พุทธธรรมสงฆ์


เทียบดูหลายเรื่อง ไม่มีว่าเวลาอุทิศบุญต้องไปกรวดน้ำ

พระศาสดาบอกให้อุทิศบุญ ท่านไม่ได้บอกให้ไปกรวดน้ำ

...พระศาสดา ทรงสดับคำของท้าวเธอแล้ว รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอทำการฟังธรรมใหญ่ก็ดี การฟังธรรมตามปกติก็ดี กล่าวอุปนิสินนกถาก็ดี โดยที่สุดแม้การอนุโมทนา แล้วพึงให้ส่วนบุญแก่สัตว์ทั้งปวง"...

ที่ตรัสให้มหาทุคตบุรุษรับทรัพย์ แล้วให้ส่วนบุญ ก็ไม่มีกรวดน้ำ

...พระศาสดาตรัสว่า ท่านจงรับทรัพย์แล้วให้ส่วนบุญ แก่สรรพสัตว์เถิด เขาเริ่มรับทรัพย์ พวกมนุษย์พากันให้ด้วยการประมูล เป็นทวีคูณ จตุรคูณ และอัฏฐคูณเป็นต้น ได้ให้ทรัพย์กันถึงเก้าโกฏิ พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จไป...

ในเรื่องนี้ เขาให้บุญกันก็ไม่มีกรวดน้ำ

แล้วไปสู่สำนักของเศรษฐี กล่าวว่า " นาย ขอท่านจงรับเอาส่วนบุญเถิด " เศรษฐี : ถ้ากระนั้น พ่อจงรับเอากหาปณะเหล่านี้ไป อันนภาระ : กระผมไม่ได้ขายบิณฑบาต กระผมให้ส่วนบุญแก่ท่านด้วยศรัทธา เศรษฐีกล่าวว่า " เจ้าให้ด้วยศรัทธา ถึงเราก็บูชาคุณของเจ้า ด้วยศรัทธา จงรับเอาไปเถิดพ่อ อนึ่ง จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ทำการงานด้วยมือของตน จงปลูกเรือนอยู่ริมถนนเถิด และจงถือเอาวัตถุทุกอย่างที่เจ้าต้องการ จากสำนักของฉัน "

ในครั้งพุทธกาล บุตรทำบุญให้บิดาก็ไม่มีกรวดน้ำ

...ลำดับนั้น พวกบุตรของเขาปรึกษากันว่า " บิดาของพวกเราแก่" แล้วให้เรียกมายังสำนักของตน พูดว่า " พวกฉันจะถวายทานเพื่อประโยชน์แก่บิดา " แล้วนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน วันรุ่งขึ้น พวกเขานิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้นั่งภายในเรือนแล้ว อังคาสโดยเคารพ ในเวลาเสร็จภัตกิจกราบทูลพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ ถวายภัตนี้ให้เป็นชีวภัต (ภัตเพื่อบุคคลผู้เป็นอยู่) เพื่อบิดา ขอพระองค์จงทรงทำอนุโมทนา แก่บิดาของพวกข้าพระองค์เถิด" พระศาสดาทรงแสดงธรรม พระศาสดา ตรัสเรียกบิดาของพวกเขามาแล้ว ตรัสว่า " อุบาสก ท่านเป็นคนแก่ มีสรีระแก่หง่อมเช่นกับใบไม้เหลือง เสบียงทางคือกุศลเพื่อจะไปยังปรโลกของท่านยังไม่มี ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน จงเป็นบัณฑิตอย่าเป็นพาล" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงทำอนุโมทนา จึงได้ตรัสพระคาถา...

เศรษฐีทำบุญอุทิศให้คนที่ผูกอาฆาตตนก็ไม่มีกรวดน้ำ

...ฝ่ายมหาเศรษฐีถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขสิ้น ๗ วัน ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษผู้หนึ่งเผานาของข้าพระองค์ ๗ ครั้ง ตัดเท้าโคในคอก ๗ ครั้ง เผาเรือน ๗ ครั้ง บัดนี้ แม้พระคันธกุฎี ก็จักเป็นเจ้าคนนั้นแหละเผา ข้าพระองค์ขอให้ส่วนบุญในทานนี้แก่เขาก่อน"...

สังขพราหมณ์ (พระโพธิสัตว์) ให้บุญแก่อุปัฏฐาก (อดีตชาติพระอานนท์) ในเวลาคับขันก็ไม่มีกรวดน้ำ

...แล้วอุ้มพราหมณ์ขึ้นบนเรือที่ประดับแล้ว แต่มิได้เหลียวแลบุรุษอุปัฏฐากของพระโพธิสัตว์เลย พราหมณ์ได้ให้ส่วนบุญที่ตนได้กระทำไว้แก่อุปัฏฐาก อุปัฏฐากก็รับอนุโมทนา ทันใดนั้น เทวดาก็อุ้มอุปัฏฐากนั้นขึ้นเรือด้วย ลำดับนั้น เทวดาก็นำเรือไปสู่โมลินีนครขนทรัพย์ขึ้นเรือนพราหมณ์ แล้วจึงไปยังที่อยู่ของตน...

แต่คนก็ไปเอาเรื่องการให้ทานของพระเจ้าพิมพิสารมาอ้างโดยไม่ถูก อันนั้น ท่านถวายน้ำเป็นทานแด่พระพุทธเจ้า แล้วอุทิศบุญจากการให้น้ำเป็นทานไปให้เปรต ไม่ใช่กรวดน้ำ