สัตตานังที่ผิดเพี้ยน
27/07/2026 01:19:18...ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปแลเป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร... ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณเป็นผู้เกี่ยวข้องในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่าสัตว์...
มาจับเข้ากับพระสูตรที่ตรัสว่า รูปไม่ใช่เรา เช่นพระสูตรนี้ แล้วตีความเอาเองว่า คำว่า สัตว์ ในสูตรข้างต้นนี้ไม่ใช่ขันธ์ 5 แต่คือผู้ยึดที่มาจากอสังขตะมายึดขันธ์ 5
...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสุข เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสุข...
ไม่มีพระสูตรไหนที่พระพุทธเจ้าตรัสแบบนั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่ทิ้งกายนี้ ยึดกายอื่น ยังวนเวียนอยู่ในสงสาร ถูกเรียกว่าสัตว์หมด
...ดูก่อนสารีบุตร บุคคลใดแล ทิ้งกายนี้และยึดมั่นกายอื่นบุคคลนั้นเราเรียกว่า ควรถูกตำหนิ ฉันนภิกษุหามีลักษณะนั้นไม่ ฉันนภิกษุหาศาสตรามาฆ่าตัวอย่างไม่ควรถูกตำหนิ...
ทีนี้สัตว์ก็มีขันธ์ ไม่มีขันธ์เรียกว่าสัตว์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธรูปในแง่สมมุติ ท่านให้ใช้รูปให้เกิดประโยชน์ เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ใช้กายนี้สร้างกุศลให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่ไปมีความเห็นผิด ไม่เอาสมมุติ เหมือนพระที่เข้าใจผิด ไปตัดองค์กำเนิดของตนเอง ถ้าสัตว์ไม่ใช่ขันธ์ ถ้าขันธ์ไม่ใช่ของเรา จะไปเถียงพระพุทธเจ้าได้ไหมว่าไม่ได้ตัดของตนเอง เพราะร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา? 😆 จะรอดอาบัติได้ไหม? พระพุทธเจ้าก็ใช้คำว่า "ของตน" ไม่ได้ละสมมุติ เห็นไหมถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ตีความไม่เป็น มันก็จะแย้งแบบนี้
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษ เมื่อสิ่งที่จะพึงตัดอย่างอื่นยังมี ไพล่ไปตัดเสียอีกอย่าง ภิกษุไม่พึงตัดองค์กำเนิดของตน รูปใดตัด ต้องอาบัติถุลลัจจัย...
ผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะย่อมเข้าใจว่า คำว่า ไม่ใช่ของเรานั้นท่านหมายถึงอะไร ท่านให้พิจารณา และบุคคลที่จะพูดคำนี้ได้ดีมีแต่พระอรหันต์
...ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับแนะนำดีแล้วในธรรมของพระอริยะ เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนำดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมพิจารณาเห็นรูปว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ย่อมพิจารณา เห็นเวทนาว่า...
เป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับสักกายะ แต่ไม่ได้หมายความว่า ให้มีความเห็นผิด ไม่เอาสมมุติ
[๘๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาอันให้ถึงความดับสักกายะ ดังต่อไปนี้แล บุคคลเล็งเห็นจักษุว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเราเล็งเห็นรูปว่า นั่นไม่ใช่ของเราไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา...
นิครนถ์เปลื้องผ้าออกแล้วพูดว่าไม่เกี่ยวข้องกับใคร แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะไม่เกี่ยวได้อย่างไร นี่ก็มารดาบิดาของเขา นี่ก็บุตรของเขา จะเห็นได้ว่า มีความเห็นผิด ไม่เอาสมมุติเลย คำสอนนั้นก็ผิด เป็นมุสาวาท
...ในวันอุโบสถเขาสอนสาวกอย่างนี้ว่า มา บุรุษผู้เจริญ สูเจ้าจงเปลื้องผ้าออกให้หมดแล้วพูดอย่างนี้ว่า ข้า ฯ ไม่เกี่ยวข้องต่อใคร ๆ ที่ไหน ๆ และความกังวลในสิ่งอะไร ๆ ที่ไหน ๆ ก็ไม่มี แต่มารดาบิดาของเขาก็รู้อยู่ว่า นี่บุตรของข้า ฯตัวเขาเองก็รู้อยู่ว่า นี่มารดาบิดาของข้า ฯ อนึ่ง บุตรภริยาของเขาก็รู้ว่านี่สามีของข้า เขาก็รู้ว่า นี่บุตรภริยาของข้า ทาสกรรมกรและคนอาศัยของเขาก็รู้ว่า นี่นายของพวกข้า เขาก็รู้ว่า นี่ทาสกรรมกรและคนอาศัยของข้า ด้วยประการนี้ เขาสอนคนอื่นให้ถือความจริงในเวลาใด ก็ชื่อว่าเขาสอนให้ถือมุสาวาทในเวลานั้น เรา...
เขาเข้าใจว่า สัตว์ไม่ใช่ขันธ์ 5 เพราะถ้าสัตว์คือขันธ์ แล้วใครละขันธ์ ผู้ละกับขันธ์มันต้องเป็นคนละอย่างกัน ง่ายๆเลย ก็ตนนั่นแหละละขันธ์ อาศัยตนละตน ท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นสรณะ คือ มีธรรมเป็นสรณะ โดยตนเองดำเนินการเอาเอง
...อานนท์ เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นสรณะอยู่เถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะ จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นสรณะ อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย...
เพราะบุคคลนั้นจะบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน ผู้อื่นไม่พึงให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ได้ ดังนั้น ก็ตนนั่นแหละละขันธ์ อาศัยตนละตน
...ความชั่วอันบุคคลกระทำด้วยตน บุคคลนั้นจักเศร้าหมองด้วยตนเองความชั่วอันบุคคลไม่กระทำด้วยตน บุคคลนั้นจะบริสุทธิ์ด้วยตนเองความบริสุทธิ์ และความไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน ผู้อื่นไม่พึงให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ได้...
อย่าไปโง่เถึยงพระพุทธเจ้าอีกละว่า จะมีตนเป็นเกาะได้อย่างไร จะละตนได้อย่างไร เพราะไม่มีตัวตนไม่ใช่หรือ ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นไม่ใช่หรือ