พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 403 (เล่ม 26)

ทาสี ให้หมู่นางทาสีถือเอาข้าวน้ำ ของเคี้ยว ของบริโภคไม่น้อย
ออกจากเรือนไปสู่อุทยาน รื่นรมย์ชมเชยเล่นอยู่ในสวนนั้นแล้ว มาสู่
เรือนของตน เข้าสู่ทักขีวิหาร ในป่าอัญชนวันใกล้เมืองสาเกต ได้พบ
พระพุทธเจ้าผู้เป็นแสงสว่างของโลกแล้ว เข้าไปถวายบังคม พระองค์
ผู้มีพระจักษุได้ทรงแสดงธรรมแก่เราด้วยความทรงอนุเคราะห์ และเรา
ได้ฟังพระธรรมของพระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ได้ตรัสรู้ของ
จริง ได้บรรลุอมตธรรมอันปราศจากธุลีในที่นั้นนั่นเอง เราได้รู้แจ้ง
พระสัทธรรมแล้ว ได้บรรพชาในพระธรรมวินัย ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่เปล่าจากประโยชน์.
๕. อโนปมาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม
[๔๕๕] เราเกิดแล้วในสกุลสูง อันมีเครื่องปลื้มใจมาก มีทรัพย์มากสมบูรณ์ด้วย
ผิวพรรณสัณฐาน เป็นธิดาของเมฆีเศรษฐี เป็นผู้อันพระราชบุตรปรารถนา
พวกเศรษฐีบุตรพากันมุ่งหวัง อิสรชนมีพระราชบุตรเป็นต้น พากันส่งทูต
ไปขอกะบิดาของเราว่า ขอจงให้นางอโนปมาแก่เรา นางอโนปมาธิดา
ของท่านนั้นมีน้ำหนักเท่าใด เราจักให้เงินและทองมีน้ำหนัก ๘ เท่าของ
น้ำหนักนั้น เรานั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดในโลกไม่มีผู้อื่น
ยิ่งไปกว่า ได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์แล้ว เข้าไปนั่ง ณ ที่
ควรส่วนข้างหนึ่ง พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่เราด้วยความทรง
อนุเคราะห์ เรานั่งอยู่ที่อาสนะนั้นบรรลุผลที่ ๓ ครั้นแล้ว ได้โกนผม
ออกบวชในพระธรรมวินัย ตั้งแต่ตัณหาอันเราให้เหือดแห้งแล้ว ถึงวันนี้
เป็นวันที่ ๗.
๖. มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา
สุภาษิตสรรเสริญพระพุทธองค์
[๔๕๖] ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง หม่อมฉันขอ
นอบน้อมแด่พระองค์ ซึ่งทรงช่วยปลดเปลื้องหม่อมฉัน และชนอื่นเป็นอัน

403
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 404 (เล่ม 26)

มากให้พ้นจากทุกข์ หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว เผาตัณหาอัน
เป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว ได้เจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์
๘ แล้ว ได้บรรลุนิโรธแล้ว ชนทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบุตร เป็นธิดา
เป็นพี่ชายน้องชาย เป็นปู่ย่าตายายกันในชาติก่อน หม่อมฉันไม่รู้ตาม
ความเป็นจริง ไม่ประสบอริยสัจ ๔ จึงได้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่
ก็หม่อมฉันได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว อัตภาพนี้มีในที่สุด
ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี ขอพระองค์ทรงทอดพระ
เนตรพระสาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวมีความบากบั่น
มั่นคงเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียงกัน การกระทำโลกุตตรธรรมให้
ประจักษ์แก่ตนอย่างนี้ เป็นการถวายบังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระนางเจ้ามหามายาเทวีได้ประสูติพระโคดมมา เพื่อประโยชน์แก่ชน
เป็นอันมากหนอ เพราะพระองค์ได้บรรเทากองทุกข์ของชนทั้งหลาย
ผู้อันพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว.
๗. คุตตาเถรีคาถา
พระพุทธโอวาทเตือนนางคุตตาเถรี
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
[๔๕๗] ดูกรนางคุตตา การที่ท่านละบุตร หมู่ญาติและกองแห่งโภคะอันเป็นที่รัก
แล้ว ออกบวชเพื่อประโยชน์แก่นิพพานใด ท่านจงพอกพูนนิพพานนั้น
เนืองๆ เถิด ท่านอย่าตกอยู่ในอำนาจของจิต สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง
ถูกจิตหลอกลวงแล้ว ยินดีในสิ่งอันเป็นวิสัยของมาร ย่อมพากัน
ท่องเที่ยวไปสู่ชาติสงสารมิใช่น้อย ดูกรนางภิกษุณี ท่านจงละขาดซึ่ง
สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำเหล่านี้ คือกามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ สัก
กายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาสอันเป็นข้อที่ห้า ๑ แล้วอย่ากลับ
มาสู่กามภพอีก ท่านจงละเว้นราคะ มานะ อวิชชา อุทธัจจะ และตัด
สังโยชน์ทั้งหลายแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ท่านยังชาติสงสารให้

