พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 452 (เล่ม 35)

[๙๕๓] อสันตุฏฐิตา ความไม่สันโดษ เป็นไฉน
ความอยากได้มากยิ่ง ของบุคคลผู้ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน
ปัจจยเภสัช และบริขาร ตามมีตามได้หรือด้วยกามคุณ ๕ ความปรารถนาการปรารถนา ความไม่
สันโดษ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯความกำหนัดนักแห่งจิตอันใดมีลักษณะเช่น
ว่านี้ นี้เรียกว่า อสันตุฏฐิตา ความไม่สันโดษ
อสัมปชัญญตา ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ เป็นไฉน
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือ โมหะ อันใดนี้เรียกว่า
อสัมปชัญญตา ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ
มหิจฉตา ความมักมาก เป็นไฉน
ความอยากได้มากยิ่งของบุคคลผู้ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน
ปัจจยเภสัช และบริขาร ตามมีตามได้หรือด้วยกามคุณ ๕ ความปรารถนา การปรารถนา ความมักมาก
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯความกำหนัดนักแห่งจิต อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้
เรียกว่า มหิจฉตา ความมักมาก
[๙๕๔] อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต เป็นไฉน
ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรละอาย ความไม่ละอายต่อการ
ประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการประพฤติ
ทุจริต
อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริต เป็นไฉน
ความไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรเกรงกลัว ความไม่เกรงกลัวต่อการ
ประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า อโนตตัปปะความไม่เกรงกลัวต่อการ
ประพฤติทุจริต
ปมาทะ ความประมาท เป็นไฉน
การปล่อยจิต ความเพิ่มพูน การปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริตมโนทุจริต หรือ
ในกามคุณ ๕ หรือความทำโดยความไม่เคารพ ความทำโดยไม่ติดต่อ ความไม่มั่นคง
ความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพให้มาก ความไม่ทำ
ให้เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งมั่น ความไม่ประกอบเนืองๆ ความประมาทในการ

452
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 453 (เล่ม 35)

เจริญกุศลธรรมทั้งหลายความประมาท กิริยาที่ประมาท สภาพที่ประมาท อันใด มีลักษณะเช่น
ว่านี้นี้เรียกว่า ปมาทะ ความประมาท
[๙๕๕] อนาทริยะ ความไม่เอื้อเฟื้อ เป็นไฉน
ความไม่เอื้อเฟื้อ สภาพที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพ ความไม่เชื่อฟังความไม่ถือเอา
กิริยาที่ไม่ถือเอา สภาพที่ไม่ถือเอา ความไม่มีศีล ความไม่ยำเกรงอันใด นี้เรียกว่า อนาทริยะ
ความไม่เอื้อเฟื้อ
โทวจัสสตา ความเป็นผู้ว่ายาก เป็นไฉน
กิริยาที่เป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ว่ายาก สภาพที่เป็นผู้ว่ายาก ความยึดถือข้างขัดขืน
ความพอใจทางโต้แย้ง ความไม่เอื้อเฟื้อ สภาพที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพ ความไม่เชื่อฟัง
ในเมื่อถูกว่ากล่าวโดยสหธรรม นี้เรียกว่า โทวจัสสตาความเป็นผู้ว่ายาก
ปาปมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว เป็นไฉน
บุคคลเหล่าใด ไม่มีศรัทธา ทุศีล มีการศึกษาน้อย มีความตระหนี่มีปัญญาทราม
การเสพ การเสพเป็นนิตย์ การเสพด้วยดี การคบ การคบด้วยดความภักดี ความจงรักภักดี
แก่บุคคลเหล่านั้น ความเป็นผู้โน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่าปาปมิตตตา
ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
[๙๕๖] อัสสัทธิยะ ความไม่มีศรัทธา เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีปัญญา ไม่มีศรัทธา ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์ ความ
ไม่มีศรัทธา กิริยาที่ไม่เชื่อ กิริยาที่ไม่ปลงใจเชื่อความไม่เลื่อมใสยิ่ง อันใด
มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อัสสัทธิยะ ความไม่มีศรัทธา
อวทัญญุตา ความเป็นผู้ไม่รู้ถ้อยคำด้วยอำนาจความตระหนี่อันกระด้าง เป็น
ไฉน
มัจฉริยะ ความตระหนี่ ๕ คือ อาวาสมัจฉริยะ ความตระหนี่ที่อยู่กุลมัจฉริยะ ความ
ตระหนี่ตระกุล ลาภมัจฉริยะ ความตระหนี่ลาภ วัณณมัจฉริยะความตระหนี่วรรณะ ธัมมมัจ
ฉริยะ ความตระหนี่ธรรม ความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ สภาพที่ตระหนี่ ความหวงแหน ความ
เหนียวแน่น ความปกปิด ความไม่เอาใจใส่ อันใด ลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อวทัญญุตา
ความเป็นผู้ไม่รู้ถ้อยคำด้วยอำนาจความตระหนี่อันกระด้าง

