พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 432 (เล่ม 35)

[๘๙๒] ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเลวกว่าเขา ถือตนว่าเลิศกว่าคนอื่นๆโดยอย่างใด
อย่างหนึ่ง คือ โดยชาติ โดยโคตร โดยความเป็นลูกผู้มีสกุล ฯลฯเขาอาศัยการถือตนว่า
เลิศกว่าคนอื่นๆ เช่นนั้นแล้วถือตัว การถือตัว กิริยาที่ถือตัวสภาพที่ถือตัว การยกตน
การเทอดตน การเชิดชูตนดุจธง ความยกตนขึ้นความที่จิตต้องการเป็นดุจธง อันใด มีลักษณะ
เช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ผู้เลวกว่าเขาสำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา
[๘๙๓] ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เลวกว่าเขา ถือตนว่าเสมอกับคนอื่นๆโดยเหตุอย่างใด
อย่างหนึ่ง คือ โดยชาติ โดยโคตร โดยความเป็นลูกผู้มีสกุล ฯลฯเขาอาศัยการถือตนว่า
เสมอกับคนอื่นๆ เช่นนั้นแล้วถือตัว ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว สภาพที่ถือตัว การยกตน
การเทอดตน การเชิดชูตนดุจธง การยกตนขึ้นความที่จิตต้องการเป็นดุจธง อันใด มีลักษณะ
เช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ผู้เลวกว่าเขาสำคัญตนว่าเสมอเขา
[๘๙๔] ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถือตนว่าเลวกว่าคนอื่นๆ โดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โดย
ชาติ โดยโคตร โดยความเป็นลูกผู้มีสกุล ฯลฯ เขาอาศัยการถือตนว่าเลวกว่าคนอื่นๆ เช่น
นั้นแล้วดูหมิ่นตน ความดูหมิ่นตน กิริยาที่ดูหมิ่นตนสภาพที่ดูหมิ่นตน ความเกลียดตน กิริยา
ที่เกลียดตน สภาพที่เกลียดตนยิ่งความดูถูกตน ความดูถูกตนว่าต่ำช้า ความดูแคลนตน อันใด
มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา
[๘๙๕] ความถือตัว เป็นไฉน
ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว สภาพที่ถือตัว การยกตน การเทอดตนความที่จิตต้องการเป็นดุจธง
การเชิดชูตนดุจธง การยกตนขึ้น ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง อันใด นี้เรียกว่า ความถือตัว
[๘๙๖] ความดูหมิ่นผู้อื่น เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ดูหมิ่นคนอื่นๆ โดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือโดยชาติ โดย
โคตร โดยความเป็นลูกผู้มีสกุล ฯลฯ ความถือตัว กิริยาที่ถือตัวสภาพที่ถือตัว การยกตน
การเทิดตน การเชิดชูตนดุจธง ความยกตนขึ้นความที่จิตต้องการเป็นดุจธง อันใด มีลักษณะ
เช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ความดูหมิ่นผู้อื่น

432
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 433 (เล่ม 35)

