พยากตํ กิริยาพฺยากตํ จะเอาอเหตุกจิตเข้ามาร่วมด้วยไม่ได้ เพราะไม่มี
เหตุปัจจัย และไม่หมายถึงอรูปวิบากด้วย เพราะไม่เกิดพร้อมกับรูป
บทว่า ปฏิสนฺธิกฺขเณ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า อัพยากตธรรม
คือกัมมชรูป อาศัยอัพยากตธรรมเกิดขึ้น, บทว่า วิปากาพฺยากตํ ท่าน
กล่าวด้วยอำนาจ อัพยากตธรรม ที่มีอยู่ในขณะนั้น. คำว่า ขนฺเธ ปฏิจฺจ
วตฺถุํ นี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า แม้เมื่อวัตถุรูป (หทัยวัตถุ) อันท่าน
ถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่า กฏัตตารูป ก็ยังต้องอาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิด คำว่า
วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า ขันธ์ทั้งหลายอาศัยวัตถุเกิด
คำว่า เอกํ มหาภูตํ เป็นต้น ก็ในกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า อัพยากตธรรม
คือรูปอาศัยอัพยากตธรรมฝ่ายรูปเกิด ก็ในคำเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบ
อรรถโยชนา (การอธิบายความ) ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในคำว่า เอกํ
ขนฺธํ เป็นต้น.
ในอัพยากตธรรมฝ่ายรูป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึง มหาภูตรูป
อาศัยมหาภูตรูปเกิด อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงอุปาทารูป อาศัย
มหาภูตรูปเกิด จึงตรัสคำว่า มหาภูเต ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฺฐานํ เป็นต้น
มีคำถามว่า เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ควรจะเรียกเสียอย่างนี้ว่า อุปาทารูป แต่
เรียกสองอย่างให้ต่างกันทำไม ? แก้ว่า เพื่อแสดงถึงรูปอาศัยมหาภูตรูป
เกิด คำว่า มหาภูตํ อุปาทารูปํ นี้บัณฑิตพึงทราบว่า พระองค์ตรัสไว้เพื่อ
แสดงว่า รูปใดที่แสดงไว้ในหนหลังว่า เกิดจากจิตและเกิดจากกรรม รูป
นั้นไม่ได้อาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดอย่างเดียว หากแต่อาศัยมหาภูตรูปเกิดด้วย.
บรรดารูปทั้งสองนั้น รูปที่จิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดในปวัตติกาลเท่านั้น
รูปเกิดจากกรรมย่อมเกิดแม้ขณะปฏิสนธิกาลด้วย. บทว่า อุปาหารูปํ เป็น