนเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา เคลือบแคลงสงสัยในพระธรรมเคลือบแคลง
สงสัยในพระสงฆ์ เคลือบแคลงสงสัยในสิกขา เคลือบแคลงสงสัยในส่วนอดีต เคลือบแคลง
สงสัยในส่วนอนาคต เคลือบแคลงสงสัยทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต เคลือบแคลงสงสัยใน
ธรรมอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ความเคลือบแคลง กิริยาที่เคลือบ
แคลง สภาพที่เคลือบแคลง ฯลฯ ความกระด้างแห่งจิต ความลังเลใจ อันใด มีลักษณะเช่น
ว่านี้นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา
สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน
สมณพราหมณ์ภายนอกศาสนานี้ มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยวัตร
ด้วยศีลและวัตร ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯการถือเอาโดยวิปลาส อันใด มี
ลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส
เหล่านี้เรียกว่า สัญโญชน์ ๓
[๙๓๓] ตัณหา ๓ เป็นไฉน
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
บรรดาตัณหา ๓ นั้น ภวตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันสหรคตด้วยภวทิฏฐิ
นี้เรียกว่า ภวตัณหา
วิภวตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันสหรคตด้วยอุจเฉท
ทิฏฐิ นี้เรียกว่า วิภวตัณหา ตัณหาที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า กามตัณหา
บรรดาตัณหา ๓ นั้น กามตัณหา เป็นไฉน

445
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 446 (เล่ม 35)

ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันประกอบด้วยกามธาตุ
นี้เรียกว่า กามตัณหา
ความกำหนัด ความกำหนัดนักแห่งจิต ฯลฯ อันประกอบด้วยรูปธาตุและอรูปธาตุ เรียกว่า
ภวตัณหา
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันสหรคตด้วยอุจเฉท
ทิฏฐิ นี้เรียกว่า วิภวตัณหา
เหล่านี้เรียกว่า ตัณหา ๓
[๙๓๔] ตัณหา ๓ แม้อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
กามตัณหา รูปตัณหา อรูปตัณหา
บรรดาตัณหา ๓ นั้น กามตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันประกอบด้วยกามธาตุ
นี้เรียกว่า กามตัณหา
รูปตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันประกอบด้วยรูปธาตุ
นี้เรียกว่า รูปตัณหา
อรูปตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันประกอบด้วยอรูปธาตุ
นี้เรียกว่า อรูปตัณหา
เหล่านี้เรียกว่า ตัณหา ๓
[๙๓๕] ตัณหา ๓ แม้อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
รูปตัณหา อรูปตัณหา นิโรธตัณหา
บรรดาตัณหา ๓ นั้น รูปตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันประกอบด้วยรูปธาตุ
นี้เรียกว่า รูปตัณหา
อรูปตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันประกอบด้วยอรูปธาตุ
นี้เรียกว่า อรูปตัณหา

446
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 447 (เล่ม 35)

นิโรธตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันสหรคตด้วยอุจเฉท
ทิฏฐิ นี้เรียกว่า นิโรธตัณหา
เหล่านี้เรียกว่า ตัณหา ๓
[๙๓๖] เอสนา ๓ เป็นไฉน
กาเมสนา ภเวสนา พรหมจริเยสนา
บรรดาเอสนา ๓ นั้น กาเมสนา เป็นไฉน
ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม อันใด นี้เรียกว่ากาเมสนา
ภเวสนา เป็นไฉน
ความพอใจในภพ ฯลฯ ความหมกมุ่นในภพ อันใด นี้เรียกว่าภเวสนา
พรหมจริเยสนา เป็นไฉน
ความเห็นว่าโลกเที่ยง หรือความเห็นว่าโลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย
จะเกิดอีกก็หามิได้ จะไม่เกิดอีกก็หามิได้ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอา
โดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า พรหมจริเยสนา
บรรดาเอสนา ๓ นั้น กาเมสนา เป็นไฉน
ความกำหนัดในกาม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศลตั้งอยู่ในฐานเดียว
กันกับความกำหนัดในกามนั้น นี้เรียกว่า กาเมสนา
ภเวสนา เป็นไฉน
ความกำหนัดในภพ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศลตั้งอยู่ในฐาน
เดียวกันกับความกำหนัดในภพนั้น นี้เรียกว่า ภเวสนา
ความเห็นว่าโลกมีที่สุด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศลตั้งอยู่ใน
ฐานเดียวกันกับความเห็นว่าโลกมีที่สุดนั้น นี้เรียกว่า พรหมจริเยสนา
เหล่านี้เรียกว่า เอสนา ๓
[๙๓๗] วิธา ๓ เป็นไฉน
ความถือตัวว่าประเสริฐกว่าเขา ความถือตัวว่าเสมอเขา ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา
เหล่านี้เรียกว่า วิธา ๓

