ทำไม่ในขุททานุขุททกสิกขาพระพุทธเจ้าให้ยกพระวินัยออกได้?
04/07/2026 09:27:46...ดูก่อนกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไปสิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลื่อนหายไป...
พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้จักกาล ใช้วินัยให้เหมาะกับกาล เช่น พระวินัยบางข้ออนุญาตในคราวอัตคัดอาหารได้ แต่ในคราวปกติ ก็ไม่อนุญาต จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าใช้วินัยให้เหมาะกับกาล (แต่อย่าไปสับสนกับคำว่า "อกาลิโก" ยังคาพระวินัยอยู่จะไปอ้างว่านี้มันยุคสมัยไหนแล้ว ไม่ได้) และก็เช่นกันบัญญัติวินัย แต่ก็อนุญาตให้ยกออกได้เช่นกัน
...อาหารที่หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑ อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ๑ ภัตตาหารเหล่านั้น เราห้ามจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป...
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่อุบัติขึ้นในยุคเสื่อม ในยุคที่สัตว์มีอายุถอยลงไปกว่า 100 ปี เพราะมีกิเลสหนา ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง บัญญัติวินัยก็จะเป็นเหมือนเอาโทษประหารไปใช้กับเด็ก จะเห็นได้ว่า พระวินัยไม่เหมาะกับสัตว์ในยุคเสื่อม เมื่อไม่เหมาะ จึงอนุญาตให้ยกออกได้ ไม่เอาวินัยไปใช้กับคนเสื่อม
...แม้กาลเมื่อสัตว์มีอายุถอยลงไปกว่า ๑๐๐ ปี ก็ไม่ใช่กาล ถามว่าเพราะเหตุไร ตอบว่าเพราะในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนา โอวาทที่ให้แก่สัตว์ที่มีกิเลสหนาย่อมไม่ดำรงอยู่ในฐานะเป็นโอวาท เหมือนไม้เท้าขีดลงไปในน้ำย่อมหายไปทันที เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่กาล กาลเมื่ออายุสัตว์ตั้งแต่แสนปี ลงมาถึง ๑๐๐ ปี ชื่อว่ากาล...
มันมีระยะแตกต่างกัน ไม่ใช่ไปเอาพระสูตรที่ตรัสว่า "จักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้" ไปอ้างใส่ยุคคนเสื่อมที่ถือวินัยไม่ได้แล้ว ใช่ ถ้าถือได้มันจะเจริญตามที่ท่านว่านั่นแหละ แต่ในบริบทของความเสื่อมที่มีเป็นธรรมดา มันจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ท่านจึงตรัสอีกสูตร ขุททานุขุททกสิกขา ให้ยกพระวินัยออกได้
👉 ในระยะแรก หลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าจะตรัสพระธรรมให้สัตว์โลกรู้ จะตรัสอนุปุพพิกถา อริยสัจ 4 และ โอวาทปาฏิโมก พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะเทศน์ 3 กัณฑ์นี้ โดยหลัก ส่วนจะตรัสเพิ่มก็เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ เช่น พระพุทธเจ้าโคตมะ ตรัสไว้เยอะมาก ที่จริง เมื่อตรัสพระธรรมก็คือให้รู้วินัยด้วยนั่นแหละ เช่น ในโอวาทปาฏิโมกที่ว่า "ละบาป ทำบุญ ทำจิตให่ผ่องใส" คำว่า "ละบาป" ก็คือ ท่านให้มีศีล จึงเรียกว่า ตรัสธรรมก็เพื่อให้รู้วินัยด้วย
👉 ระยะต่อมา มีพระทำผิด ไม่มีวินัย ตรัสธรรมให้รู้วินัยก็ไม่รู้ ทีนี้ก็ตรัสวินัยเพื่อให้รู้ธรรม ก็บัญญัติวินัยให้ เมื่อมาเต็มแสนกัปแล้วและไม่ประมาท มีศีล มีวินัย ก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุธรรมได้ เพราะแม้จะมาเต็มแล้วก็ตาม แต่ถ้าประมาท ไม่มีวินัย ก็บรรลุไม่ได้ ฉะนั้น จึงตรัสวินัยเพื่อให้รู้ธรรม
👉 ในระยะต่อมาอีก กาลเวลาล่วงเลยไป คนเสื่อมจากพระสัทธรรม พากันถือวินัยไม่ได้ก็ให้ยกวินัยออก เพราะไปละเมิดบาปมาก อีกทั้งถ้าคาอาบัติก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้อีก จึงอนุญาตให้ยกวินัยออก เขาไม่เอาโทษประหารไปใช้กับเด็ก ในยุคของคนเสื่อมถือวินัยไม่ได้แต่ก็ไม่ยอมรับว่าถือไม่ได้ แต่กลับไปอธิบายธรรมวินัยให้บิดเบือนแทน เพื่อให้มันเข้ากับความเสื่อม ความเป็นไปของคนส่วนมาก จึงเกิดมีสัทธรรมปฏิรูปขึ้น ... อันตรธาน 5 ก็มีด้วยประการฉะนี้