ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 302 (เล่ม 13)

ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
ลำดับนั้น ปุกกุสมัลลบุตร สั่งบุรุษคนหนึ่งว่า ดูก่อนพนายท่านจง
ช่วยนำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยง มีสีดังทองสิงคีซึ่งเป็นผ้าทรงของเรา. บุรุษนั้นรับคำ
ของปุกกุสมัลลบุตรแล้ว นำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงมา
แล้ว. ปุกกุสมัลลบุตรน้อมคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงนั้น
เข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงนี้
มีสีดังทองสิงคี เป็นผ้าทรง ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงอาศัยความอนุเคราะห์
ทรงรับคู่ผ้านั้นของข้าพระองค์เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนปุกกุสะ
ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้เราครองผืนหนึ่ง ให้อานนท์ครองผืนหนึ่ง.ปุกกุสมัลล-
บุตรทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว น้อมถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงครองผืนหนึ่ง ถวายท่านพระอานนท์ครองผืนหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงยังปุกกุสมัลลบุตรให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วย
ธรรมีกถาแล้ว ปุกกุสมัลลบุตรอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาแล้วลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มี
พระภาคเจ้ากระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
ผิวกายพระตถาคตผ่องใสยิ่งใน ๒ กาล
[๑๒๒] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ เมื่อปุกกุสมัลลบุตรหลีกไปแล้วไม่
นาน ได้น้อมคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงดี ซึ่งเป็นผ้าทรงนั้น เข้าไปสู่พระกาย
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ผ้าที่พระอานนท์น้อมเข้าไปสู่พระกายของพระมีพระ-
ภาคเจ้านั้น ย่อมปรากฏดังถ่านไฟที่ปราศจากเปลวฉะนั้น. ท่านพระอานนท์

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 303 (เล่ม 13)

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ เหตุไม่
เคยมี ก็มีมาแล้ว พระฉวีวรรณของพระตถาคตบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก คู่ผ้า
เนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี ซึ่งเป็นผ้าทรงนี้ ข้าพระองค์น้อมเข้าไปสู่พระกายของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ย่อมปรากฏดังถ่านในที่ปราศจากเปลวฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ในกาลทั้ง ๒
กายของตถาคต ย่อมบริสุทธิ์ ฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก ในกาลทั้ง ๒ เป็นไฉน
คือ ในเวลาราตรีที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑ ในเวลาราตรีที่
ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนีพพานธาตุ ๑ ในกาลทั้ง ๒ นี้แล กายของ
ตถาคต ย่อมบริสุทธิ์ ฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก ดูก่อนอานนท์ ในปัจฉิมยามแห่ง
ราตรีวันนี้แล ตถาคตจักปรินิพพานในระหว่างไม้สาละทั้งคู่ ในสาลวันแห่ง
มัลลกษัตริย์ทั้งหลาย เป็นที่แวะเวียนไป ณ เมืองกุสินารา มาเถิด อานนท์ เรา
จักไปยังแม่น้ำกกุธานที. ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้ว.
[๑๒๓] ปุกกุสะนำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี
เข้าไปถวาย พระศาสดาทรงครองคู่ผ้านั้น
แล้วมีวรรณดังทอง งดงามแล้ว.
แม่น้ำกกุธานที
[๑๒๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ไป
ยังแม่น้ำกกุธานที เสด็จลงสู่แม่น้ำกกุธานที ทรงสรงแล้ว ทรงดื่มแล้ว เสด็จขึ้น
เสด็จไปยังอัมพวันตรัสกะท่านพระจุนทกะว่า ดูก่อนจุนทกะ ท่านจงช่วยปูผ้า
สังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้นให้เรา เราเหนื่อยนัก จักนอน. ท่านพระจุนทกะทูลรับ
พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ปูผ้าสังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้น. ลำดับนั้น