[๘๙๗] ความเย่อหยิ่ง เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เบื้องต้นถือตนว่าเสมอกับคนอื่นๆ ต่อมาภายหลังถือตนว่า
เลิศกว่าคนอื่นๆ ไม่ลดตนให้ต่ำกว่าคนอื่นๆ โดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งคือ โดยชาติ โดย
โคตร โดยความเป็นลูกผู้มีสกุล ฯลฯ ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว สภาพที่ถือตัว การยกตน
การเทิดตน การเชิดชูตนดุจธง ความยกตนขึ้น ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง อันใด มีลักษณะ
เช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ความเย่อหยิ่ง
[๘๙๘] ความดูหมิ่นตนเอง เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ดูหมิ่นตนเอง โดยเหตุอย่างหนึ่ง คือ โดยชาติโดยโคตร โดย
ความเป็นลูกผู้มีสกุล โดยความเป็นผู้มีรูปงาม โดยทรัพย์ โดยความเป็นใหญ่ โดย
หน้าที่การงาน โดยศิลปะ โดยวิทยฐานะ โดยการศึกษาหรือโดยปฏิภาณ ความดูหมิ่นตน
กิริยาที่ดูหมิ่นตน สภาพที่ดูหมิ่นตน ความเกลียดตน ความดูถูกตน ความดูถูกตนว่าต่ำช้า
ความดูแคลนตน อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ความดูหมิ่นตนเอง
[๘๙๙] ความสำคัญว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ เป็นไฉน
ความสำคัญว่าถึงแล้วในธรรมที่ตนยังไม่ถึง ความสำคัญว่าทำแล้วในกิจที่ตนยังไม่ได้ทำ
ความสำคัญว่าบรรลุแล้วในธรรมที่ตนยังไม่บรรลุ ความสำคัญว่าได้ทำให้แจ้งแล้ว ในธรรมที่ตน
ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ความถือตัว กิริยาที่ถือตัวสภาพที่ถือตัว การยกตน การเทิดตน การเชิด
ชูตนดุจธง ความยกตนขึ้น ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง อันใดมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า
ความสำคัญว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ
[๙๐๐] ความสำคัญว่ามีอัตตาตัวตน เป็นไฉน
ความสำคัญในรูป ว่าเป็นตัวเรา ความพอใจในรูปว่าเป็นตัวเรา ความเข้าใจในรูป
ว่าเป็นตัวเรา ความสำคัญในเวทนาว่าตัวเรา ฯลฯ ความสำคัญในสัญญาว่าเป็นตัวเรา ฯลฯ
ความสำคัญในสังขารว่าเป็นตัวเรา ฯลฯ ความสำคัญในวิญญาณว่าเป็นตัวเรา ความพอใจใน
วิญญาณว่าเป็นตัวเรา ความเข้าใจในวิญญาณว่าเป็นตัวเรา ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว
สภาพที่ถือตัว การยกตน การเทิดตน การเชิดชูตนดุจธง ความยกตนขึ้น ความที่จิตต้องการ
เป็นดุจธง อันใดมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ความสำคัญว่า มีอัตตา ตัวตน

433
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 434 (เล่ม 35)

[๙๐๑] ความถือตัวผิด เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถือตนโดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือโดยหน้าที่การงานอัน
ลามก โดยศิลปะอันลามก โดยวิทยฐานะอันลามก โดยการศึกษาอันลามก โดยปฏิภาณอัน
ลามก โดยศีลอันลามก โดยวัตรอันลามก โดยศีลและวัตรอันลามก หรือโดยทิฏฐิอันลามก
ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว สภาพที่ถือตัวการยกตน การเทิดตน การเชิดชูตนดุจธง การยก
ตนขึ้น ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ความถือตัวผิด
[๙๐๒] ความคิดถึงญาติ เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันอิงอาศัยกามคุณปรารภถึงหมู่
ญาติ นี้เรียกว่า ความคิดถึงญาติ
[๙๐๓] ความคิดถึงชนบท เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันอิงอาศัยกามคุณปรารภถึงชนบท
นี้เรียกว่า ความคิดถึงชนบท
[๙๐๔] ความคิดไม่ตายตัว เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันอิงอาศัยกามคุณประกอบด้วย
ทุกกรกิริยา หรือประกอบด้วยทิฏฐิ นี้เรียกว่า ความคิดไม่ตายตัว
[๙๐๕] ความคิดเกี่ยวด้วยความเอ็นดูผู้อื่น เป็นไฉน
สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ คลุกคลีกับคฤหัสถ์อยู่ มีความรื่นเริงร่วมกัน มีความ
โศกเศร้าร่วมกัน ถึงคราวสุข สุขด้วย ถึงคราวทุกข์ ทุกข์ด้วยเมื่อมีกิจที่จะพึงทำเกิดขึ้น
ก็พยายามช่วยทำด้วยตนเอง ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิดอันอิงอาศัย
กามคุณ ในการคลุกคลีกับคฤหัสถ์เหล่านั้น นี้เรียกว่า ความคิดเกี่ยวด้วยความเอ็นดูผู้อื่น
[๙๐๖] ความคิดเกี่ยวด้วยลาภสักการะและชื่อเสียง เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯ ความดำริผิด อันอิงอาศัยกามคุณปรารภลาภ
สักการะและชื่อเสียง นี้เรียกว่า ความคิดเกี่ยวด้วยลาภสักการะและชื่อเสียง
[๙๐๗] ความคิดเกี่ยวด้วยความไม่อยากให้ใครดูหมิ่น เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ รำพึงว่า คนเหล่าอื่นอย่าได้ดูหมิ่นเรา โดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ โดยชาติ โดยโคตร โดยความเป็นลูกผู้มีสกุล โดยความเป็นผู้มีรูปงาม โดยทรัพย์ โดย

