พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 393 (เล่ม 26)

พระโสมาเถรีกล่าวว่า
เมื่อจิตตั้งมั่นดีแล้ว เมื่อญาณเป็นไปอยู่ และเมื่อเราเห็นแจ้งธรรมโดย
ชอบ ความเป็นหญิงจะพึงทำอะไรเราได้ เรากำจัดความเพลิดเพลินใน
สิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดูกรมารผู้มีบาป ท่าน
จงรู้อย่างนี้ ท่านเป็นผู้อันเรากำจัดเสียแล้ว.
จบ ติกนิบาต.
________________

393
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 394 (เล่ม 26)

เถรีคาถา จตุกกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในจตุกกนิบาต
ภัททกาปิลานีเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงเหตุออกบวช
[๔๓๘] พระมหากัสสปะท่านเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า เป็นทายาทของพระ
พุทธเจ้า เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว รู้ระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ ทั้งเห็น
สวรรค์และอบาย อนึ่ง ท่านบรรลุอรหัต อันเป็นความสิ้นไปแห่งชาติ
เป็นผู้เสร็จกิจแล้วเพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เป็นพราหมณ์ผู้มีวิชชา ๓ ด้วยวิชชา
๓ เหล่านี้ นางภัททกาปิลานีเป็นผู้มีวิชชา ๓ เหมือนพระมหากัสสปะ เป็น
ผู้ละมัจจุชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ย่อมทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด
เราทั้งสองบวชแล้วเพราะเห็นโทษในโลก เราทั้งสองนั้นเป็นผู้มีอาสวะ
สิ้นแล้ว มีอินทรีย์อันฝึกแล้ว เป็นผู้มีความเย็นใจ ดับสนิทแล้ว.
จบ จตุกกนิบาต.
__________________

394
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 395 (เล่ม 26)

เถรีคาถา ปัญจกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในปัญจกนิบาต
๑. อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา
สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม
[๔๓๙] ตั้งแต่เราบวชมาตลอด ๒๕ ปี ยังไม่ประสบความสงบจิต แม้ชั่วเวลา
ลัดนิ้วมือหนึ่งเลย เราไม่ได้ความสงบจิต มีจิตชุ่มแล้วด้วยกามราคะ
ประคองแขนทั้งสองคว่ำครวญเดินเข้าไปสู่วิหาร เราได้เข้าไปหาพระ
ภิกษุณีผู้ที่เราควรเชื่อถือ พระภิกษุณีนั้นได้แสดงธรรม คือขันธ์ อายตนะ
และธาตุแก่เรา เราฟังธรรมของภิกษุณีนั้นแล้ว เข้าไปนั่ง ณ ที่ควรแห่ง
หนึ่ง ย่อมรู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้ ทิพยจักษุเราชำระให้หมดจดแล้ว
เจโตปริยญาณและโสตธาตุเราชำระให้หมดจดแล้ว แม้ฤทธิ์เราก็ทำให้
แจ้งแล้ว เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะแล้ว ทำให้แจ้งอภิญญา ๖
แล้ว ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว.
๒. วิมลปุรณคณิกาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษความสวย
[๔๔๐] เราเป็นผู้เมาแล้วด้วยผิวพรรณ รูปสมบัติ ความสวยงาม บริวารสมบัติ
และความเป็นสาว มีจิตกระด้าง ดูหมิ่นหญิงอื่นๆ ประดับร่างกายงดงาม
วิจิตร สำหรับลวงบุรุษผู้โง่เขลา ได้ยืนอยู่ที่ประตูบ้านหญิงแพศยา ดุจ
นายพรานที่คอยดักเนื้อ ฉะนั้น เราได้แสดงเครื่องประดับต่างๆ และ
อวัยวะที่ควรปกปิดเป็นอันมากให้ปรากฏแก่บุรุษ กระทำมายาหลายอย่าง
ให้ชายเป็นอันมากยินดี วันนี้เรามีศีรษะโล้น ห่มผ้าสังฆาฏิเที่ยว
บิณฑบาต แล้วมานั่งที่โคนต้นไม้ เป็นผู้ได้ฌานอันไม่มีวิตก เราตัด
เครื่องเกาะเกี่ยว ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ได้ทั้งหมด และ
ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เป็นผู้มีจิตใจเยือกเย็น ดับสนิทแล้ว.