453
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 454 (เล่ม 35)

โกสัชชะ ความเกียจคร้าน เป็นไฉน
การปล่อยจิต ความเพิ่มพูนการปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือ
ในกามคุณ ๕ หรือความทำโดยความไม่เคารพ ความไม่ทำโดยติดต่อความไม่ทำให้มั่นคง ความ
ประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระความไม่เสพให้มาก ความไม่ทำให้
เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งมั่นความไม่ประกอบเนืองๆ ความประมาท ในการเจริญ
กุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่าโกสัชชะ ความเกียจคร้าน
[๙๕๗] อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน เป็นไฉน
ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ความไม่สงบแห่งจิต ความกวัดแกว่งแห่งจิต ความพล่านแห่งจิต
อันใด นี้เรียกว่า อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
อสังวร ความไม่สำรวม เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถืออนุพยัญชนะ
บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ อภิชฌาและโทมนัส พึงครอบงำบุคคลนั้น ผู้ไม่สำรวมจักขุนทรีย์
อยู่ เพราะการไม่สำรวมจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น ไม่รักษา
จักขุนทรีย์นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมในจักขุนทรีย์นั้น ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว ฯลฯ สูดกลิ่น
ด้วยฆานะแล้ว ฯลฯ ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์
ด้วยใจแล้วเป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถืออนุพยัญชนะ บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ อภิชฌาและ
โทมนัส พึงครอบงำบุคคลนั้น ผู้ไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่ เพราะการไม่สำรวมมนินทรีย์ใดเป็นเหตุ
ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น ไม่รักษามนินทรีย์นั้นไม่สำเร็จการสำรวมในมนินทรีย์นั้น
นี้เรียกว่า อสังวร ความไม่สำรวม
ทุสสีลยะ ความเป็นผู้ทุศีล เป็นไฉน
ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทั้งทางกายและวาจา
นี้เรียกว่า ทุสสีลยะ ความเป็นผู้ทุศีล
[๙๕๘] อริยอทัสสนกัมยตา ความไม่อยากเห็นพระอริยะเจ้าเป็นไฉน
บรรดาบทเหล่านั้น พระอริยะเจ้า เป็นไฉน พระพุทธเจ้าและพระสาวกของ
พระพุทธเจ้า เรียกว่า พระอริยะเจ้า ความไม่ต้องการจะพบ ความไม่ต้องการจะเห็น ความ
ไม่ต้องการจะเข้าใกล้ ความไม่ต้องการจะสมาคมกับพระอริยะเจ้าเหล่านี้ อันใด นี้เรียกว่า
อริยอทัสสนกัมยตา ความไม่อยากเห็นพระอริยะเจ้า

454
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 455 (เล่ม 35)