434
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 435 (เล่ม 35)

ความเป็นใหญ่ โดยหน้าที่การงาน โดยศิลปะโดยวิทยฐานะ โดยการศึกษา โดยปฏิภาณ
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ฯลฯความดำริผิด อันอิงอาศัยกามคุณ ในความไม่อยากให้ใคร
ดูหมิ่นนั้น นี้เรียกว่าความคิดที่เกี่ยวด้วยความไม่อยากให้ใครดูหมิ่น
ทุกนิเทศ
[๙๐๘] ในทุกมาติกาเหล่านั้น โกธะ ความโกรธ เป็นไฉน
ความโกรธ กิริยาที่โกรธ สภาพที่โกรธ ความคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย
สภาพที่คิดประทุษร้าย ความคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย สภาพที่คิดปองร้าย ความยินร้าย
ความยินร้ายอย่างแรง ความดุร้าย ความปากร้ายความไม่แช่มชื่นแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า
โกธะ ความโกรธ
อุปนาหะ ความผูกโกรธไว้ เป็นไฉน
ความโกรธครั้งแรก ชื่อว่า ความโกรธ ความโกรธในเวลาต่อมา ชื่อว่าความผูก
โกรธไว้ ความผูกโกรธไว้ กิริยาที่ผูกโกรธไว้ สภาพที่ผูกโกรธไว้ ความตั้งไว้ ความทรงไว้
ความดำรงไว้ ความสั่งสมไว้ ความผูกพันไว้ ความยึดมั่นไว้ซึ่งความโกรธ อันใด มีลักษณะ
เช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อุปนาหะ ความผูกโกรธไว้
[๙๐๙] มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน เป็นไฉน
ความลบหลู่คุณท่าน กิริยาที่ลบหลู่คุณท่าน สภาพที่ลบหลู่คุณท่าน กิริยาที่ดูหมิ่นผู้มี
บุญคุณ การดูหมิ่นผู้มีบุญคุณ อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่ามักขะ ความลบหลู่คุณท่าน
ปลาสะ ความตีเสมอ เป็นไฉน
ความตีเสมอ กิริยาที่ตีเสมอ สภาพที่ตีเสมอ ความตีตัวเสมอ โดยนำความชนะของ
ตนมาอ้าง เหตุแห่งความวิวาท ความแข่งดี ความไม่ลดละ อันใดนี้เรียกว่า ปลาสะ ความ
ตีเสมอ
[๙๑๐] อิสสา ความริษยา เป็นไฉน
ความริษยา กิริยาที่ริษยา สภาพที่ริษยา ความเกียดกัน กิริยาที่เกียดกันสภาพที่
เกียดกัน ในลาภ สักการะ การทำความเคารพ ความนับถือ การกราบไหว้ และการบูชา ของ
ผู้อื่น อันใด นี้เรียกว่า อิสสา ความริษยา

435
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 436 (เล่ม 35)