395
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 396 (เล่ม 26)

๓. สีหาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษกามราคะ
[๔๔๑] เมื่อก่อนเราเป็นผู้ถูกกามราคะเบียดเบียน มีจิตฟุ้งซ่าน จึงทำจิตให้อยู่
ในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มนสิการโดยอุบายอันแยบคาย เป็นผู้อันกิเลส
ทั้งหลายกลุ้มรุมแล้ว มีปกติเป็นไปตามความเข้าใจในกามคุณว่าเป็นสุข
ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ จึงไม่ได้ความสงบแห่งจิต
เราจึงเป็นผู้ผอมเหลือง มีผิวพรรณไม่ผ่องใสอยู่ตลอด ๗ ปี เราเป็นผู้
อันทุกข์ครอบงำแล้ว ไม่ได้ความสบายใจทั้งกลางวันกลางคืน เพราะ
เหตุนั้น เราจึงถือเอาเชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยคิดว่า จะผูกคอตายเสียใน
ที่นี้ ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก พอเราทำบ่วงให้มั่นคง
ผูกที่กิ่งไม้แล้ว สวมบ่วงที่คอ ในทันใดนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจาก
อาสวะกิเลสทั้งหลาย.
๔. นันทาเถรีคาถา

สุภาษิตสอนตน
[๔๔๒] ดูกรนางนันทา ท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด
เปื่อยเน่า จงอบรบจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี มีอารมณ์เป็นหนึ่งด้วยอสุภสัญญา
ร่างกายนี้ฉันใด ร่างกายของท่านก็ฉันนั้น ร่างกายของท่านนั้นฉันใด
ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อยเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป อัน
พวกชนพาลปรารถนากันยิ่งนัก เมื่อท่านพิจารณาร่างกายนี้อย่างนี้ ไม่
เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน แทงตลอดแล้ว จักเห็นด้วยปัญญาของ
ตนได้ เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย จึง
เห็นกายนี้ทั้งภายในและภายนอกตามความเป็นจริง ทีนั้นเราจึงเบื่อหน่าย
ในกายและคลายความกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่เกาะเกี่ยว
ในสิ่งอะไร เป็นผู้สงบระงับดับสนิทแล้ว.

396
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 397 (เล่ม 26)

๕. นันทุตตราเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษการถือผิด
[๔๔๓] เมื่อก่อนเราไหว้ไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์และเทวดา ไปสู่ท่าน้ำ
แล้วลงดำน้ำ เราสมาทานวัตรเป็นอันมาก โกนศีรษะเสียครึ่งหนึ่ง นอน
แผ่นดิน ไม่กินข้าวในกลางคืน แต่ยินดีในการประดับตบแต่ง บำรุง
ร่างกายนี้ ด้วยกายอาบน้ำ และนวดฟั่นขัดสี เป็นผู้ถูกกามราคะครอบ
แล้ว ต่อมาเราได้ศรัทธาในพระศาสนา ออกบวชเป็นบรรพชิต เรา
พิจารณาเห็นกายตามความเป็นจริงแล้ว จึงถอนกามราคะเสียได้ ตัดภพ
ความอยาก และความปรารถนาทั้งปวง ไม่เกาะเกี่ยวด้วยกิเลสเครื่อง
ประกอบทุกอย่าง บรรลุถึงความสงบใจแล้ว.
๖. มิตตกาลีเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษการติดลาภสักการะ
[๔๔๔] เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา แต่เป็นรู้ขวนขวายในลาภสัก
การะ ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการมุ่งลาภ เป็นเหตุละประโยชน์อันเยี่ยม
แล้ว ถือเอาประโยชน์อันเลว เราตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่ยินดี
ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เมื่อเรานั่งในที่อยู่ ได้เกิดความสังเวช
ว่า เราเป็นผู้เดินทางผิดเสียแล้ว จึงตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ชีวิต
ของเราเป็นของน้อย ถูกชราและพยาธิย่ำยีอยู่เป็นนิตย์ กายนี้ย่อมทำลาย
ไปก่อน เวลานี้เราไม่ควรประมาท เมื่อเราพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น
และความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง จึงมีจิตหลุดพ้น
จากภพ ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว.
๗. สกุลาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม
[๔๔๕] เมื่อเรายังอยู่ในเรือน ได้ฟังธรรมของภิกษุรูปหนึ่ง ได้เห็นนิพพาน
อันเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็นทางเครื่องถึงความสุข ไม่จุติต่อไป

