พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 401 (เล่ม 85)

นอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปากปัจจัย
มี ๓ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ.
อนุโลมปัจจนียนัย จบ
การนับวาระในปัจจนียนุโลมแห่งสัมปยุตตวาระ
[๔๘๓] เพราะนเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๒ วาระ... ใน
อนันตรปัจจัย มี ๒ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๒ วาระ ในสหชาต-
ปัจจัย มี ๒ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๒ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี
๒ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ
ในอาเสวนปัจจัย มี ๒ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ในวิปากปัจจัย
มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๒ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๒ วาระ
ในฌานปัจจัย มี ๑ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย
มี ๒ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๒ วาระ
ในนัตถิปัจจัย มี ๒ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ ในอวิคตปัจจัย
มี ๒ วาระ.
ปัจจนียานุโลมนัย จบ
สัมปยุตตวาระ จบ
ข้อความในสัมปยุตตวาระ เหมือนข้อความในสังสัฏฐาวาระ.
ข้อความในสังสัฏฐวาระ เหมือนข้อความในสัมปยุตตวาระ.

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 402 (เล่ม 85)

อรรถกถาสัมปยุตตวาระ
พึงทราบวินิจฉัยใน สัมปยุตตวาระ ต่อไป:-
คำว่า กุสลํ ธมฺม สมฺปยุตฺโต ประกอบกับกุศลธรรม ความว่า
ทำกุศลธรรมให้เป็นสัมปยุตตปัจจัย. คำที่เหลือในวรรณนานี้ พึงทราบ
ตามนัยที่กล่าวไว้ในสังสัฏฐวาระ. ส่วนในที่สุดของสัมปยุตตวาระนี้ คำว่า
อรรถว่า สังสัฏฐะ เจือ มีความหมายเท่ากับ สัมปยุตตะ ประกอบ
อรรถว่า สัมปยุตตะ ประกอบ มีความหมายเท่ากับ สังสัฏฐะ เจือ ดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงความไม่ต่างกัน โดยใจความแห่งวาระ
ทั้งสองนี้. จริงอยู่ เมื่อว่าโดยใจความ วาระทั้งสองนี้ ไม่มีข้อแตกต่าง
กัน เหมือน ปฏิจจะ ศัพท์ กับ สหชาตะ และ ปัจจยะ กับ นิสสยะ
ศัพท์ฉะนั้น ถึงอย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพื่อกำหนดความของ
กันและกัน. จริงอยู่ ในคำมีอาทิว่า ม้าทั้งหลายอันเขาเอาเข้าคู่กันเทียมเข้า
ด้วยกัน ดังนี้. แม้สิ่งที่ไม่ได้ประกอบกัน ท่านก็เรียกว่า สังสัฏฐะได้.
ในคำว่า วิมังสานั้นใด สหรคตแล้วด้วยโกสัชชะ สัมปยุตแล้วด้วย
โกสัชชะ ดังนี้เป็นต้น. แม้สิ่งที่ระคนปนกันก็มาเป็นสัมปยุตได้.
วาระทั้งสองนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อให้เน้นหนักถึงภาวะที่สัมป-
ยุตตปัจจัย ซึ่งมีลักษณะเกิดในคราวเดียวกันเป็นต้น เป็นสังสัฏฐวาระ
และเพื่อให้เน้นหนักถึงสังสัฏฐธรรม ซึ่งมีการเกิดในคราวเดียวกันเป็นต้น
เป็นลักษณะ เป็นสัมปยุตตปัจจัย โดยสัมปยุตตวาระ. อีกอย่างหนึ่ง

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 403 (เล่ม 85)

วาระทั้งสองนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยเป็น
เทศนาวิลาสะ ตามอำนาจอัธยาศัยของเหล่าสัตว์ผู้จะตรัสรู้โดยประการนั้น
และด้วยอำนาจพระปรีชาอันแตกฉานในนิรุตติปฏิสัมภิทา.
อรรถกถาสัมปยุตตวาระ จบ

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 404 (เล่ม 85)

๗. ปัญหาวาระ
อนุโลมนัย
๑. เหตุปัจจัย
[๔๘๔] ๑. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของ
เหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย
ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.
๒. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป ด้วย
อำนาของเหตุปัจจัย.
๓. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมและอัพยากตธรรม
ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต-
สมุฏฐานรูป ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.
[๔๘๕] อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจของ
เหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย
ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 405 (เล่ม 85)

