ที่พระพุทธเจ้าอนุญาตถอนสิกขาบทเล็กน้อย เพราะรู้กาลว่าคนจะเสื่อมถือไม่ได้
27/03/2026 12:08:56...ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายเมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าน้อยบิณฑบาตได้ฝืดเคือง คืออาการที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑ อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ๑ ภัตตาหารเหล่านั้น เราห้ามจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป...
เช่นเดียวกันกับที่อนุญาตให้ยกพระวินัยออกได้ เพราะทรงรู้กาลว่า คนเสื่อมถือไม่ได้แล้วไปละเมิดพระวินัยที่ท่านบัญญัติจะบาปมาก ฉะนั้น ในเมื่อพากันรักษาไม่ได้แล้ว ก็อนุญาตไว้ให้ยกออกได้ ไม่ใช่พระธรรมวินัยเสื่อมเอง ไม่ใช่ยกวินัยออกแล้วทำให้เสื่อม แต่เพราะกาลเวลาผ่านไป คนเสื่อมถือพระวินัยไม่ได้ ดังที่ตรัสไว้ว่า "เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป" แต่ที่จริงพระธรรมไม่ได้เลือนหายไปไหน อยู่ในธรรมชาตินั่นแหละ ที่ตรัสว่า เลือนหายไป คือ หมายถึงเลือนหายจากหมู่สัตว์ในบางยุคเท่านั้น
...ดูก่อนกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลื่อนหายไป...
พระพุทธเจ้าไม่อุบัติในยุคเจริญเกินไปหรือเสื่อมเกินไป เพราะคนในยุคนั้นฟังธรรมไม่รู้เรื่อง พระธรรมวินัยจึงไม่เหมาะในยุคนั้น เช่นเดียวกัน ก็ไม่เหมาะในเมื่อหมู่สัตว์เลวลง ถือวินัยไม่ได้ จึงอนุญาตไว้ให้ยกออกได้ จึงจะไม่ต้องอาบัติแล้วได้บาปมาก คาอาบัติก็หลุดพ้นไม่ได้
...แต่นั้นก็จะไม่มีการตรัสรู้ เมื่อไม่มีการตรัสรู้ คำสอนก็จะไม่นำสัตว์ให้ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่กาล แม้กาลเมื่อสัตว์มีอายุถอยลงไปกว่า ๑๐๐ ปี ก็ไม่ใช่กาล ถามว่าเพราะเหตุไร ตอบว่าเพราะในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนา โอวาทที่ให้แก่สัตว์ที่มีกิเลสหนาย่อมไม่ดำรงอยู่ในฐานะเป็นโอวาท เหมือนไม้เท้าขีดลงไปในน้ำย่อมหายไปทันที เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่กาล กาลเมื่ออายุสัตว์ตั้งแต่แสนปี ลงมาถึง ๑๐๐ ปี ชื่อว่ากาล...