397
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 398 (เล่ม 26)

เราจึงละบุตร ธิดา ทรัพย์ และธัญชาติ โกนผมออกบวชเป็นบรรพชิต
เราศึกษาทางสงบใจอยู่ เจริญมรรคชั้นสูง จึงละราคะ โทสะ และ
อาสวะทั้งหลายอันกล้าแข็งกว่าราคะโทสะนั้นได้ เราอุปสมบทเป็น
ภิกษุณีแล้ว ระลึกถึงชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์หมดมลทิน
อบรมแล้วด้วยดี เราเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นอนัตตา เป็น
ของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็นสภาพ แล้วละอาสวะทั้งปวง
เป็นผู้มีความเย็นใจ ดับสนิทแล้ว.
๘. โสณาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการฟังธรรม
[๔๔๖] ในรูปกายนี้ เราคลอดบุตร ๑๐ คน ต่อมาเป็นคนชราทุพพลภาพ จึง
เข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ภิกษุณีนั้นแสดงธรรม คือ ขันธ์ อายตนะ
และธาตุแก่เรา เราฟังธรรมของภิกษุณีนั้นแล้ว โกนผมออกบวช เมื่อ
เราศึกษาอยู่ ได้ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว รู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้
อนึ่ง เราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เจริญอนิมิตสมาธิเป็น
ผู้มีวิโมกข์เกิดแล้ว ในลำดับแห่งมรรคอันเลิศ เป็นผู้ดับแล้วโดยหาเชื้อ
มิได้ ขันธ์ ๕ ที่เรากำหนดรู้ มีรากขาดแล้วตั้งอยู่ สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คงมี
อยู่ในกายที่คร่ำคร่าเลวทราม บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี.
๙. ภัททากุณฑลาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงโทษการถือผิด
[๔๔๗] เมื่อก่อนเราต้องถอนผม อมขี้ฟัน นุ่งห่มผ้าผืนเดียวเที่ยวไป เรา
สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่า มีโทษ และเห็นสิ่งที่มีโทษว่า ไม่มีโทษ
ออกจากที่พักในกลางวัน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี มีพระภิกษุ
สงฆ์ห้อมล้อม ที่ภูเขาคิชฌกูฏ จึงคุกเข่าลงถวายบังคมประนมอัญชลี
เฉพาะพระพักตร์ พระองค์ตรัสว่า มาเถิดนางภัททา เท่านั้นเราก็เป็น
อันได้อุปสมบทแล้ว เราเป็นผู้ไม่มีหนี้สิน บริโภคก้อนข้าวของชาว
แว่นแคว้น เที่ยวไปในแคว้นอังคะ มคธ วัชชี กาสีและโกศล ๕๐ ปี

398
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 399 (เล่ม 26)