404
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 405 (เล่ม 26)

สิ้นไปแล้ว กำหนดรู้ภพใหม่ หมดความทะยานอยาก จักเป็นผู้สงบ
ระงับ เที่ยวไปในปัจจุบัน.
๘. วิชยาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม
[๔๕๘] เรายังจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ไป
ภายนอก ๔๕ ครั้ง ภายหลังเข้าไปหาพระเขมาภิกษุณีไต่ถามโดยเคารพ
ท่านได้แสดงธรรม คือ ธาตุ อายตนะ อริยสัจ ๔ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์
และอัฏฐังคิกมรรค แก่เรา เพื่อการบรรลุประโยชน์อันสูงสุด เราได้
ฟังคำของท่านแล้ว กระทำตามคำพร่ำสอน ในปฐมยามแห่งราตรีนั้น
ก็ระลึกถึงชาติก่อนได้ ในมัชฌิมยามแห่งราตรี เราชำระทิพยจักษุให้
หมดจด ในปัจฉิมยามแห่งราตรี เราทำลายกองแห่งความมืดได้ ก็ใน
กาลนั้น เรามีความสุขอันเกิดแต่ปีติแผ่ไปทั่วกายอยู่ ในวันที่ครบ ๗
เราทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว จึงเหยียดเท้าออก.
จบ ฉักกนิบาต.
_________________

405
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 406 (เล่ม 26)

เถรีคาถา สัตตกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในสัตตกนิบาต
๑. อุตตราเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางอุตตราเถรี
พระปฏาจาราเถรีกล่าวว่า
[๔๕๙] มาณพทั้งหลายพากันถือสากซ้อมข้าวอยู่ ย่อมหาทรัพย์มาเลี้ยงดูบุตร
ภรรยาฉันใด ท่านทั้งหลายก็ฉันนั้น จงบำเพ็ญเพียรในคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้า ที่เป็นเหตุให้ผู้ทำไม่เดือดร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลาย
จงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง จงเข้าไปตั้งจิตไว้ให้มีอารมณ์
เดียวตั้งมั่นด้วยดีแล้ว พิจารณาสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของแปร
ปรวน และโดยความเป็นของไม่ใช่ตน.
พระอุตตราเถรีกล่าวว่า
เราได้ฟังคำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรีนั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ
ที่ควรแห่งหนึ่ง ในปฐมยามแห่งราตรี เราก็ระลึกชาติก่อนได้ ในมัชฌิม
ยามแห่งราตรี ได้ชำระทิพยจักษุให้หมดจด ในปัจฉิมยามแห่งราตรี
ได้ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว เราได้บรรลุวิชชา ๓ จึงลุกจากอาสนะ
ในภายหลังเราได้ทำตามคำพร่ำสอนของท่านแล้ว ดิฉันเป็นผู้มีวิชชา ๓
ไม่มีอาสวะ จักห้อมล้อมท่านอยู่ ดุจเทวดาชาวดาวดึงส์ พากันห้อมล้อม
ท้าวสักกะผู้ชนะสงครามมาแล้ว ฉะนั้น.
๒. จาลาเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางจาลาเถรี
พระจาลาเถรีกล่าว
[๔๖๐] เราเป็นภิกษุณีผู้มีอินทรีย์อันเจริญแล้ว เข้าไปตั้งสติไว้มั่น ได้แทงตลอด
สันตบทอันเป็นเครื่องเข้าไประงับสังขารเป็นสุข.

