พุทธธรรมสงฆ์


บวชในพระพุทธศาสนาต้องมีอุปัชฌาย์

บรรพชาและอุปสมบทมีอุปัชฌาย์เป็นมูล อุปัชฌาย์เป็นใหญ่ เปรียบเหมือนบิดาเลย แม้แต่บวชโดยธรรม หรือ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ก็พระพุทธเจ้านั่นแลเป็นอุปัชฌาย์

...ก็บรรพชาและอุปสมบทมีอุปัชฌาย์เป็นมูล อุปัชฌาย์เท่านั้นเป็นใหญ่ ในบรรพชาและอุปสมบทนั้น อาจารย์ไม่เป็นใหญ่ เพราะเหตุนั้น...

ในการบวชโดยวินัย ไม่มีอุปัชฌาย์ พระพุทธเจ้าก็ทรงห้าม จะเห็นได้ว่า มีบัณเฑาะก์เป็นอุปัชฌาย์ก็ทรงห้ามเหมือนกัน อยู่ในหมวดเดียวกัน เพราะบัณเฑาะก์ไม่ใช่อุปสัมบัน ความหมาย คือ ถ้าอุปัชฌาย์เป็นอนุปสัมบันมีค่าเท่ากับไม่มีอุปัชฌาย์

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้ไม่มีอุปัชฌาย์ ภิกษุไม่พึงอุปสมบทให้ รูปใดอุปสมบทให้ ต้องอาบัติทุกกฏ...ภิกษุทั้งหลายอุปสมบทกุลบุตรมีบัณเฑาะก์เป็นอุปัชฌาย์...

และก็เช่นเดียวกันกับมีพระปาราชิกเป็นอุปัชฌาย์ บัญญัติไว้อีกข้อว่าห้ามอุปสมบทให้ และห้ามร่วมสังฆกรรม เพราะไม่ใช่อุปสัมบัน (พระปาราชิกกับบัณเฑาะก์ต่างก็ไม่ใช่อุปสัมบัน)

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลเป็นภิกษุ ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้งเสพเมถุนธรรม ผู้นั้นมาแล้ว สงฆ์ไม่พึงอุปสมบทให้ ส่วนผู้ใดแล เป็นภิกษุบอกคืนสิกขา ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง แล้วเสพเมถุนธรรม ผู้นั้นมาแล้วสงฆ์พึงอุปสมบทให้...

ดังนั้น อุปัชฌาย์ปาราชิกมีค่าเท่ากับไม่มีอุปัชฌาย์ เพราะพระปาราชิกเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่อุปสัมบัน เมื่อบวชกับอุปัชฌาย์ปาราชิก จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม เป็นกรรมไม่พร้อมเพรียง กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