อุบาสกผู้มีปัญญา ได้ถวายจีวรแก่เราผู้ชื่อว่าภัททา ผู้พ้นแล้วจากกิเลส
เครื่องร้อยกองทั้งปวง ได้ประสบบุญเป็นอันมาก.
๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการทำสมาธิ
[๔๔๘] มาณพทั้งหลายไถนาด้วยไถ หว่านพืชลงบนแผ่นดิน หาทรัพย์เลี้ยง
บุตรภรรยา เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา
ไม่เกียจคร้าน ไม่มีใจฟุ้งซ่าน เหตุไรจึงจะไม่บรรลุนิพพาน เราล้างเท้า
เห็นน้ำล้างเท้าไหลมาแต่ที่ดอนสู่ที่ลุ่ม กระทำให้เป็นนิมิต แต่นั้นทำ
จิตให้เป็นสมาธิ เหมือนม้าอาชาไนยที่ดี อันนายสารถีฝึกแล้วโดยง่าย
ฉะนั้น ลำดับนั้น เราถือประทีปเข้าไปยังวิหารตรวจดูที่นอนแล้วขึ้น
บนเตียง ลำดับนั้น เราจับเข็มหมุนไส้ลง พอไฟดับความหลุดพ้นแห่ง
ใจได้มีแล้ว.
๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการเชื่อฟังคำสอน
[๔๔๙] พระเถรีประมาณ ๓๐ รูปนี้ ได้พยากรณ์อรหัตผลในสำนักพระปฏาจารา
เถรีอย่างนี้ว่า
มาณพทั้งหลายถือเอาสากซ้อมข้าว แสวงหาทรัพย์มาเลี้ยงบุตรภรรยา
ท่านทั้งหลายจงทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่กระทำแล้วไม่เดือด
ร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง จง
ประกอบความสงบใจ ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ภิกษุณีเหล่านั้น
ได้ฟังคำสั่งสอนของพระปฏาจาราเถรีนั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควร
ข้างหนึ่ง ได้ประกอบความสงบใจ กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธ
เจ้า ในยามต้นแห่งราตรี พากันระลึกชาติก่อนได้ ในมัชฌิมยามได้
บรรลุทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม ได้ทำลายกองแห่งความมืด พระภิกษุณี
เหล่านั้นพากันลุกขึ้นไปกราบเท้าพระปฏาจาราเถรี แล้วกล่าวว่า คำสั่ง
สอนของท่าน พวกเราได้กระทำแล้ว เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันห้อมล้อม

399
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 400 (เล่ม 26)

พระอินทร์ผู้ชนะสงคราม ฉันใด พวกเราจักพากันล้อมท่านอยู่ ฉันนั้น
เพราะพวกเราเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ.
๑๒. จันทาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการเชื่อฟังคำสอน
[๔๕๐] เมื่อก่อนเราเป็นคนเข็ญใจ เป็นหญิงหม้ายไม่มีบุตร ปราศจากญาติ
และมิตร ไม่ได้ประสบความบริบูรณ์ด้วยอาหารและผ้านุ่งห่ม เราถือ
ภาชนะดินและไม้เท้าเที่ยวไปขอทานตามสกุลน้อยใหญ่ ถูกความหนาว
ร้อนเบียดเบียนอยู่ตลอด ๗ ปี ต่อมาภายหลัง เราได้พบพระปฏาจารา
ภิกษุณี ผู้ได้ข้าวและน้ำเป็นปกติ จึงเข้าไปหาท่านแล้วขอบรรพชาอยู่ใน
สำนักท่าน ท่านให้เราบวชด้วยความอนุเคราะห์ ต่อมาท่านกล่าวสอน
เรา แนะนำเราให้ประกอบในปฏิปทาอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เราฟัง
คำของท่านแล้ว ได้ทำตามท่านสอน โอวาทของท่านไม่เป็นโมฆะ เพราะ
เราได้บรรลุวิชชา ๓ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ.
จบ ปัญจกนิบาต.

400
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 401 (เล่ม 26)

