พุทธธรรมสงฆ์


บวชในพระพุทธศาสนา ต้องมีอุปัชฌาย์บวชให้จึงจะมีเพศ

👉 บวชแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า คือ อธิษฐาน เพศก็ปรากฏ ไม่มีใครบวชให้ เพราะไมมีศาสดา ไม่มีสาวก

...รับสั่งว่าพวกเราไม่ได้เป็นเทวะ พวกเราชื่อว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างหากเล่า พวกราชบุรุษทูลว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า พระองค์ตรัสคำหนัก ธรรมดาว่า พระปัจเจก พุทธเจ้าไม่เป็นอย่างพระองค์ดอก พระเจ้าข้า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นต้องทรงผมและหนวด ๒ องคุลี ทรงบริขาร ๘ สวมอยู่ที่พระกายสิพระเจ้าข้า พระราชกุมารเหล่านั้นทรงลูบพระเศียรด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา ทันใดนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ก็หายไป บริขาร ๘ ก็สวมที่พระกาย ต่อนั้นก็เหาะไปยังเงื้อมเขาชื่อนันทมูลกะทั้งที่มหาชนเห็น ๆ อยู่นั่นเอง...

👉 บวชในพระพุทธศาสนา ต้องมีอุปัชฌาย์บวชให้ จึงจะมีเพศ เพราะเป็นระบบมีศาสดา มีสาวก จะเห็นได้ว่า ไม่มีอุปัชฌาย์บวชไม่ได้ อุปัชฌาย์ปาราชิก อุปัชฌาย์เป็นบัณเฑาะก์เหล่านี้ บวชให้ไม่ได้ เพราะอุปัชฌาย์ต้องเป็นอุปสัมบันเท่านั้น พระปาราชิกกับบัณเฑาะก์ไม่ใช่อุปสัมบัน ฉะนั้น เมื่อให้บุคคลเหล่านี้บวชให้ มีค่าเท่ากับไม่มีอุปัชฌาย์ เมื่อไม่มี การบวชนั้นเป็นโมฆะ

👉 บวชในพระพุทธศาสนา มีบวชโดยธรรมกับบวชโดยวินัย บวชทั้งสองอย่างล้วนแต่มีอุปัชฌาย์

👉 บวชภิกษุณี คือ บวชโดยธรรม แม้จะยกพระวินัยออก ก็บวชภิกษุณีไม่ได้เหมือนเดิม เพราะภิกษุณีไม่มีการสืบต่อ บวชภิกษุณี ไม่ว่ายุคไหน ไม่ว่าศาสนาพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน ต้องบวชโดยสงฆ์สองฝ่ายเท่านั้น จะเอกเทศไม่ได้ ครุธรรม ๘ ประการเป็นข้อธรรม ไม่ใช่ข้อวินัย ดังนั้น แม้จะยกวินัยออกก็ไม่มีผล