สัทธัมมอโสตุกัมยตา ความไม่อยากฟังพระสัทธรรม เป็นไฉน
บรรดาบทเหล่านั้น พระสัทธรรม เป็นไฉน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เรียกว่าพระสัทธรรม ความไม่ต้องการจะฟัง
ความไม่ต้องการจะสดับ ความไม่ต้องการจะเรียน ความไม่ต้องการจะทรงจำซึ่งพระสัทธรรมนี้
อันใด นี้เรียกว่า สัทธัมมอโสตุกัมยตา ความไม่อยากฟังพระสัทธรรม
อุปารัมภจิตตตา ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดี เป็นไฉน
บรรดาบทเหล่านั้น ความคิดแข่งดี เป็นไฉน ความคิดแข่งดี ความคิดแข่งดีเนืองๆ
กิริยาที่คิดแข่งดี กิริยาที่คิดแข่งดีเนืองๆ สภาพที่คิดแข่งดีเนืองๆความดูถูก ความดูหมิ่น
ความดูแคลน ความคอยแสวงหาโทษ อันใด นี้เรียกว่าอุปารัมภจิตตตา ความเป็นผู้มีจิตคิด
แข่งดี
[๙๕๙] มุฏฐสัจจะ ความเป็นผู้ไม่มีสติ เป็นไฉน
ความระลึกไม่ได้ ความตามระลึกไม่ได้ ความหวนระลึกไม่ได้ ความระลึกไม่ได้ สภาพ
ที่ระลึกไม่ได้ ความทรงจำไม่ได้ ความเลื่อนลอย ความหลงลืมอันใด นี้เรียกว่า มุฏฐสัจจะ
ความเป็นผู้ไม่มีสติ
อสัมปชัญญะ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ เป็นไฉน
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือ โมหะอันใด นี้เรียกว่า
อสัมปชัญญะ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ
เจตโสวิกเขปะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต เป็นไฉน
ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ความไม่สงบแห่งจิต ความกวัดแกว่งแห่งจิต ความพล่านแห่งจิต
อันใด นี้เรียกว่า เจตโสวิกเขปะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต
[๙๖๐] อโยนิโสมนสิการ ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเป็นไฉน
ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบ
คาย ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตนว่า
เป็นอัตตาตัวตน ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม หรือความนึก ความนึก
เนืองๆ ความคิด ความพิจารณาความทำไว้ในใจ แห่งจิต โดยผิดจากความจริง นี้เรียกว่า
อโยนิโสมนสิการความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย

455
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 456 (เล่ม 35)

กุมมัคคเสวนา การเสพทางชั่ว เป็นไฉน
บรรดาบทเหล่านั้น ทางชั่ว เป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะมิจฉาวาจา มิจฉา
กัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธินี้เรียกว่า ทางชั่ว การเสพ
การเสพเป็นนิตย์ การเสพด้วยดี การคบ การคบด้วยดีการชอบใจ ความชอบใจ ซึ่งทางชั่วนี้
ความเป็นผู้โน้มน้าวไปตามทางชั่วนี้ อันใดนี้เรียกว่า กุมมัคคเสวนา การเสพทางชั่ว
เจตโสลีนัตตะ ความย่อหย่อนแห่งจิต เป็นไฉน
ความไม่สมประกอบแห่งจิต ความไม่ควรแก่การงานแห่งจิต ความท้อแท้ความถดถอย
ความย่อหย่อน กิริยาที่ย่อหย่อน สภาพที่ย่อหย่อน ความซบเซากิริยาที่ซบเซา สภาพที่ซบเซา
แห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า เจตโสลีนัตตะ ความย่อหย่อนแห่งจิต
จตุกกนิเทศ
[๙๖๑] ในจตุกกมาติกาเหล่านั้น อาสวะ ๔ เป็นไฉน
กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ
บรรดาอาสวะ ๔ นั้น กามาสวะ เป็นไฉน
ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม อันใด นี้เรียกว่า กามาสวะ
ภวาสวะ เป็นไฉน
ความพอใจในภพ ฯลฯ ความหมกมุ่นในภพ อันใด นี้เรียกว่า ภวาสวะ
ทิฏฐาสวะ เป็นไฉน
ความเห็นว่าโลกเที่ยง ฯลฯ ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วจะเกิดอีกก็หา
มิได้ จะไม่เกิดอีกก็หามิได้ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯการถือเอาโดยวิปลาส
อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ทิฏฐาสวะ มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า
ทิฏฐาสวะ
อวิชชาสวะ เป็นไฉน
ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชาสวะ
เหล่านี้เรียกว่า อาสวะ ๔
[๙๖๒] คันถะ ๔ เป็นไฉน

456
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 457 (เล่ม 35)