406
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 407 (เล่ม 26)

มารกล่าวว่า
ท่านเป็นผู้มีศีรษะโล้น ปรากฏเหมือนสมณะ เจาะจงใครหนอ ท่านไม่
ชอบใจในลัทธิเดียรถีย์แล้ว ยังจักมาหลงประพฤติทางผิดนี้อยู่ทำไม.
พระจาลาเถรีกล่าวว่า
เดียรถีย์เหล่าใด ผู้มีลัทธิเป็นภายนอกจากศาสนานี้ เป็นผู้เข้าไปอาศัย
ทิฏฐิทั้งหลาย เดียรถีย์เหล่านั้นย่อมไม่รู้แจ้งธรรม ไม่เป็นผู้ฉลาดในธรรม
ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในสกุลศากยะ ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน พระ
องค์ได้ทรงแสดงธรรมอันเป็นอุบายล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย คือ ทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์และอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็น
ทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์แก่เรา เราได้ฟังคำสั่งสอนของพระองค์
แล้วยินดีอยู่ในพระศาสนา เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้
แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดูกรมารผู้ใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด
ตัวท่านเรากำจัดได้แล้ว.
๓. อุปจาลาเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางอุปจาลาเถรี
พระอุปจาลาเถรีกล่าวว่า
[๔๖๑] เราเป็นภิกษุณีผู้มีสติ มีจักษุ มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว แทงตลอดสันตบท
อันอุดมบุรุษเสพแล้ว.
มารกล่าวว่า
เหตุไฉนหนอท่านจึงไม่ชอบความเกิด เพราะธรรมดาผู้เกิดย่อมบริโภค
กามทั้งหลาย เชิญท่านบริโภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด อย่าได้เป็น
ผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลย
พระอุปจาลาเถรีกล่าวว่า
เพราะความตายย่อมมีแก่ผู้เกิด ไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด การถูกตัดมือและเท้า
การถูกฆ่าและถูกจองจำย่อมมีแก่ผู้เกิด ไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด ผู้เกิดแล้วย่อม
ได้ประสบทุกข์ ผู้ไม่เกิดย่อมไม่ประสบ พระสัมพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติใน

407
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 408 (เล่ม 26)

สกุลศากยะ ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันเป็น
อุบายล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับ
ทุกข์ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางดำเนินให้ถึงความ
ดับทุกข์แก่เรา เราได้ฟังคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระ
ศาสนา เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำ
เสร็จแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลาย
กองแห่งความมืดแล้ว ดูกรมารผู้ใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ตัวท่าน
เรากำจัดได้แล้ว.
จบ สัตตกนิบาต.
__________________

408
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 409 (เล่ม 26)

เถรีคาถา อัฏฐกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในอัฏฐกนิบาต
๑. สีสุปจาลาเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางสีสุปจาลาเถรี
พระสีสุปจาลาเถรีกล่าวว่า
[๔๖๒] เราเป็นภิกษุณีผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ได้
บรรลุสันตบทอันชื่นใจ มีโอชารส.
มารกล่าวว่า
ท่านจงตั้งจิตปรารถนาเพื่อจะเกิดไว้ ในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา
ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นวสวัสดี ที่ท่านเคยอยู่มาแล้วในก่อนเถิด.
พระสีสุปจาลาเถรีตอบว่า
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นวสวัสดี
พากันไปจากภพเข้าสู่ภพตลอดทุกๆ กาล ติดอยู่ในร่างกายของตน มี
ปกติเดือดร้อนเพราะความเกิด และความตาย ไม่ล่วงพ้นร่างกายของ
ตนไปได้ โลกทั้งปวงถูกไฟไหม้ลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง โลกทั้งปวงหวั่น
ไหวแล้ว พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันเป็นธรรมไม่หวั่นไหว ใครๆ
ก็ชั่งไม่ได้ เป็นธรรมอันปุถุชนเสพไม่ได้แก่เรา ใจของเรายินดีแล้วใน
ธรรมนั้น เราได้ฟังคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา
วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว
เรากำจัดความเพลิดเพลิน ในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืด
ได้แล้ว ดูกรมารผู้ใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ตัวท่านเราก็กำจัดได้แล้ว.
จบ อัฏฐกนิบาต.
_____________________

409
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 410 (เล่ม 26)

