ในครั้งนั้น คือ ปลูกต้นโพธิ์ ไม่ใช่ปั้นรูปพระพุทธเจ้า

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปตามชนบท ชาวกรุงสาวัตถีไม่มีที่บูชา ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีจึงไปแจ้งพระอานนท์ แล้วพระอานนท์ก็กราบทูลพระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า เจดีย์ มี 3 อย่าง

  • ธาตุเจดีย์ : จะมีได้ในกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เพราะอนุปาทิเสสนิพพาน (ดับขันธ์) มีหลังสอุปาทิเสสนิพพาน (ดับกิเลส) เพราะจะเอามาเป็นเจดีย์ สร้างสถูปบรรจุไว้ได้ ก็ต่อเมื่อหลังขันธปรินิพพาน เผาไปแล้ว พระธาตุเป็นสิ่งที่สืบเนื่องจากขันธ์ ไม่ใช่วัตถุอื่นใด ฉะนั้น เอารูปปั้นมาอ้างใส่ข้อนี้จึงตกไป
  • ปริโภคเจดีย์ : จะมีได้ในกาลที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่เพราะพระองค์ได้ใช้สอย หลังอนุปาทิเสสนิพพานไปก็ยังเป็นเจดีย์เหมือนเดิม แต่อันใหม่จะมีไม่ได้เพราะท่านไม่ได้ใช้สอย ฉะนั้น เอารูปปั้นมาอ้างใส่ข้อนี้จึงตกไป
  • อุทเทสิกเจดีย์ : ไม่มีวัตถุปรากฏเป็นเพียงเนื่องด้วยตถาคตเท่านั้น คือ การยกเอาพระธรรมขึ้นแสดง เพราะสิ่งที่เนื่องด้วยตถาคตก็คือพระธรรม เป็นวัตถุอย่างอื่นไม่ได้ ฉะนั้น เอารูปปั้นมาอ้างใส่ข้อนี้จึงตกไป

สรุปในครั้งนั้น คือ ปลูกต้นโพธิ์ ให้พระพุทธเจ้าได้ใช้สอย เพื่อเป็นปริโภคเจดีย์ ไม่ใช่ปั้นรูปพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าให้ปั้นรูปพระองค์ เขาก็ต้องพากันปั้นรูป แต่นี้ไม่ใช่ ฉะนั้น การสร้างรูปเปรียบพระพุทธเจ้าในพุทธกาลจึงไม่มี ซึ่งก็สอดคล้องในตัวมันเองอยู่แล้วว่า การสร้างรูปเปรียบไม่มีในครั้งพุทธกาล

...พระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อพระองค์เสด็จหลีกไป พระมหาวิหารเชตวันหมดที่พึ่งอาศัย มนุษย์ทั้งหลายไม่ได้สถานที่เป็นที่บูชา ข้าพระองค์จักนำพืชจากต้นมหาโพธิมาปลูกที่ประตูพระเชตวัน พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ดีแล้วอานนท์ เธอจงปลูกเถิด...

ยังมีอีกข้อหนึ่งที่คนมักจะอ้าง คือ สถูป เพราะไปเข้าใจว่า สถูป คือสิ่งก็สร้าง รูปปั้นก็คือสิ่งก็สร้าง ก็เลยตีความหมายให้เหมือนกันง่ายๆแบบนี้เลย แต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะการสร้างสถูป มีอนุญาตในถูปารหบุคคล ในมหาปรินิพพานสูตร แต่การสร้างรูปเปรียบมีห้ามในเอกปุคคล ฉะนั้น การสร้างสถูปบรรจุพระธาตุ กับการสร้างรูปเปรียบท่าน (คือทำให้เป็นตัวท่านขึ้นมา) ไม่เหมือนกัน สร้างขึ้น เป็นตู่เลย

กระทู้เกี่ยวข้อง :   # รวมกระทู้เกี่ยวกับประเด็นอุทเทสิกเจดีย์ไม่ใช่การสร้างรูปปั้น