มัจฉริยะ ความตระหนี่ เป็นไฉน
มัจฉริยะ ความตระหนี่ ๕ อย่าง คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ความตระหนี่ตระกูล ความ
ตระหนี่ลาภ ความตระหนี่วรรณะและความตระหนี่ธรรม ความตระหนี่กิริยาที่ตระหนี่ สภาพ
ที่ตระหนี่ ความหวงแหน ความเหนียวแน่น ความปกปิดความไม่เอาใจใส่ อันใด มีลักษณะ
เช่นว่านี้ นี้เรียกว่า มัจฉริยะ ความตระหนี่
[๙๑๑] มายา ความเจ้าเล่ห์ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ แล้วตั้งความปรารถนาลามก
ไว้ เพราะมีความต้องการปกปิดทุจริตนั้นเป็นเหตุ คือ ปรารถนาว่าใครอย่ารู้ทันเราเลย ดำริว่า
ใครอย่ารู้ทันเราเลย พูดว่าใครอย่ารู้ทันเราเลย พยายามด้วยกายว่าใครอย่ารู้ทันเราเลย ความ
เจ้าเล่ห์ ความเป็นคนเจ้าเล่ห์ กิริยาที่ทำให้หลง ความลวง ความโกง ความกลบเกลื่อน ความ
หลีกเลี่ยง ความซ่อน ความซ่อนบัง ความปกปิด ความปิดบัง ความไม่เปิดเผย ความไม่ทำ
ให้แจ้ง ความปิดมิดชิด การกระทำที่ชั่ว อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า มายา ความ
เจ้าเล่ห์
สาเถยยะ ความโอ้อวด เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้โอ้อวดมาก การโอ้อวดสภาพที่โอ้อวด
ความโอ้อวด ความกระด้าง สภาพที่กระด้าง การพูดเป็นเหลี่ยมเป็นคู สภาพที่พูดเป็นเหลี่ยม
เป็นคู ของบุคคลนั้น อันใด นี้เรียกว่า สาเถยยะความโอ้อวด
[๙๑๒] อวิชชา ความไม่รู้ เป็นไฉน
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือ โมหะอันใด นี้เรียกว่า
อวิชชา ความไม่รู้
ภวตัณหา ความปรารถนาภพ เป็นไฉน
ความพอใจในภพ ความยินดีในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ความปรารถนาในภพ
ความเยื่อใยในภพ ความเร่าร้อนในภพ ความสยบในภพ ความหมกมุ่นในภพ อันใด นี้เรียกว่า
ภวตัณหา ความปรารถนาภพ
[๙๑๓] ภวทิฏฐิ ความเห็นว่าเกิด เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาและโลกจักมี ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิฯลฯ การถือเอา
โดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ภวทิฏฐิความเห็นว่าเกิด

436
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 437 (เล่ม 35)

วิภวทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เกิด เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาจักไม่มีและโลกจักไม่มี ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าวิภวทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เกิด
[๙๑๔] สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาเที่ยงและโลกเที่ยง ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือ
เอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง
อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาจักขาดสูญและโลกจักขาดสูญ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ
ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่า
ขาดสูญ
[๙๑๕] อันตวาทิฏฐิ ความเห็นว่ามีที่สุด เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตามีที่สุด และโลภมีที่สุด ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อันตวาทิฎฐิ ความเห็นว่ามีที่สุด
อนันตวาทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีที่สุด เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาไม่มีที่สุด และโลภไม่มีที่สุด ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าอนันตวาทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี
ที่สุด
[๙๑๖] ปุพพันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอดีต เป็นไฉน
ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด ปรารภส่วนอดีตเกิด
ขึ้น นี้เรียกว่า ปุพพันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอดีต
อปรันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอนาคต เป็นไฉน
ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด ปรารภส่วนอนาคต
เกิดขึ้น นี้เรียกว่า อปรันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอนาคต
[๙๑๗] อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต เป็นไฉน
ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรละอาย ความไม่ละอายต่อการประ
กอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต

437
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 438 (เล่ม 35)

อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริต เป็นไฉน
ความไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรเกรงกลัว ความไม่เกรงกลัวต่อ
การประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อการ
ประพฤติทุจริต
[๙๑๘] โทวจัสสตา ความเป็นผู้ว่ายาก เป็นไฉน
กิริยาที่เป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ว่ายาก สภาพที่เป็นผู้ว่ายาก ความยึดถือข้างขัดขืน
ความพอใจทางโต้แย้ง กิริยาที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพ ความไม่เชื่อฟัง
ในเมื่อถูกว่ากล่าวโดยสหธรรม นี้เรียกว่า โทวจัสสตาความเป็นผู้ว่ายาก
ปาปมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว เป็นไฉน
บุคคลเหล่าใด ไม่มีศรัทธา ไม่มีศีล มีการศึกษาน้อย มีความตระหนี่ มีปัญญทราม
การเสพ การเสพเป็นนิตย์ การเสพด้วยดี การคบ การคบด้วยดี ความภักดี ความจงรักภักดี
แก่บุคคลเหล่านั้น ความเป็นผู้โน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า ปาปมิตตตา
ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
[๙๑๙] อนาชชวะ ความไม่ซื่อตรง เป็นไฉน
ความไม่ตรง สภาพที่ไม่ตรง ความคด ความโค้ง ความงอ อันใด นี้เรียกว่า อนาชชวะ
ความไม่ซื่อตรง
อมัททวะ ความไม่อ่อนโยน เป็นไฉน
ความไม่อ่อนน้อม สภาพที่ไม่อ่อนน้อม ความกระด้าง ความหยาบคายสภาพที่กระด้าง
ความแข็งกระด้าง ความถือรั้น ความไม่อ่อนน้อม อันใด นี้เรียกว่า อมัททวะ ความไม่อ่อนโยน
[๙๒๐] อขันติ ความไม่อดทน เป็นไฉน
ความไม่อดทน สภาพที่ไม่อดทน ความไม่อดกลั้น ความดุร้าย ความปวดร้าว
ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า อขันตี ความไม่อดทน
อโสรัจจะ ความไม่สงบเสงี่ยม เป็นไฉน
ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทั้งทางกายและ
ทางวาจา นี้เรียกว่า อโสรัจจะ ความไม่สงบเสงี่ยม ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า
อโสรัจจะ ความไม่สงบเสงี่ยม

438
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 439 (เล่ม 35)

[๙๒๑] อสาขัลยะ ความเป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวาน เป็นไฉน
วาจาใด เป็นปม หยาบคาย เผ็ดร้อนต่อผู้อื่น กระทบผู้อื่น ยั่วให้โกรธไม่เป็นไป
เพื่อสมาธิ บุคคลพูดวาจาเช่นนั้น ความเป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวานความเป็นผู้มีวาจาไม่สละ
สลวย ความเป็นผู้มีวาจาหยาบในลักษณะดังกล่าวนั้นอันใด นี้เรียกว่า อสาขัลยะ ความ
เป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวาน
อัปปฏิสันถาระ ความไม่มีการปฏิสันถาร เป็นไฉน
ปฏิสันถาร ๒ คือ อามิสปฏิสันถาร ๑ ธัมมปฏิสันถาร ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่
ทำการปฏิสันถาร ด้วยอามิสปฏิสันถาร หรือด้วยธัมมปฏิสันถารนี้เรียกว่า อัปปฏิสันถาระ
ความไม่มีการปฏิสันถาร
[๙๒๒] อินทริยอคุตตทวารตา ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถืออนุพยัญชนะ
บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ อภิชฌาและโทมนัส พึงครอบงำบุคคลนั้น ผู้ไม่สำรวมจักขุนทรีย์
อยู่ เพราะการไม่สำรวมจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น ไม่รักษา
จักขุนทรีย์นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมในจักขุนทรีย์นั้น ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว ฯลฯ สูดกลิ่นด้วย
ฆานะแล้วฯลฯ ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์
ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถืออนุพยัญชนะ บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ อภิชฌาและ
โทมนัส พึงครอบงำบุคคลนั้น ผู้ไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่เพราะการไม่สำรวมมนินทรีย์ใดเป็น
เหตุ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้นไม่รักษามนินทรีย์นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมใน
มนินทรีย์นั้น
การไม่คุ้มครอง กิริยาที่ไม่คุ้มครอง การไม่รักษา การไม่สำรวม ซึ่งอินทรีย์ ๖ เหล่านี้
อันใด นี้เรียกว่า อินทริยอคุตตทวารตา ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖
โภชนอมัตตัญญุตา ความไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่พิจารณาโดยแยบคาย บริโภคอาหารเพื่อเล่นเพื่อมัวเมา
เพื่อให้ผิวพรรณสวยงาม เพื่อความอ้วนพี ความไม่สันโดษ ความไม่รู้ประมาณ ความไม่พิจารณา
ในโภชนาหารนั้น อันใด นี้เรียกว่า โภชนอมัตตัญญุตา ความไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร
[๙๒๓] มุฏฐสัจจะ ความเป็นผู้ไม่มีสติ เป็นไฉน