เถรีคาถา นวกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในนวกนิบาต
วัฑฒมาตาเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางวัฑฒมาตาเถรี
พระวัฑฒมาตาเถรี เมื่อจะกล่าวตักเตือนพระวัฑฒเถระ ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ความว่า
[๔๖๓] ดูกรท่านวัฑฒะผู้เป็นบุตร กิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าอย่าได้มีแก่ท่านในโลก
ในกาลไหนๆ เลย ท่านอย่าเป็นผู้มีส่วนแห่งทุกข์ร่ำไปเลย ดูกรท่าน
วัฑฒะ มุนีทั้งหลายเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตัดความสงสัยเสียได้ เป็นผู้มี
ความเยือกเย็นถึงความฝึกฝนแล้ว ไม่มีอาสวะ ย่อมอยู่เป็นสุข ดูกร
ท่านวัฑฒะ ท่านพึงเพิ่มพูนมรรคอันฤาษีเหล่านั้นสั่งสมแล้ว เพื่อการ
บรรลุทรรศนะ เพื่อการทำที่สุดแห่งทุกข์.
พระวัฑฒเถระกล่าวว่า
ข้าแต่มารดาผู้มีความแกล้วกล้า มารดาย่อมกล่าวเนื้อความนี้ แก่ฉัน
ฉันเข้าใจว่า ป่าคือความรักในฉันย่อมไม่มีแก่ท่าน.
พระเถรีตอบว่า
ดูกรท่านวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสังขารเลวอุกกฤษฏ์ และ
ปานกลาง ย่อมไม่มีแก่เราแม้แต่น้อย แม้ป่าเพียงเล็กน้อย ในสังขาร
เหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เรา เพราะอาสวะทั้งปวงของเราผู้ไม่ประมาทแล้ว
เพ่งอยู่ สิ้นไปแล้ว วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธ
เจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
พระวัฑฒเถระกล่าวว่า
มารดาของเรา แทงเราด้วยปฏักอันใหญ่หนอ มารดาของเราได้กล่าวคาถา

410
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 411 (เล่ม 26)

อันประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง เหมือนคนที่อนุเคราะห์แก่กันฉะนั้น
เราได้ฟังคำพร่ำสอนของมารดาแล้ว เราได้ยังธรรมสังเวชให้เกิดขึ้น
เมื่อบรรลุธรรมปลอดโปร่งจากโยคะ เราเป็นผู้อันมารดาตักเตือนแล้วมีใจ
ส่งไปแล้วเพื่อความเพียร ไม่เกียจคร้านตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
ได้บรรลุสันติอันสูงสุด.
จบ นวกนิบาต.
____________________

411
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา - หน้าที่ 412 (เล่ม 26)

เถรีคาถา เอกาทสกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในเอกาทสกนิบาต
กีสาโคตมีเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางกีสาโคตมีเถรี
[๔๖๔] นักปราชญ์กล่าวสรรเสริญ ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรไว้เฉพาะในโลกว่า
บุคคลผู้คบกัลยาณมิตร ถึงแม้จะเป็นพาลก็พึงเป็นบัณฑิตได้บ้าง ควร
คบสัตบุรุษ เพราะปัญญาย่อมเจริญแก่บุคคลผู้คบสัตบุรุษโดยแท้ คน
ทุกคนมีกษัตริย์เป็นต้น เมื่อคบสัตบุรุษทั้งหลาย พึงพ้นจากทุกข์แม้
ทั้งปวงได้ และพึงรู้แจ้งอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์ ๑
ความดับทุกข์ ๑ อัฏฐังคิกมรรค ๑ พระพุทธเจ้าผู้เป็นสารถี ฝึกบุรุษผู้
ควรฝึก ได้ตรัสไว้ว่า ความเป็นหญิง เป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ เพราะว่า
การอยู่ร่วมกับหญิงร่วมสามีกันก็ดี การคลอดบุตรก็มี เป็นทุกข์ทั้งนั้น
หญิงบางพวกคลอดบุตรครั้งแรก อดกลั้นทุกข์อันเกิดขึ้นเพราะการคลอด
บุตรไม่ไหวจึงตัดคอตนเองเสียก็มี พวกหญิงที่เจริญด้วยความสุขพากัน
กินยาพิษก็มี เด็กตายในครรภ์ก็มี คนทั้งสองคือเด็กอยู่ในครรภ์และ
มารดาผู้มีครรภ์ ย่อมได้รับความพินาศ เราเดินทางในเวลาจวนคลอด
ได้เห็นสามีตายแล้ว ยังไม่ทันถึงเรือนของตน ก็คลอดบุตรกลางทาง
บุตรทั้งสองคนก็ตาย และสามีก็ตายในหนทาง มารดาบิดาและพี่ชาย
ของเราผู้กำพร้า อัมเขาเผาอยู่บนเชิงตะกอนเดียวกัน เมื่อสิ้นสกุลแล้ว
เป็นกำพร้า ท่านเสวยทุกข์ หาประมาณมิได้ ก็น้ำตาของท่านไหลออก
แล้ว หลายพันชาติ เราเห็นท่านและเนื้อบุตรของท่าน อันสัตว์มีสุนัข
เป็นต้นกัดกินแล้ว ที่กลางป่าช้า เรามีวงศ์สกุลอันฉิบหายแล้ว เป็นผู้อัน

412