447
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 448 (เล่ม 35)

[๙๓๘] ภัย ๓ เป็นไฉน
ชาติภัย ชราภัย มรณภัย
บรรดาภัย ๓ นั้น ชาติภัย เป็นไฉน
ความกลัว ความขลาด ความหวาดเสียว ความชูชันแห่งขน ความสะดุ้งแห่งจิต
เพราะอาศัยความเกิด นี้เรียกว่า ชาติภัย
ชราภัย เป็นไฉน
ความกลัว ความขลาด ความหวาดเสียว ความชูชันแห่งขน ความสะดุ้งแห่งจิต
เพราะอาศัยชรา นี้เรียกว่า ชราภัย
มรณภัย เป็นไฉน
ความกลัว ความขลาด ความหวาดเสียว ความชูชันแห่งขน ความสะดุ้งแห่งจิต
เพราะอาศัยความตาย นี้เรียกว่า มรณภัย
เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๓
[๙๓๙] ตมะ ๓ เป็นไฉน
บุคคลย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภอดีตกาล ย่อม
เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภอนาคตกาลย่อมเคลือบแคลงสงสัย
ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภปัจจุบันกาล
เหล่านี้เรียกว่า ตมะ ๓
[๙๔๐] ติตถายตนะ ๓ เป็นไฉน
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า คน
เรานี้ย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมได้เสวยสุข
ทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหมดนั้น เพราะได้ทำเหตุไว้ในปางก่อน
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า คน
เรานี้ย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมได้เสวยสุขทุกข์
หรือไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหมดนั้น เพราะเหตุคือมีผู้เป็นใหญ่สร้างให้
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า คน
เรานี้ย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมได้เสวยสุข
ทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหมดนั้น โดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย

448
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 449 (เล่ม 35)

เหล่านี้เรียกว่า ติตถายตนะ ๓
[๙๔๑] กิญจนะ ๓ เป็นไฉน
กิเลสเครื่องกังวลคือราคะ กิเลสเครื่องกังวลคือโทสะ กิเลสเครื่องกังวลคือโมหะ
เหล่านี้เรียกว่า กิญจนะ ๓
[๙๔๒] อังคณะ ๓ เป็นไฉน
กิเลสเพียงดังเนินคือราคะ กิเลสเพียงดังเนินคือโทสะ กิเลสเพียงดังเนินคือโมหะ
เหล่านี้เรียกว่า อังคณะ ๓
[๙๔๓] มละ ๓ เป็นไฉน
มลทินคือราคะ มลทินคือโทสะ มลทินคือโมหะ เหล่านี้เรียกว่า มละ ๓
[๙๔๔] วิสมะ ๓ เป็นไฉน
ความไม่สม่ำเสมอคือราคะ ความไม่สม่ำเสมอคือโทสะ ความไม่สม่ำเสมอคือโมหะ
เหล่านี้เรียกว่า วิสมะ ๓
[๙๔๕] วิสมะ ๓ แม้อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางกาย ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางวาจาความประพฤติ
ไม่สม่ำเสมอทางใจ เหล่านี้เรียกว่า วิสมะ ๓
[๙๔๖] อัคคิ ๓ เป็นไฉน
ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ เหล่านี้เรียกว่า อัคคิ ๓
[๙๔๗] กสาวะ ๓ เป็นไฉน
น้ำฝาดคือราคะ น้ำฝาดคือโทสะ น้ำฝาดคือโมหะ เหล่านี้เรียกว่ากสาวะ ๓
[๙๔๘] กสาวะ ๓ แม้อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
น้ำฝาดทางกาย น้ำฝาดทางวาจา น้ำฝาดทางใจ เหล่านี้เรียกว่า กสาวะ ๓
[๙๔๙] อัสสาททิฏฐิ ความเห็นผิดอันประกอบด้วยความยินดี เป็นไฉน
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า กาม
ทั้งหลายไม่มีโทษ ดังนี้ เขาจึงบริโภคกาม นี้เรียกว่า อัสสาททิฏฐิความเห็นผิดอันประกอบ
ด้วยความยินดี

449
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 450 (เล่ม 35)

