ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 282 (เล่ม 13)

ยังมีอีกข้อหนึ่ง เมื่อใด ตถาคตย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส
นิพพานธาตุ เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ ย่อมไหว สะเทือน กำเริบ หวั่นไหว
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ข้อที่แปด ทำให้แผ่นดินใหญ่ไหวได้.
บริษัท ๘
[๙๙] ดูก่อนอานนท์ บริษัท ๘ เหล่านี้เป็นไฉน. คือ ขัตติยบริษัท
พราหมณบริษัท คหปติบริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงส์
บริษัท มารบริษัท พรหมบริษัท. เรายังจำได้ว่า เราเข้าไปหาขัตติยบริษัทหลาย
ร้อยครั้ง ณ ที่ขัตติยบริษัทนั้น เราเคยนั่งร่วม เคยปราศรัย เคยสนทนา. วรรณะ
ของพวกนั้นเป็นเช่นใด ของเราเป็นเช่นนั้น เสียงของพวกนั้นเป็นเช่นใด
ของเราเป็นเช่นนั้น. เราให้พวกนั้นเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง
ด้วยธรรมีกถา พวกนั้นไม่รู้จักเราผู้พูดว่า ผู้นี้ใครหนอพูดอยู่จะเป็นเทวดา
หรือมนุษย์. ครั้นเราให้พวกนั้นเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง
แล้วก็หายไป พวกนั้นไม่รู้จักเราหายไปแล้วว่า นี้ใครหนอหายไปแล้วจะเป็น
เทวดาหรือมนุษย์ดังนี้.
ดูก่อนอานนท์ เรายังจำได้ว่า เราเข้าไปหาพราหมณบริษัทหลายร้อย
ครั้ง. . .คหบดีบริษัท. . . สมณบริษัท. . . จาตุมมหาราชิกบริษัท. . . ดาวดึงส์
บริษัท. . . มารบริษัท . . . พรหมบริษัทหลายร้อยครั้ง. แม้ในบริษัทนั้นเรา
ก็เคยฟังร่วม เคยปราศรัย เคยสนทนา. วรรณะของพวกเขาเป็นเช่นใด ของ
เราก็เป็นเช่นนั้น . . . ผู้นี้ใครหนอแล หายไปแล้วจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ดังนี้
อานนท์ บริษัท ๘ เหล่านี้แล.

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 283 (เล่ม 13)

อภิภายตนะ ๘ อย่าง
[๑๐๐] ดูก่อนอานนท์ อภิภายตนะ ๘ อย่างเหล่านี้แล เป็นไฉน. คือ
ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็กมีผิวพรรณดี และมีผิว
พรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น นี้
เป็นอภิภายตนะข้อที่หนึ่ง. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายในเห็นรูปภายนอกใหญ่
มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างนี้ว่า
เรารู้เราเห็น นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สอง. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน
เห็นรูปภายนอกเล็กมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นมี
ความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สาม. ผู้หนึ่งมีความ
สำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกใหญ่มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม
ครอบงำรูปเหล่านั้น มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่
สี่.ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายในเห็นรูปภายนอกเขียว สีเขียว แสงเขียว รัศมี
เขียว ดอกผักตบเขียว สีเขียว แสงเขียว มีรัศมีเขียว หรือผ้าที่ทำในกรุงพาราณสี
มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้างเขียว สีเขียว แสงเขียว รัศมีเขียวแม้ฉันใด ผู้หนึ่ง
มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก เขียว สีเขียว แสงเขียว รัศมี
เขียว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้น มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เรา
เห็น นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ห้า. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูป
ภายนอกเหลือง สีเหลือง แสงเหลือง มีรัศมีเหลือง ดอกกรรณิการ์เหลือง
สีเหลือง แสงเหลือง มีรัศมีเหลือง หรือว่าผ้าทำในกรุงพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยง
ทั้งสองข้างเหลือง สีเหลือง แสงเหลือง มีรัศมีเหลือง แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมี
ความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเหลือง สีเหลือง แสงเหลือง มีรัศมี
เหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้น มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้
เราเห็น นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่หก. ผู้หนึ่งมีความสำคัญ ในอรูปภายใน เห็นรูป

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 284 (เล่ม 13)