อภิชฌากายคันถะ พยาปาทกายคันถะ สีลัพพตปรามาสกายคันถะ อิทังสัจจาภินิเวสกาย
คันถะ
บรรดาคันถะ ๔ นั้น อภิชฌากายคันถะ เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความเพ่งเล็งที่จะเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่น อกุศลมูล
คือโลภะ อันใด นี้เรียกว่าอภิชฌากายคันถะ
พยาปาทกายคันถะ เป็นไฉน
ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้วฯลฯ ความดุร้าย
ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่าพยาปาทกายคันถะ
สีลัพพตปรามาสกายคันถะ เป็นไฉน
สมณพราหมณ์ภายนอกศาสนานี้ มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ ย่อมมีได้ด้วยศีล
ด้วยวัตร ด้วยศีลและวัตร ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส
อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาสกายคันถะ
อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ เป็นไฉน
ความเห็นว่าโลกเที่ยง นี้แหละจริง อย่างอื่นไม่จริง ความเห็นว่าโลกไม่เที่ยง นี้แหละ
จริง อย่างอื่นไม่จริง ฯลฯ ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วจะเกิดอีกก็หามิได้ จะไม่
เกิดอีกก็หามิได้ นี้แหละจริง อย่างอื่นไม่จริง ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดย
วิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ยกเว้นสีลัพพต
ปรามาสกายคันถะ มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ
เหล่านี้เรียกว่า คันถะ ๔
[๙๖๓] โอฆะ ๔ ฯลฯ โยคะ ๔ ฯลฯ อุปาทาน ๔ เป็นไฉน
กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน
บรรดาอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทาน เป็นไฉน
ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม อันใด นี้เรียกว่ากามุปาทาน
ทิฏฐุปาทาน เป็นไฉน
ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การบูชาพระรัตนตรัยไม่มีผลฯลฯ สมณ
พราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นแจ้งประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้ว

457
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 458 (เล่ม 35)

ประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด
มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าทิฏฐุปาทาน ยกเว้นสีลัพพตุปาทานและอัตตวาทุปาทาน มิจฉา
ทิฏฐิแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน
สิลัพพตุปาทาน เป็นไฉน
สมณพราหมณ์ภายนอกศาสนานี้ มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล
ด้วยวัตร ด้วยศีลและวัตร ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯการถือเอาโดยวิปลาส
อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพตุปาทาน
อัตตวาทุปาทาน เป็นไฉน
ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ไม่ฉลาดในธรรม ของพระอริยะเจ้า
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน
เห็นตนในรูป ย่อมเห็นเวทนาเป็นตนฯลฯ ย่อมเห็นสัญญาเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสังขาร
เป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตน
ในวิญญาณทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน
เหล่านี้เรียกว่า อุปาทาน ๔
[๙๖๔] ตัณหุปาทา ๔ เป็นไฉน
ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะจีวรเป็นเหตุบ้าง ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุ
ย่อมเกิดเพราะบิณฑบาตเป็นเหตุบ้าง ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะเสนาสนะเป็นเหตุ
บ้าง ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะปัจจัยดังกล่าวมานี้อันประณีตและประณีตยิ่งเป็น
เหตุบ้าง
เหล่านี้เรียกว่า ตัณหุปปาทา ๔
[๙๖๕] อคติคมนะ ๔ เป็นไฉน
บุคคลย่อมลำเอียงเพราะรักใคร่กัน ย่อมลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน ย่อมลำเอียงเพราะเขลา
ย่อมลำเอียงเพราะกลัว ความลำเอียง การถึงความลำเอียงการลำเอียงเพราะรักใคร่กัน การ
ลำเอียงเพราะเป็นพวกพ้องกัน ความหันเหไปเหมือนน้ำไหล อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
เหล่านี้เรียกว่า อคติคมนะ ๔

458
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 459 (เล่ม 35)