๕. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป ด้วย
อำนาจชองเหตุปัจจัย.
๖. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมและอัพยากต-
ธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ
จิตตสมุฏฐานรูป ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.
[๔๘๖] ๗. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วย
อำนาจของเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา เป็น
ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย
ในปฏิสนธิขณะ เหตุทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบาก เป็นปัจจัยแก่
สัมปยุตตขันธ์ และกฏัตตารูป ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.
อรรถกถาปัญหาวารวิภังค์
ก็ในวาระ ๖ เหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบปกิณกะดังนี้ว่า ปัจจัยบาง
อย่างไม่ตั้งอยู่โดยเป็นอนุโลมเลย ตั้งอยู่โดยเป็นปัจจนิกเท่านั้นก็มี, บาง
อย่างไม่ทั้งอยู่โดยเป็นปัจจนิกเลย ตั้งอยู่โดยเป็นอนุโลมเท่านั้นก็มี, บาง

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 406 (เล่ม 85)

อย่างตั้งอยู่ทั้งโดยเป็นอนุโลมและเป็นปัจจนิกไม่แน่นอนทั้งสองฝ่าย. ก็ใน
บรรดาปกิณกะเหล่านั้น ปัญหาที่ ๑ พึงทราบด้วยอำนาจปัจฉาชาตปัจจัย
ปัญหาที่ ๒ พึงทราบด้วยอำนาจจตุกกะปัฏฐาน ปัญหาที่ ๓ พึงทราบ
ด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือที่เหมาะสมกัน.
อรรถกถาเหตุปัจจัย
พึงทราบวินิจฉัยใน ปัญหาวาระ ต่อไป. คำว่า กุศลธรรมเป็น
ปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย ดังนี้เป็นต้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ เพื่อแสดงวิสัชนาปุจฉาที่พึงยกขึ้นในกุศลติกะ ด้วย
อำนาจปัจจัยที่ได้มีอยู่ มีอาทิว่า "กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัยพึงมีหรือ" ดังนี้ อันธรรมดากุศลธรรมนี้
เมื่อเกิดขึ้นเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ๒๒ ที่เหลือ เว้นปัจฉาชาตปัจจัย
และวิปากปัจจัย. กุศลธรรมเมื่อจะเป็นปัจจัยแก่กุศล ก็ย่อมเป็นปัจจัยโดย
ปัจจัย ๒๐ ที่เหลือเว้นปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย วิปากปัจจัย และ
วิปปยุตตปัจจัย เพราะฉะนั้น กุศลธรรมย่อมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมด้วย
ปัจจัยเหล่าใด เพื่อจะแสดงปัจจัยเหล่านั้นตามลำดับ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงเริ่มคำว่า เหตุปจฺจเยน เป็นต้น.
พึงทราบอธิบายในคำนั้นต่อไป เทศนานี้อันใดที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าไม่ตรัสว่า เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต เหมือนใน
ปัจจยวิภังควาระ (แต่) ตรัสว่าเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สัมปยุตตดังนี้
ในการที่พระพุทธองค์ตรัสเทศนาอย่างนั้น มีประโยชน์ในการที่ทรงกระทำ
อย่างนั้น. จริงอยู่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ธมฺมานํ ดังนี้ เพื่อจะแสดง

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 407 (เล่ม 85)

อรรถว่า ว่างเปล่าในปัจจยวิภังควาระนั้น ธรรมทั้งหลายเมื่อจะเกิดแต่ปัจจัย
ย่อมเกิดโดยเป็นกองธรรม หาเกิดขึ้นโดยเป็นสภาพโดดเดี่ยวไม่ เพราะ-
ฉะนั้น เพื่อแสดงอรรถว่า เป็นกองในปัญหาวารวิภังค์นี้ พระองค์จึงตรัสว่า
ขนฺธานํ. อีกประการหนึ่ง การแสดงปัจจยุบบัน พระองค์ทรงยกขึ้นแล้ว
ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ในปฏิจจวาระเป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงทรงยกขึ้นแสดง
แม้ในปัญหาวารวิภังค์นี้อีก โดยลำดับนั้นทีเดียว. ถามว่า ก็เพราะเหตุไรใน
วาระเหล่านี้ จึงทรงยกขึ้นเพื่อแสดงอย่างนั้น. แก้ว่า เพื่อแสดงการจำแนก
โดยไม่ปะปนกัน จริงอยู่ เมื่อพระองค์ตรัสโดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมที่เหลือ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมอันหนึ่ง ดังนี้ ผู้ศึกษาก็ไม่สามารถจะทราบปัจจัย
และปัจจยุบบันโดยไม่ปะปนกันได้ว่า ธรรมโน้นเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรม
ชื่อโน้น เมื่อเป็นอย่างนั้น อุทเทสกับนิทเทสก็จะไม่มีข้อแปลกกัน เพราะ-
ฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่า พระพุทธองค์ทรงแยกเทศนาขึ้นอย่างนี้ ก็เพื่อ
แสดงวิภาคโดยไม่ปะปนกัน.
คำว่า จิตฺตสมุฏฺฐานํ นี้ ตรัสเพื่อแสดงกุศลว่าเป็นปัจจัยแก่
อัพยากตะโดยเหตุปัจจัย. แต่ในปัจจัยวิภังค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรง
ทำวิภาคด้วยอำนาจกุศลเป็นต้น ไม่ตรัสว่ามีจิตเป็นสมุฏฐาน แต่ตรัสว่ามี
เหตุนั้น เป็นสมุฏฐาน เพื่อแสดงรูปที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งเหตุทั้งหมด
โดยสามัญ เพราะฉะนั้น รูปที่มีอัพยากตเหตุเป็นสมุฏฐาน ในปัจจัย-
วิภังค์นั้นจึงรวมไปถึงกัมมชรูปในปฏิสนธิด้วย. ผู้ศึกษาพึงทราบใจความ
ในวิสัชนาที่เหลือซึ่งเป็นแบบเดียวกันนี้.
อรรถกถาเหตุปัจจัย จบ