ภายนอกแดง สีแดง แสงแดง มีรัศมีแดง ดอกชะบาแดง สีแดง แสงแดง
มีรัศมีแดง หรือว่าผ้าทำในกรุงพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้างแดง สีแดง
แสงแดง มีรัศมีแดง แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูป
ภายนอกแดง สีแดง แสงแดง มีรัศมีแดง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูป
เหล่านั้น มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่เจ็ด.
ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกขาว สีขาว แสงขาว มีรัศมี
ขาว ดาวประกายพรึกขาว สีขาว แสงขาว มีรัศมีขาว หรือว่าผ้าทำในกรุง
พาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้างขาว สีขาว แสงขาว มีรัศมีขาว แม้ฉันใด
ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกขาว สีขาว แสงขาว มี
รัศมีขาว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้น มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรา
รู้เราเห็น นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่แปด. อานนท์ อภิภายตนะ ๘ อย่างเหล่านี้แล.
วิโมกข์ ๘ อย่าง
[๑๐๑] ดูก่อนอานนท์ วิโมกข์ ๘ อย่างเหล่านี้เป็นไฉน. คือภิกษุ
มีรูป ย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หนึ่ง. ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน
ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สอง. ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม นี้เป็น
วิโมกข์ข้อที่สาม. เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ดังปฏิฆสัญญา ไม่
กระทำนานัตตสัญญาไว้ในใจ ภิกษุเข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่าอากาศ ไม่มีที่
สุดอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สี่. ล่วงอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะว่า วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ห้า. ล่วง
วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะว่า ไม่มีอะไร
อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หก. ล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่เจ็ด. ล่วงเนวสัญญานาสัญญา-

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 285 (เล่ม 13)

ยตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่
แปด. อานนท์ วิโมกข์ ๘ อย่างเหล่านี้แล.
เรื่องมาร
[๑๐๒] ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราแรกตรัสรู้ พักอยู่ที่ต้นไม้
อชปาลนิโครธ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ. ครั้งนั้น มารผู้มีบาป
ได้เข้าไปหาเรา ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. มารผู้มีบาปได้กล่าวกะเราว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน ขอพระสุคตจง
ปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ
มารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวกะมารผู้มีบาปนั้นว่า มารผู้มีบาป ภิกษุผู้
เป็นสาวกของเรา จักเป็นผู้ฉลาดได้รับแนะนำ แกล้วกล้า พหูสูต ทรงธรรม
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับ
อาจารย์ของตนแล้ว จักบอก แสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น
ได้แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรับปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรม
ยังไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น. ภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา
. . . อุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา . . . อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของเรา . . . จักยังไม่
ฉลาด . . .เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น.
มารผู้มีบาป พรหมจรรย์นี้ของเรา จักยังไม่บริบรูณ์กว้างขวางแพร่
หลายรู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่นตราบเท่าที่พวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดี
แล้วเพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น.
พุทธบริษัท ๔
อานนท์ วันนี้เดี๋ยวนี้แล มารผู้มีบาปเข้าไปหาเราที่ปาวาลเจดีย์ ได้
ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 286 (เล่ม 13)

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด
บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
มารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา. . . ภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา . . . อุบาสก
ผู้เป็นสาวกของเรา . . . อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของเรา . . . จักยังไม่ฉลาด . . .
...พรหมจรรย์ของเรานี้ จักไม่บริบรูณ์ กว้างขวางแพร่หลาย รู้กันมากเป็น
ปึกแผ่ตราบเท่าที่พวกเทวดาเละมนุษย์ประกาศได้ดีแล้วยังไม่ได้เพียงใด เรา
จักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ในกาลบัดนี้ พรหมจรรย์
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าสมบูรณ์แล้ว กว้างขวางแพร่หลายรู้กันโดยมาก เป็น
ปึกแผ่นตราบเท่าที่พวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจะปรินิพพาน ขอพระสุคตจงปรินิพพานในกาล
บัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เมื่อมารกล่าว
อย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวกะมารผู้มีบาปนั้นว่า มารผู้มีบาป ท่านจงมีความขวน
ขวายน้อยเถิด ไม่นานตถาคตจักปรินิพพาน จากนี้ล่วงไปสามเดือน ตถาคต
จักปรินิพพาน อานนท์ ในวันนี้เดี๋ยวนี้แล ตถาคตมีสติสัมปชัญญะปลงอายุ
สังขารที่ปาวาลเจดีย์.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรง
ดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อประโยชน์แก่ชน
เป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประ-
โยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและนนุษย์. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า อย่าเลย อานนท์ อย่าวิงวอนตถาคตเลย บัดนี้ไม่ใช่เวลาที่จะวิงวอน
ตถาคต. แม้ครั้งที่สอง. . . แม้ครั้งที่สาม. . . ท่านพระอานนท์ยังกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป. . .เพื่อ

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 287 (เล่ม 13)

ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์. อานนท์ เธอเชื่อความตรัสรู้ของตถาคตหรือ.
ข้าพระองค์เชื่อ. เมื่อเชื่อ ไฉนจึงได้รบเร้าตถาคตถึงสามครั้งเล่า.
ข้าพระองค์ได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
อานนท์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจ
ยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นแล้วอบรมปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้น เมื่อจำนงอยู่
จะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป. อานนท์ อิทธิบาท ๔ ตถาคต
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นแล้ว
อบรมแล้ว ปรารภดีแล้ว อานนท์ ตถาคตเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงอยู่ได้ตลอด
กัป หรือเกินกว่ากัป. อานนท์ เธอเชื่อหรือ. ข้าพระองค์เชื่อ.
อานนท์ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของ
เธอผู้เดียว เพราะเมื่อตถาคตทำนิมิตอันหยาบ ทำโอภาสอันหยาบอย่างนี้ เธอ
ไม่สามารถรู้เท่าทันได้ จึงมิได้วิงวอนตถาคตว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรง
ดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อประโยชน์ เพื่อ
ความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่
เทวดาและมนุษย์. ถ้าเธอวิงวอนตถาคต ตถาคตจะพึงห้ามวาจาเธอสองครั้ง
เท่านั้น ครั้งที่สามตถาคตพึงรับ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้เป็น
การทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.
อิทธิบาทภาวนา
[๑๐๓] ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราช-
คฤห์. แม้ที่นั้นเราเรียกเธอมาบอกว่า อานนท์ กรุงราชคฤห์น่ารื่นรมย์ ภูเขา
คิชฌกูฏน่ารื่นรมย์. . .เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดี
เป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 288 (เล่ม 13)

[๑๐๔] อานนท์ เราอยู่ที่โคตมนิโครธ ในกรุงราชคฤห์นั้น. . .เรา
อยู่ที่เหวเป็นที่ทิ้งโจร . . . เราอยู่ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต
. . .เราอยู่ที่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ. . . เราอยู่ที่เงื้อมชื่อสัปปโสณฑิก ณ
สีตวัน . . . เราอยู่ที่ตโปทาราม . . . เราอยู่ที่เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน. . . เรา
อยู่ที่ชีวกัมพวัน. . . เราอยู่ที่มัททกุจฉิมฤคทายวัน ในกรุงราชคฤห์นั้น. ณ
ที่นั้นเราเรียกเธอมาบอกว่า อานนท์ กรุงราชคฤห์ น่ารื่นรมย์ ภูเขาคิมฌกูฏ
โคตมนิโครธ เหวที่ทิ้งโจร ถ้าสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต กาฬ-
สิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ เงื้อมชื่อว่าสัปปโสณฑิกสีตวัน ตโปทาราม เวฬุวัน
กลันทกนิวาปสถาน ชีวกัมพวัน มัททกุจฉิมฤคทายวัน ต่างน่ารื่นรมย์ อิทธิ
บาท ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว . . . เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้เป็น
การทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.
[๑๐๕] ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่อุเทนเจดีย์ ในกรุงเวสาลีนี้
ณ ที่นั้นเราเรียกเธอมาบอกว่า กรุงเวสาลีน่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์น่ารื่นรมย์
. . .อานนท์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว. . . เพราะเหตุนั้นแหละ
อานนท์ เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.
สังเวชนียกถา
[๑๐๖] ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง. เราอยู่ที่โคตมกเจดีย์ในกรุงเวสาลี
นี้. . . เราอยู่ที่สัตตัมพเจดีย์. . . เราอยู่ที่พหุปุตตเจดีย์. . . เราอยู่ที่สารันทท-
เจดีย์ ในกรุงเวสาลีนี้. ในวันนี้เอง เราบอกเธอที่ปาวาลเจดีย์ว่า กรุงเวสาลี
น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ โคตมกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ พหูปุตตเจดีย์ สารันทท
เจดีย์ ปาวาลเจดีย์ ต่างน่ารื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นแล้ว อบรมแล้ว

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 289 (เล่ม 13)

ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงอยู่ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป.
อิทธิบาท ๔ ตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง
ให้ตั้งมั่นแล้ว อบรมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อหวังอยู่ พึงดำรงอยู่
ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป อานนท์ ตถาคตทำนิมิตอันหยาบ ทำโอภาสอัน
หยาบ แม้อย่างนี้แล เธอไม่สามารถรู้เท่าทันได้ จึงมิได้วิงวอนตถาคตว่า
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่
ตลอดกัปเถิด เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเทวดาและมนุษย์. อานนท์ ถ้าเธอพึง
วิงวอนตถาคต ตถาคตจะพึงห้ามวาจาเธอเสียสองครั้งเท่านั้น ครั้งที่สามตถาคต
พึงรับ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เรื่องนี้เป็นการทำไม่ดีเป็นความผิดพลาด
ของเธอผู้เดียว.
เราได้บอกก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่าง ๆ กัน ความพลัด
พราก ความเป็นอย่างอื่น จากสิ่งและบุคคลเป็นที่รักและที่ชอบใจทั้งหมดนั้นแล
มีอยู่ เพราะฉะนั้น จะหาได้ในสิ่งและบุคคลนั้นแต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วเป็นแล้ว
ปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา ความปรารถนาว่าขอสิ่งนั้นอย่าทำลาย
ไปเลย นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ก็สิ่งใดที่ตถาคตสละแล้วคายแล้ว พ้นแล้ว
ละแล้ว วางแล้ว อายุสังขารตถาคตปลงแล้ว วาจาที่ตถาคตกล่าวไว้แล้วโดย
ส่วนเดียวว่า ไม่ช้าตถาคตจักปรินิพพาน จากนี้ล่วงไปสามเดือน ตถาคตจัก
ปรินิพพาน ตถาคตจักกลับคืนสิ่งนั้น เพราะเหตุชีวิตอีก นั้นไม่เป็นฐานะที่จะ
มีได้. มาเถิด อานนท์ เราจักเข้าไปยังกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน. ท่านพระอานนท์
ทูลรับ พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมกับท่านพระอานนท์ เข้าไปยังกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ครั้นแล้วตรัส
กะท่านพระอานนท์ว่า ไปเถิด อานนท์ เธอจงให้พวกภิกษุที่อาศัยกรุงเวสาลีอยู่

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 290 (เล่ม 13)

ทั้งหมดประชุมกันที่อุปัฏฐานศาลา. ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงให้ภิกษุที่อาศัยกรุงเวสาลีอยู่ทั้งหมดประชุมกันแล้วที่
อุปัฏฐานศาลาแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมยืน ณ ที่สมควร
ส่วนข้างหนึ่ง. ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อม
กันแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด.
อภิญญาเทสิตธรรกถา
[๑๐๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปยังอุปัฏฐานศาลา
ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดถวาย. ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้วเพื่อความรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านั้นพวกเธอเรียนแล้ว
พึงส้องเสพ พึงเจริญ พึงกระทำให้มากด้วยดี โดยที่พรหมจรรย์นี้ พึงยั่งยืน
พึงดำรงอยู่ได้นาน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุ
เคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลายธรรม ที่เราแสดงแล้วเพื่อความรู้ยิ่งเป็นไฉน. . . คือ สติปัฏฐาน
๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพซฌงค์ ๗ อริยมรรค
มีองค์ ๘. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ที่เราแสดงแล้วเพื่อความรู้ยิ่งแก่
พวกเธอ. . . ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้ง
หลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา ขอ
ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด. ไม่ช้าตถาคตจักปรินิพพาน
จากนี้ล่วงไปสามเดือนตถาคตจักปรินิพพาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าสุคตศาสดา
ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
[๑๐๘] คนเหล่าใด ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้ง
บัณฑิต ทั้งมั่งมีทั้งขัดสน ล้วนมีความ

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 291 (เล่ม 13)

ตายเป็นเบื้องหน้า. ภาชนะดิน ที่ช่าง
หม้อทำ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ
ทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุดฉันใด ชีวิต
ของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น.
พระศาสดาได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเรา
เป็นของน้อย เราจักละพวกเธอไป เรา
ทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไม่
ประมาทมีสติ มีศีลด้วยดีเถิด จงเป็นผู้มี
ความดำริตั้งมั่นด้วยดี จงตามรักษาจิต
ของตนเถิด.
ผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ในธรรม
วินัยนี้ ผู้นั้นจักละชาติสงสาร แล้วการทำ
ที่สุดทุกข์ได้.
จบตติยภาณวาร
จตุราริยธรรมกถา
[๑๐๙] ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือ
บาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังกรุงเวสาลีเพื่อบิณฑบาต เสด็จเที่ยวบิณฑบาต
ในกรุงเวสาลี ภายหลังภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาต ทอดพระเนตรกรุงเวสาลี
เป็นนาคาวโลกแล้ว ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ การเห็นกรุงเวสาลี
ของตถาคตครั้งนี้ จักเป็นครั้งสุดท้าย มากันเถิด อานนท์ เราจักไปยังบ้านภัณฑ-

291