[๙๖๖] วิปริเยสะ ๔ เป็นไฉน
ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจ
ทิฏฐิ ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญาความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต
ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา
ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตนว่าเป็น
อัตตาตัวตน ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความเข้าใจผิดด้วย
อำนาจทิฏฐิในสิ่งที่ไม่งามว่างาม
เหล่านี้เรียกว่า วิปริเยสะ ๔
[๙๖๗] อนริยโวหาร ๔ เป็นไฉน
เมื่อไม่เห็น พูดว่าเห็น เมื่อไม่ได้ยิน พูดว่าได้ยิน เมื่อไม่รู้ พูดว่ารู้เมื่อไม่รู้แจ้ง
พูดว่ารู้แจ้งเหล่านี้เรียกว่า อนริยโวหาร ๔
[๙๖๘] อนริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
เมื่อเห็น พูดว่าไม่เห็น เมื่อได้ยิน พูดว่าไม่ได้ยิน เมื่อรู้ พูดว่าไม่รู้เมื่อรู้แจ้ง
พูดว่าไม่รู้แจ้งเหล่านี้เรียกว่า อนริยโวหาร ๔
[๙๖๙] ทุจริต ๔ เป็นไฉน
ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท
เหล่านี้เรียกว่า ทุจริต ๔
[๙๗๐] ทุจริต ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ
เหล่านี้เรียกว่า ทุจริต ๔
[๙๗๑] ภัย ๔ เป็นไฉน
ชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย
เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔
[๙๗๒] ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
ราชภัย โจรภัย อุทกภัย อัคคีภัย
เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔
[๙๗๓] ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
ภัยเกิดแต่คลื่น ภัยเกิดแต่จรเข้ ภัยเกิดแต่วังวน ภัยเกิดแต่ปลาร้ายเหล่านี้เรียกว่า
ภัย ๔
[๙๗๔] ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน
ภัยเกิดแต่การค่อนขอดตัวเอง ภัยเกิดแต่การค่อนขอดผู้อื่น ภัยเกิดแต่อาชญา ภัยเกิด
แต่อบายเหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔

459
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 460 (เล่ม 35)

[๙๗๕] ทิฏฐิ ๔ เป็นไฉน
ทิฏฐิเกิดขึ้นโดยแน่แท้มั่นคงว่า สุขทุกข์ตนทำเอง ทิฏฐิเกิดขึ้นโดยแน่แท้มั่นคงว่า
สุขทุกข์คนอื่นกระทำให้ ทิฏฐิเกิดขึ้นโดยแน่แท้มั่นคงว่า สุขทุกข์ตนทำเองด้วยคนอื่นทำให้ด้วย
ทิฏฐิเกิดขึ้นโดยแน่แท้มั่นคงว่า สุขทุกข์ไม่ได้ทำเองด้วย คนอื่นไม่ได้ทำให้ด้วย แต่เกิดขึ้นเอง
โดยเฉพาะ
เหล่านี้เรียกว่า ทิฏฐิ ๔
ปัญจกนิเทศ
[๙๗๖] ในปัญจกมาติกาเหล่านั้น โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ เป็นไฉน
โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ คือ
๑. สักกายทิฏฐิ
๒. วิจิกิจฉา
๓. สีลัพพตปรามาส
๔. กามฉันทะ
๕. พยาบาท
เหล่านี้เรียกว่า โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕
[๙๗๗] อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ เป็นไฉน
อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ คือ
๑. รูปราคะ
๒. อรูปราคะ
๓. มานะ
๔. อุทธัจจะ
๕. อวิชชา
เหล่านี้เรียกว่า อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕
[๙๗๘] มัจฉริยะ ๕ เป็นไฉน
มัจฉริยะ ๕ คือ

460
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 461 (เล่ม 35)

๑. อาวาสมัจฉริยะ ความตระหนี่ที่อยู่
๒. กุลมัจฉริยะ ความตระหนี่ตระกูล
๓. ลาภมัจฉริยะ ความตระหนี่ลาภ
๔. วัณณมัจฉริยะ ความตระหนี่วรรณะ
๕. ธัมมมัจฉริยะ ความตระหนี่ธรรม
เหล่านี้เรียกว่า มัจฉริยะ ๕
[๙๗๙] สังคะ ๕ เป็นไฉน
สังคะ ๕ คือ
๑. ราคสังคะ เครื่องข้องคือราคะ
๒. โทสสังคะ เครื่องข้องคือโทสะ
๓. โมหสังคะ เครื่องข้องคือโมหะ
๔. มานสังคะ เครื่องข้องคือมานะ
๕. ทิฏฐิสังคะ เครื่องข้องคือทิฏฐิ
เหล่านี้เรียกว่า สังคะ ๕
[๙๘๐] สัลละ ๕ เป็นไฉน
สัลละ ๕ คือ
๑. ราคสัลละ ลูกศรคือราคะ
๒. โทสสัลละ ลูกศรคือโทสะ
๓. โมหสัลละ ลูกศรคือโมหะ
๔. มานสัลละ ลูกศรคือมานะ
๕. ทิฏฐิสัลละ ลูกศรคือทิฏฐิ
เหล่านี้เรียกว่า สัลละ ๕
[๙๘๑] เจโตขีละ ๕ เป็นไฉน
เจโตขีละ ๕ คือ
๑. บุคคลย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
๒. ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม

461