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 408 (เล่ม 85)

๒. อารัมมณปัจจัย
[๔๘๗] ๑. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอารัมมณปัจจัย
คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล การทำอุโบสถกรรม แล้ว
พิจารณา ทาน, ศีล, อุโบสถกรรมนั้น.
๒. บุคคลพิจารณากุศลทั้งหลาย ที่สั่งสมไว้ดีแล้วในกาลก่อน.
๓. บุคคลออกจากฌาน แล้วพิจารณาฌาน.
๔. พระเสขบุคคล พิจารณาโคตรภู พิจารณาโวทาน.
๕. พระเสขบุคคล ออกจากมรรค พิจารณามรรค.
๖. พระเสขบุคคล หรือปุถุชนก็ตาม พิจารณาเห็นแจ้งซึ่ง
กุศล โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
๗. บุคคลรู้จิตของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยกุศลจิต ด้วย
เจโตปริยญาณ.
๘. อากาสาณัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตน-
กุศล ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
๙. อากาสณัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญาย-
ตนกุศล ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
๑๐. กุศลขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริย-
ญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ และอนาคตังสญาณ
ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 409 (เล่ม 85)

[๔๘๘] ๒. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอารัมมณปัจจัย
คือ ๑. บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม แล้ว
ยินดีเพลิดเพลินซึ่งกุศลนั้น เพราะปรารภกุศลนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา
อุทธัจจะ และโทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
๒. บุคคลยินดีเพลิดเพลิน ซึ่งกุศลทั้งหลายที่ตนสั่งสมไว้แล้ว
ในกาลก่อน เพราะปรารภกุศลนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ
และโทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
๓. บุคคลออกจากฌานแล้ว ยินดีเพลิดเพลินซึ่งฌาน เพราะ
ปรารภฌานนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ ย่อเกิดขึ้น, สำหรับ
ท่านผู้มีวิปฏิสาร เมื่อฌานเสื่อมแล้ว โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
[๔๘๙] ๓. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของอารัมมณปัจจัย
คือ ๑. พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค, พิจารณา
ถึงกรรมที่สั่งสมไว้ดีแล้วในกาลก่อน, พิจารณาเห็นแจ้งซึ่งกุศล โดยความ
เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, รู้ซึ่งจิตของท่านผู้มีความพร้อม
เพรียงด้วยกุศลจิต ด้วยเจโตปริยญาณ.
๒. พระเสขบุคคล หรือปุถุชนก็ตาม พิจารณาเห็นแจ้งซึ่ง
กุศล โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อกุศลดับไป
แล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น.

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 410 (เล่ม 85)

๓. บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งกุศล เพราะปรารภกุศลนั้น ราคะ
ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ และโทมนัส ย่อมเกิดขึ้น เมื่ออกุศลดับไปแล้ว
ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น.
๔. อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตน-
วิบาก และกิริยา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
๕. อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญาย-
ตนวิบาก และกิริยา ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
๖. ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนะ
ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
[๔๙๐] ๔. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอารัมมณปัจจัย
คือ ๑. บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งราคะ เพราะปรารภราคะนั้น
ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ และโทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
๒. บุคคลยินดีเพลิดเพลินซึ่งทิฏฐิ เพราะปรารภทิฏฐินั้น
ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ และโทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
๓. เพราะปรารภวิจิกิจฉา วิจิกิจฉา ทิฏฐิ อุทธัจจะ และ
โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
๔. เพราะปรารภอุทธัจจะ อุทธัจจะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ
โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.

410