อัตตานุทิฏฐิ ความตามเห็นว่ามีอัตตาตัวตน เป็นไฉน
ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะเจ้า
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน
เห็นตนในรูป ย่อมเห็นเวทนาเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสัญญาเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสังขารเป็น
ตน ฯลฯย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตนในวิญญาณ
ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า
อัตตานุทิฏฐิ ความตามเห็นว่ามีอัตตาตัวตน
มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด เป็นไฉน
ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์
ผู้รู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์ซึ่งโลกนี้ และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่มีในโลกนี้
ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า
มิจฉาทิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ จัดเป็นอัสสาททิฏฐิ สักกายทิฏฐิ จัดเป็นอัตตานุทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ
จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ
[๙๕๐] อรติ ความไม่ยินดี เป็นไฉน
ความไม่ยินดี กิริยาที่ไม่ยินดี ความไม่ยินดียิ่ง กิริยาที่ไม่ยินดียิ่ง ความกระสัน ความ
ดิ้นรน ในเสนาสนะอันสงัด หรือในอธิกุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนี้เรียกว่า อรติ ความไม่
ยินดี
วิเหสา ความเบียดเบียน เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ก้อนดินบ้าง ท่อน
ไม้บ้าง ศาตราบ้าง เชือกบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ความบีบคั้นความบีบคั้นยิ่ง ความเบียด
เบียน ความเบียดเบียนยิ่ง ความทำให้เดือดร้อน ความทำให้เดือดร้อนยิ่ง ความทำร้ายสัตว์อื่น
อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าวิเหสา ความเบียดเบียน
อธัมมจริยา ความประพฤติไม่เป็นธรรม เป็นไฉน
ความประพฤติไม่เป็นธรรมทางกาย ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางกายความประพฤติ
ไม่เป็นธรรมทางวาจา ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางวาจา ความประพฤติไม่เป็นธรรมทางใจ
ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางใจ นี้เรียกว่า อธัมมจริยา ความประพฤติไม่เป็นธรรม

450
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 451 (เล่ม 35)

[๙๕๑] โทวจัสสตา ความเป็นผู้ว่ายาก เป็นไฉน
กิริยาที่เป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ว่ายาก สภาพที่เป็นผู้ว่ายาก ความยึดถือข้างขัดขืน
ความพอใจทางโต้แย้ง กิริยาที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพ ความไม่เชื่อฟัง
ในเมื่อถูกว่ากล่าวโดยสหธรรม นี้เรียกว่า โทวจัสสตาความเป็นผู้ว่ายาก
ปาปมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว เป็นไฉน
บุคคลเหล่าใดไม่มีศรัทธา ไม่มีศีล มีการศึกษาน้อย มีความตระหนี่มีปัญญาทราม
การเสพ การเสพเป็นนิตย์ การเสพด้วยดี การคบ การคบด้วยดีความภักดี ความจงรักภักดี
แก่บุคคลเหล่านั้น ความเป็นผู้โน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า ปาปมิตตตา
ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
นานัตตสัญญา สัญญาต่างๆ เป็นไฉน
สัญญาที่เกี่ยวด้วยกาม สัญญาที่เกี่ยวด้วยพยาบาท สัญญาที่เกี่ยวด้วยความเบียดเบียน
นี้เรียกว่า นานัตตสัญญา สัญญาต่างๆ อกุศลสัญญา แม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า นานัตตสัญญา
[๙๕๒] อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน เป็นไฉน
ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ความไม่สงบแห่งจิต ความกวัดแกว่งแห่งจิต ความพล่านแห่งจิต
อันใด นี้เรียกว่า อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
โกสัชชะ ความเกียจคร้าน เป็นไฉน
การปล่อยจิต ความเพิ่มพูนการปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือใน
กามคุณ ๕ หรือความทำโดยความไม่เคารพ ความทำโดยไม่ติดต่อความทำโดยไม่มั่นคง ความ
ประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพให้มาก ความไม่ทำให้
เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งมั่นความไม่ประกอบเนืองๆ ความประมาท ในการเจริญ
กุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่าโกสัชชะ ความเกียจคร้าน
ปมาทะ ความประมาท เป็นไฉน
การปล่อยจิต ความเพิ่มพูนการปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือใน
กามคุณ ๕ หรือความทำโดยความไม่เคารพ ความทำโดยไม่ติดต่อความทำโดยไม่มั่นคง ความ
ประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพให้มาก ความไม่ทำให้
เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งมั่นความไม่ประกอบเนืองๆ ความประมาท ในการเจริญ
กุศลธรรมทั้งหลาย ความประมาท กิริยาที่ประมาท สภาพที่ประมาท อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่าปมาทะ ความประมาท

451