โสดาบันเป็นผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน แต่ยังไม่ถึงนิพพาน
20/01/2026 16:30:06...[๓๗๓] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า ดูกรราธะ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้. ๕ ประการเป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ดูกรราธะ ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และธรรมเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า เป็นโสดาบันผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า
กระแสนิพพานก็คือมรรค ความหมาย คือ พระโสดาบันจะเห็นนิพพานในเบื้องหน้า แต่ตอนนี้ยังไม่เห็น แต่เห็นมรรคผลอันเป็นเบื้องต้น อันจะนำไปสู่นิพพานในเบื้องหน้า
...บทว่า โสตาปนฺโน โหติ ความว่า เป็นผู้ถึงกระแสแห่งมรรค. บทว่าอวินิปาตธมฺโม คือ มีอันไม่ตกไปในอบายทั้ง ๔ อย่างเป็นธรรมดา. บทว่า นิยโต คือผู้แน่นอนแล้วโดยธรรมนิยาม. บทว่า สมฺโพธิปรายโนความว่าความตรัสรู้ กล่าวคือ มรรคเบื้องสูง ๓ อย่าง อันภิกษุนั้นพึงบรรลุเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า ผู้มีความตรัสรู้เป็นที่ไปในเบื้องหน้า...
พระโสดาบันเป็นผู้เข้าถึงมรรคอย่างแน่นอนแล้ว อันเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน แต่ยังไม่เห็นนิพพาน นิพพานจะเห็นในอนาคต พระพุทธเจ้าตรัสว่า "มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด" ก็หมายความว่า นิพพานจะปรากฏแก่พระโสดาบันในเบื้องหน้า แต่ไม่ใช่ตอนนี้ จะไปคิดยากออะไร เป็นข้อพื้นฐานมาก มีอยู่ในพระสูตรเยอะแยะ แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีหลายคนยังเข้าใจว่า พระโสดาบันเห็นนิพพาน อันนี้เขาแค่บรรลุมรรคผลของโสดาบัน ไม่ใช่บรรลุอรหันต์
...ดูก่อนนันทิยะ ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด....
แต่มีอรรถกถาอธิบายอยู่ในท่อนนี้ว่า "เห็นพระนิพพานครั้งแรก" (แต่ก็มาอธิบายไว้เพิ่มเติมอีกว่า "ไม่ชื่อว่าเห็น" ) มาอ่านเห็นวรรคนี้ อาจเข้าใจผิดได้ว่า เห็นนิพพานแล้ว แต่ที่จริงนิพพานไม่มีครั้งแรก ครั้งที่สอง ที่สาม มีแค่ครั้งเดียว คือ เมื่อบรรลุบรรลุอรหันต์เท่านั้น จึงจะชื่อว่าเห็น แต่พระอริยะ 3 บุคคลที่หลือ ท่านบรรลุมรรคผลในเขตของท่านเท่านั้น คือ ผู้ที่เป็นโสดาบันจะไม่รู้ธรรมของสกทาคามี ... ของอนาคามี ... ของอรหันต์ ท่านบรรลุเฉพาะเขตของท่านเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่ควรเรียกว่า เห็นนิพพานเป็นครั้งแรก แต่ควรเรียกว่า เห็นมรรคผลเป็นเบื้องต้นอันจะนำไปสู่นิพพานในเบื้องหน้า
...บทว่า ทสฺสนา ปหาตพฺพา ความว่า โสดาปัตติมรรค ชื่อว่าทัสสนะ อธิบายว่า อาสวะเหล่านั้น อันทัสสนะนั้นพึงละ ถามว่า เพราะเหตุไร โสดาปัตติมรรคจึงชื่อว่า ทัสสนะ ? ตอบว่า เพราะเห็นพระนิพพานครั้งแรก...
เพราะการเห็น นิพพาน มีได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีครั้งที่สอง ที่สาม ที่สี่ แต่การบรรลุมรรค นะมี เป็นครั้งที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ นิพพาน จึงมีเฉพาะอรหันต์เท่านั้น เพราะที่เหลือยังต้องได้เกิดอีก อย่างเช่น พระสารีบุตรพูดว่า "ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่านิพพาน" ก็หมายความว่า มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่สิ้น มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่เห็นนิพพาน แต่พระโสดาบันยังไม่สิ้น ฉะนั้น จะเรียกพระโสดาบันนั้นว่าเป็นผู้เห็นนิพพานไม่ได้ ต้องใช้คำให้ถูก
...ดูก่อนท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า นิพพาน ๆ ดังนี้ นิพพานเป็นไฉนหนอ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ความสิ้นราคะความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่านิพพาน...
นิพพาน มี 2 อย่าง คือ สอุปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทิเสสนิพพาน ผู้ที่ถึงฝั่ง คือ นิพพาน มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น ส่วนโสดาบัน คือ ผู้เที่ยงที่จะถึงฝั่ง แต่ยังไม่ถึงฝั่ง นิพพานคือดับไม่เหลือ นิพพานไม่มีใจ จะไปพูดว่าโสดาบัน ถึงนิพพานไม่ได้ ก็เหมือนกันกับ พระโพธิสัตว์ ที่ได้รับคําพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้า แต่จะไปเรียกท่านว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วได้ไหม? ไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านจึงจำแนก มรรค กับ นิโรธ จะไปเรียก มรรค เป็น นิโรธไม่ได้
ฉะนั้น กระแสนิพพาน คือ หนทางไปสู่นิพพานอันแน่นอน พระโสดาบันเข้าถึงอันนี้ แต่พระโสดาบันยังไม่เรียกว่าเป็นผู้เห็นนิพพาน เพราะยังไม่ได้บรรลุธรรมอันเป็นที่สุดด้วยตนเอง ต้องบรรลุด้วยตนเองก่อนเท่านั้นจึงจะชื่อว่า เห็น จึงจะชื่อว่าได้ปรากฏขึ้นแก่ตน ถ้าสมณะทั้งสี่ เห็นนิพพานเหมือนกันหมด จะไปจำแนกสมณะสี่ทำไม มันก็ต้องมีแค่สมณะเดียวเท่านั้น