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 304 (เล่ม 13)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระ-
บาทด้วยพระบาท มีสติสัมปชัญญะ ทรงมนสิการอุฏฐานสัญญา ส่วนท่าน
พระจุนทกะนั่งเฝ้าอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้นแหละ.
[๑๒๕] พระพุทธเจ้าผู้ศาสดา ผู้พระตถาคตหา
ผู้เปรียบมิได้ในโลก ทรงเหนื่อยเสด็จถึง
แม่น้ำกกุธานที มีน้ำใสจืด สะอาด เสด็จ
ลงแล้ว.
ทรงสรงและทรงดื่มน้ำแล้ว อันหมู่
ภิกษุแวดล้อมเสด็จไปในท่ามกลาง พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ศาสดา ทรงแสวงหาคุณ
อันยิ่งใหญ่ ทรงเป็นไปในธรรมนี้ เสด็จถึง
อัมพวันแล้ว.
ตรัสกะภิกษุชื่อจุนทกะว่า เธอจง
ช่วยปูลาดผ้าสังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้นให้เรา
เราจะนอน พระจุนทกะนั้นมีตนอบรมแล้ว
อันพระองค์ทรงเตือนแล้ว รีบปูลาดผ้า
สังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้นถวาย พระศาสดา
ทรงบรรทมแล้ว หายเหนื่อย แม้พระ-
จุนทกะก็นั่งเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ในที่
นั้น.
บิณฑบาตทาน ๒ คราวมีผลเสมอกัน
[๑๒๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูก่อนอานนท์ บางทีใคร ๆ จะทำความร้อนใจให้เกิดแก่นายจุนทกัมมารบุตรว่า

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 305 (เล่ม 13)

ดูก่อนจุนทกะ ไม่เป็นลาภของท่าน ท่านได้ไม่ดีแล้ว พระตถาคตได้บริโภค
บิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เสด็จปรินิพพานดังนี้ เธอพึงช่วยบันเทา
ความเดือดร้อนของนายจุนทกัมมารบุตรเสียอย่างนี้ว่า จุนทกะเป็นลาภของท่าน
ท่านได้ดีแล้ว พระตถาคตได้บริโภคบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
เสด็จปรินิพพาน เรื่องนี้เราได้ยินมาได้รับมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า บิณฑบาตสองคราวนี้ มีผลสม่ำเสมอกัน มีวิบากสม่ำเสมอกัน
มีผลใหญ่กว่าและมีอานิสงส์ใหญ่กว่าบิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่งนัก. บิญฑบาตสอง
คราวเป็นไฉน. คือ พระตถาคตบริโภคบิณฑบาตใดแล้ว ตรัสรู้อนุตตรสัมมา-
สัมโพธิญาณอย่างหนึ่ง พระตถาคตบริโภคบิณฑบาตใดแล้ว เสด็จปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุอย่างหนึ่ง บิณฑบาตสองคราวนี้ มีผลสม่ำเสมอกัน
มีวิบากสม่ำเสมอกัน มีผลใหญ่กว่าและมีอานิสงส์ใหญ่กว่าบิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่ง
นัก กรรมที่นายจุนทกัมมารบุตรสั่งสมก่อสร้างแล้วเป็นไปเพื่ออายุ. . .วรรณะ
. . .สุขะ. . . ยศ . . . สวรรค์. . . และเป็นไปเพื่อความเป็นใหญ่ยิ่ง ดูก่อน
อานนท์ เธอพึงช่วยบันเทาความร้อนใจของนายจุนทกัมมารบุตรเสียด้วยประการ
ฉะนี้.
พุทธอุทาน
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความนั้นแล้ว ทรงเปล่ง
พระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
[๑๒๗] บุญย่อมเจริญแก่ผู้ให้ เวรย่อมไม่ก่อแก่ผู้
สำรวมอยู่ คนฉลาดเทียว ย่อมละกรรมอัน
ลามก เขาดับแล้วเพราะราคะ โทสะ โมสะ
สิ้นไป.
จบภาณวารที่ ๔

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 306 (เล่ม 13)

บรรทมอนุฏฐานไสยา
[๑๒๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า
มาเถิด อานนท์ เราจักไปยังฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญวดี เมืองกุสินาราและสาลวัน
อันเป็นที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์. ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่
ใหญ่ เสด็จไปยังฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญวดี เมืองกุสินาราและสาลวันอันเป็น
ที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์ รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า เธอจงช่วยตั้งเตียงให้
เรา หันศีรษะไปทางทิศอุดรระหว่างไม้สาละทั้งคู่ เราเหนื่อยแล้วจักนอน.
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตั้งเตียงหันพระ-
เศียรไปทางทิศอุดรระหว่างไม้สาละทั้งคู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยา
โดยปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทด้วยพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะ.
ทรงปรารถสักการบูชา
[๑๒๙] สมัยนั้น ไม้สาละทั้งคู่เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล
ดอกไม้เหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา
พระตถาคต. แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอก
มณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา
พระตถาคต. แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงจากอากาศ จุณแห่ง
จันทน์เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคต เพื่อบูชา
พระตถาคต. ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า ก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาพระ-
ตถาคต. แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ ก็เป็นไปในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่าดูก่อนอานนท์
ไม้สาละทั้งคู่ เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระ-

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 307 (เล่ม 13)

สรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต. แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์
. . . แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์. . . แม้ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า. . . แม้
สังคีตอันเป็นทิพย์ ย่อมเป็นไปในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต ดูก่อนอานนท์
พระตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อมด้วยเครื่อง
สักการะประมาณเท่านี้หามิได้ ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกา
ก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ พระพฤติตามธรรมอยู่
ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เพราะเหตุ
นั้นแหละ อานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรม
สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่.
เรื่องอุปวาณเถระ
[๑๓๐] สมัยนั้น ท่านอุปวาณะยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคเจ้า
เฉพาะพระพักตร์. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่านพระอุปวาณะว่า
ดูก่อนภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา. ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริ
ว่า ท่านอุปวาณะรูปนี้เป็นอุปัฏฐากอยู่ใกล้ชิด พระผู้มีพระภาคเจ้ามาช้านาน
ก็แหละเมื่อเป็นเช่นนั้นในกาลครั้งสุดท้าย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่าน
อุปวาณะว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเราดังนี้ อะไรหนอ
เป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่านอุปวาณะว่า
ดูก่อนภิกษุ เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา. ท่านพระอานนท์ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านอุปวาณะรูปนี้ เป็นอุปัฏฐาก
อยู่ใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคเจ้ามาช้านาน. . .พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
อานนท์ เทวดาในหมื่นโลกธาตุมาประชุมกันโดยมากเพื่อจะเห็นตถาคต เมือง
กุสินาราสาลวันอันเป็นที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์เพียงเท่าใด โดยรอบถึง ๑๒

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 308 (เล่ม 13)

ตลอดที่เพียงเท่านี้ จะหาประเทศแม้มาตรว่าเป็นจรดลงแห่งปลายขนทรายอัน
เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ มิได้ถูกต้องแล้วมิได้มี พวกเทวดายกโทษอยู่ว่า เรามา
แต่ที่ไกลเพื่อจะเห็นพระตถาคต พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเสด็จ
อุบัติในโลก ในบางครั้งบางคราว ในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้แหละ พระ-
ตถาคตจักปรินิพพาน ภิกษุผู้มีศักดิ์ใหญ่รูปนี้ ยืนบังอยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้
มีพระภาคเจ้า เราไม่ได้เพื่อเห็นพระตถาคตในกาลเป็นครั้งสุดท้าย. ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ก็พวกเทวดา กระทำไว้ในใจเป็นอย่างไร อานนท์ มีเทวดา
บางพวกสำคัญอากาศว่าเป็นแผ่นดิน สยายผมประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่
ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา เหมือนเท้าขาดแล้ว รำพันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจัก
ปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตจักปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุ
ในโลกจักอันตรธานเสียเร็วนักดังนี้ เทวดาบางพวกสำคัญแผ่นดินว่าเป็นแผ่น-
ดิน. . . พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกจักอันตรธานเสียเร็วนักดังนี้ ส่วนเทวดา
ที่ปราศจากราคะแล้ว มีสติสัมปชัญญะ อดกลั้นโดยธรรมสังเวชว่า สังขารทั้ง
หลายไม่เที่ยง ข้อนั้น จะหาได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน.
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
[๑๓๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อน พวกภิกษุอยู่จำพรรษา
ในทิศทั้งหลายพากันมาเพื่อเห็นพระตถาคต พวกข้าพระองค์ ย่อมได้เห็น
ได้เข้าไปนั่งใกล้ ภิกษุผู้ให้เจริญใจเหล่านั้น พวกข้าพระองค์ โดยล่วงไปแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ได้เห็น จักไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุผู้ให้เจริญใจ.
ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของ
กุลบุตรผู้มีศรัทธา. สังเวชนียสถาน ๔ เป็นไฉน. สังเวชนียสถานเป็นที่ควร
เห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า พระตถาคตประสูติในที่นี่ ๑ สังเวชนีย-

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 309 (เล่ม 13)

สถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า พระตถาคตตรัสรู้อนุต-
ตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ ๑ สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มี
ศรัทธาด้วยระลึกว่า พระตถาคตยังธรรมจักรอันยวดยิ่งให้เป็นไปแล้วในที่นี้ ๑
สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า พระตถาคต
เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ ๑ อานนท์ สังเวชนียสถาน
๔ แห่งเหล่านั้นแล เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธาจักมาด้วยระลึกถึงว่า พระตถาคตประสูติในที่นี้
บ้าง พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้บ้าง พระตถาคตยัง
ธรรมจักรอันยวดยิ่งให้เป็นไปในที่นี้บ้าง พระตถาคตเสร็จปรินิพพานแล้วด้วย
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้บ้าง ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยัง
เจดีย์มีจิตเลื่อมใส จักกระทำกาละ ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
วิธีปฏิบัติในสตรี และพระพุทธสรีระ
[๑๓๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติในมาตุคาม
อย่างไร. ไม่ดู อานนท์. เมื่อมีการดูจะพึงปฏิบัติอย่างไร. ไม่พูดด้วยอานนท์.
เมื่อมีการพูดจะพึงปฏิบัติอย่างไร. พึงตั้งสติไว้ อานนท์.
[๑๓๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติในพระสรีระ
ของพระตถาคตอย่างไร. อานนท์พวกเธออย่าขวนขวายเพื่อบูชาสรีระของพระ-
ตถาคตเลย พวกเธอจงสืบต่อในประโยชน์ตน ประกอบตามในประโยชน์ตน
ไม่ประมาทในประโยชน์ตน มีตนส่งไปแล้วอยู่เถิด อานนท์ กษัตริย์ผู้เป็น
บัณฑิตบ้าง พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิตบ้าง เลื่อมใส
ในพระตถาคตมีอยู่ เขาเหล่านั้น จักกระทำการบูชาสรีระของพระตถาคตเอง.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 310 (เล่ม 13)

ก็ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตอย่างไร.
พึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระ-
เจ้าจักรพรรดิ. เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นอย่างไร.
อานนท์ เขาห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ ครั้นห่อแล้วซับด้วย
สำลี ครั้นซับด้วยสำลีแล้ว ห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อพระสรีระของ
พระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ เชิญลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบ
ด้วยรางเหล็กอื่น กระทำจิตกาธานด้วยของหอมทุกชนิด ถวายพระเพลิงพระ-
สรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างพระสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ในทางใหญ่
๔ แพร่ง อานนท์ เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิอย่างนี้แล้ว พึง
ปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตเหมือนเขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้า
จักรพรรดิฉะนั้น พึงสร้างพระสถูปของพระตถาคตไว้ในทางใหญ่ ๔ แพร่ง
ชนเหล่าใด จักยกขึ้นซึ่งมาลัยของหอมหรือจุณ จักอภิวาท หรือยังจิตให้เลื่อม
ใสในพระสถูปนั้น ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชนเหล่านั้น
ตลอดกาลนาน.
ถูปารหบุคคล ๔
[๑๓๔] ดูก่อนอานนท์ ถูปารหบุคคล ๔ เหล่านี้. ถูปารหบุคคล ๔
เป็นไฉน. คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ๑
สาวกของพระตถาคต ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑.
ดูก่อนอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร พระตถาคตอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นถูปารหบุคคล. ชนเป็นอันมาก ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส
ว่า นี้เป็นพระสถูปของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ชนเหล่า
นั้น ยังจิตให้เลื่อมใสพระสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อม

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 311 (เล่ม 13)

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล พระตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นถูปารหบุคคล.
ดูก่อนอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร ๆ พระปัจเจกสัม-
พุทธเจ้า จึงเป็นถูปารหบุคคล ชนเป็นอันมาก ยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี้เป็น
สถูปของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชนเหล่านั้นยังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อานนท์ เพราะ
อาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล พระปัจเจกสัมพุทธาเจ้าจึงเป็นถูปารหบุคคล.
ดูก่อนอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สาวกของพระ-
ตถาคตจึงเป็นถูปารหบุคคล. ชนเป็นอันมาก ยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี้เป็นสถูป
สาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ชนเหล่านั้น
ยังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายตาย ย่อมเข้าถึง
สุคติโลกสวรรค์ อานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สาวกของพระ-
ตถาคตจึงเป็นถูปารหบุคคล.
ดูก่อนอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร พระเจ้าจักรพรรดิ
จึงเป็นถูปารหบุคคล. ชนเป็นอันมาก ยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี้เป็นพระสถูป
ของพระธรรมราชา ผู้ทรงธรรมพระองค์นั้น ชนเหล่านั้น ยังจิตให้เลื่อมใส
ในพระสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
อานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล พระเจ้าจักรพรรดิจึงเป็นถูปารห-
บุคคล อานนท์ ถูปารหบุคคล ๔ เหล่านี้แล.
ประทานโอวาทแก่พระอานนท์
[๑๓๕] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปสู่วิหาร ยืนเหนี่ยวสลักเพชร
ร้องไห้อยู่ว่า เรายังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำอยู่ แต่พระศาสดาของเรา

311