439
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 440 (เล่ม 35)

ความระลึกไม่ได้ ความตามระลึกไม่ได้ ความหวนระลึกไม่ได้ ความระลึกไม่ได้ สภาพ
ที่ระลึกไม่ได้ สภาพที่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ความหลงลืมอันใด นี้เรียกว่า มุฏฐสัจจะ
ความเป็นผู้ไม่มีสติ
อสัมปชัญญะ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ เป็นไฉน
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ อันใดนี้เรียกว่า
อสัมปชัญญะ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ
[๙๒๔] สีลวิปัตติ ความวิบัติแห่งศีล เป็นไฉน
ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทั้งทางกายและ
ทางวาจา นี้เรียกว่า สีลวิปัตติ ความวิบัติแห่งศีล ความทุศีลแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า สีลวิปัตติ
ความวิบัติแห่งศีล
ทิฏฐิวิปัตติ ความวิบัติแห่งทิฏฐิ เป็นไฉน
ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ฯลฯ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติ
ดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่น
รู้ได้ ไม่มีในโลก ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มี
ลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าทิฏฐิวิปัตติ ความวิบัติแห่งทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า
ทิฏฐิวิปัตติความวิบัติแห่งทิฏฐิ
[๙๒๕] อัชฌัตตสัญโญชนะ สัญโญชน์ภายใน เป็นไฉน
สัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ จัดเป็นอัชฌัตตสัญโญชนะ สัญโญชน์ภายในสัญโญชน์เบื้องสูง
๕ จัดเป็นพหิทธาสัญโญชนะ สัญโญชน์ภายนอก
ติกนิเทศ
[๙๒๖] ในติกมาติกาเหล่านั้น อกุศลมูล ๓ เป็นไฉน
โลภะ โทสะ โมหะ
บรรดาอกุศลมูล ๓ นั้น โลภะ เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดีความเพลิดเพลิน
ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิตความอยาก ความสยบ
ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป
ธรรมชาติผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดธรรมชาติผู้ยังให้เกิดพร้อม ธรรมชาติ

440
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 441 (เล่ม 35)

อันร้อยรัด ธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติเหมือน
เส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไปธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสองปณิธาน ธรรมชาติ
ผู้นำไปสู่ภพตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย
ความผูกพัน การหวัง กิริยาที่หวัง สภาพที่หวัง ความหวังรูป ความหวังเสียงความหวัง
กลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ความหวังบุตร
ความหวังชีวิต ธรรมชาติผู้กระซิบ ธรรมชาติผู้กระซิบทั่ว ธรรมชาติผู้กระซิบยิ่ง การกระซิบ
กิริยาที่กระซิบ สภาพที่กระซิบ การละโมภ กิริยาที่ละโมภ สภาพที่ละโมภ ธรรมชาติที่เป็น
เหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ดีๆความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินขนาด
ความติดใจ กิริยาที่ติดใจความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ ความปรารถนานัก กามตัณหา
ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ (คือ ราคะที่สหรคต
ด้วยอุจเฉททิฏฐิ) รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหาธัมมตัณหา
โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบังเครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย
ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ ความปรารถนาวัตถุมีอย่างต่างๆ รากเง่าแห่งทุกข์ เหตุ
แห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ
ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ
อันใดนี้เรียกว่า โลภะ
โทสะ เป็นไฉน
ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้วความอาฆาต
ย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้
จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้
เป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่
คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเราความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คน
ผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเจริญแก่คนผู้
ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความ
เจริญแก่ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความ
เจริญแก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา หรือความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นในฐานะอันใช่เหตุ

441