เถรีคาถา ฉักกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในฉักกนิบาต
๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา
สุภาษิตระงับโศก
พระปฏาจาราเถรีแสดงธรรมด้วยคาถา ความว่า
[๔๕๑] ท่านไม่รู้ทางของผู้ใดซึ่งมาแล้วหรือไปแล้ว แต่ท่านก็ยังร้องไห้ถึงคนนั้น
ซึ่งมาแล้วจากไหนว่า บุตรของเราๆ ถึงท่านจะรู้จักทางของเขาผู้มาแล้ว
หรือไปแล้วก็ไม่ควรเศร้าโศกถึงเขาเลย เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็น
ธรรมดา เมื่อเขามาจากปรโลก ใครๆ ไม่ได้อ้อนวอนเลย เขาก็มาแล้ว
เมื่อเขาจะไปจากมนุษยโลก ใครๆ ก็ไม่ได้อนุญาตให้ไป เขามาจากไหน
ก็ไม่รู้ พักอยู่ที่นี้ ๒๓ วันแล้วไปก็ดี มาจากที่นี้สู่ที่อื่น ไปจากที่นั้นสู่
ที่อื่นก็ดี เขาละไปแล้วจักท่องเที่ยวไปโดยรูปมนุษย์ มาอย่างไรก็ไป
อย่างนั้น การร่ำไห้ในการไปของสัตว์นั้นจะเป็นประโยชน์อะไร.
พระภิกษุณี ๕๐๐ รูปกล่าวว่า
ท่านได้ช่วยถอนขึ้นซึ่งลูกศร ที่บุคคลเห็นได้ยาก อันเสียบแทงอยู่ใน
หทัยของเราแล้ว เมื่อเราถูกความโศกถึงบุตรครอบงำ ท่านได้บรรเทาเสีย
แล้ววันนี้ เรามีลูกศร อันถอนขึ้นแล้ว หมดความหิว ดับรอบแล้ว
เขาขอถึงพระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์
ว่าเป็นสรณะ.
๒. วาสิฏฐีเถรีคาถา
สุภาษิตดับความฟุ้งซ่าน
[๔๕๒] เราอึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่มีความรู้สึก เปลือย
กายและสยายผมร้องไห้เที่ยวไปในที่ต่างๆ เราได้เที่ยวไปในถนน กอง

401
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 402 (เล่ม 26)

หยากเยื่อ ในป่าช้า ในตรอกใหญ่ และตรอกน้อย อดๆ อยากๆ
ตลอด ๓ ปี ภายหลังได้พบพระสุคตผู้ฝึกบุคคลที่ยังไม่ได้ฝึกตน ตรัสรู้
ด้วยพระองค์เอง หาภัยมิได้ กำลังเสด็จไปสู่พระนครมิถิลา กลับได้สติ
แล้วเข้าไปถวายบังคม พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่เรา ด้วยความ
อนุเคราะห์ เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
เพียรพยายามในคำสอนของพระองค์ ได้ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันปลอดโปร่ง
เราตัดความโศกทั้งปวงได้แล้ว ละความโศกอันมีอรหัตผลเป็นที่สุดได้
แล้ว เพราะเรากำหนดรู้ที่ตั้งและเหตุเกิดแห่งความโศกทั้งหลาย.
๓. เขมาเถรีคาถา
สุภาษิตโต้มาร
มารกล่าวว่า
[๔๕๓] ดูกรนางเขมา เธอกำลังเป็นสาว มีรูปงาม แม้เราก็ยังเป็นหนุ่มรุ่นๆ
จงมารื่นรมย์ด้วยดนตรีเครื่อง ๕ ด้วยกันเถิด.
พระเขมาเถรีกล่าวว่า
เราอึดอัดระอาด้วยกายอันเปื่อยเน่ากระสับกระส่าย มีความแตกพังไป
เป็นธรรมดานี้อยู่ เราถอนกามตัณหาขึ้นได้แล้ว กามทั้งหลาย มีอุปมา
ด้วยหอกและหลาว ครอบงำขันธ์ทั้งหลายไว้ บัดนี้ ความยินดีในกามที่
ท่านพูดถึงไม่มีแก่เราแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลิน ในสิ่งทั้งปวงแล้ว
ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดูกรมารในบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูกรมาร
ตัวท่านเรากำจัดแล้ว คนพาลไม่รู้ตามความเป็นจริง พากันไหว้ดาว
นักษัตร์ บูชาไฟอยู่ในป่า ย่อมสำคัญว่าเป็นความบริสุทธิ์ ส่วนเราแล
ไหว้แต่พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ จึงพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง เป็น
ผู้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา.
๔. สุชาตาเถรีคาถา
สุภาษิต ชี้ผลการฟังธรรม
[๔๕๔] เมื่อเราเป็นฆราวาส ได้ตกแต่งร่างกาย นุ่งห่มผ้าอันงาม ทัดทรงดอกไม้
ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ ปกคลุมด้วยอาภรณ์ทั้งปวง ห้อมล้อมด้วยหมู่นาง

402