พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 181 (เล่ม 85)

ขันธ์ ๓ เกิดขึ้น, ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐาน อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น
ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย, จิตตสมุฏฐาน-
รูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย.
ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็น
อัพยากตวิบากเกิดขึ้น, ขันธ์ ๑ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น,
ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น, ขันธ์ทั้งหลายอาศัย
หทยวัตถุเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย, กฏัตตารูปอาศัยขันธ์ทั้งหลาย
เกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย หทยวัตถุอาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น, ขันธ์
ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย, หทยวัตถุอาศัยขันธ์
ทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะวิปปยุตตปัจจัย.
มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น, มหาภูตรูป ๑ อาศัยมหาภูต-
รูป ๓ เกิดขึ้น, มหาภูตรูป อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐาน-
รูปที่เป็นอุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลายเกิดขึ้น, จิตตสมุฏฐานรูป
กฏัตตารูปที่เป็นอุปาทารูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น, จิตตสมุฏฐานรูป
ปัจจัย.
๘. อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม และอัพยากตธรรมเกิดขึ้น
เพราะวิปปยุตตปัจจัย
คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูป
ทั้งหลายเกิดขึ้น, จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะ
วิปปยุตตปัจจัย.
๙. อัพยากตธรรม อาศัยกุศลธรรม และอัพยากตธรรมเกิดขึ้น
เพราะวิปปยุตตปัจจัย

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 182 (เล่ม 85)

คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยอกุศลขันธ์ทั้งหลาย และมหาภูตรูป
ทั้งหลายเกิดขึ้น, จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะ
วิปปยุตตปัจจัย.
[๗๓] กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะอัตถิปปัจจัย
คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลขันธ์เกิดขึ้น ฯ ล ฯ.
อัตถิปัจจัย แสดงได้ ๙ วาระ เหมือนกับ สหชาตปัจจัย.
[๗๔] กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะนัตถิปัจจัย ฯ ล ฯ
เพราะวิคตปัจจัย
นัตถิปัจจัย ก็ดี วิคตปัจจัย ก็ดี แสดงได้ ๓ วาระ เหมือนกับ
อารัมมณปัจจัย.
[๗๕] กุศลธรรม อาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะอวิคตปัจัย
คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลขันธ์เกิดขึ้น ฯ ล ฯ.
อวิคตปัจจัย แสดงได้ ๙ วาระ เหมือนกับ สหชาตปัจจัย.
ปัจจัยทั้ง ๒๓ เหล่านี้ ผู้สาธยายพึงจำแนกให้พิสดาร.
การนับจำนวนวาระในอนุโลมนัย
[๗๖] ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ ใน
อธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ. ในอนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสมนันตร-
ปัจจัย มี วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 183 (เล่ม 85)

มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ
ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย
มี ๙ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๙ วาระ
ในอินทริยปัจจัย มี ๙ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๙ วาระ ในมัคคปัจจัย
มี ๙ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๙ วาระ
ในอัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี
๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
[๗๗] เพราะเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ... ในอธิปติ-
ปัจจัย มี ๙ วาระ ในอนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสมนันตรปัจจัย
มี ๓ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ
ในนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในปุเรชาต-
ปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๙
วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๙ วาระ ใน
อินทริยปัจจัย มี ๙ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๙ วาระ ในมัคคปัจจัย
มี ๙ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๙
วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย
มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
[๗๘] เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ในอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ
... ในอนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ใน
สหชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 184 (เล่ม 85)

มี ๓ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ
ในอเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปากปัจจัย
มี ๙ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ
ในฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย
มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ
ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย
มี ๓ วาระ.
[๗๙] เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อนันตร-
ปัจจัย สมนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสย-
ปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย ในกัมมปัจจัย
มี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ
ในฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย
มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ
ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย
มี ๓ วาระ.
[๘๐] เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯ ล ฯ อาเสวนปัจจัย
กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย
สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย
ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 185 (เล่ม 85)

[๘๑] เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯ ล ฯ ปุเรชาตปัจจัย
กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย ในอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ...ในอินทริยปัจจัย
มี ๑ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๑ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ
ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระในอัตถิปัจจัย
มี ๑ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ
ในอวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ.
[๘๒] เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯ ล ฯ ปุเรชาตปัจจัย
กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย
มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย
วิคตปัจจัย ในอวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ.
การนับจำนวนปัจจัยที่มีเหตุปัจจัยเป็นมูล จบ
ปัจจัยทั้งปวงมี อารัมมณปัจจัยเป็นมูล มี ๓ วาระเท่านั้น.
[๘๓] เพราะอารัมมณปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ...ในอธิปติ-
ปัจจัย มี ๓ วาระ ฯ ล ฯ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.
เพราะอธิปติปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ...ในอารัมมณปัจจัย
มี ๓ วาระ ฯ ล ฯ ในอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
เพราะอนันตรปัจจัย เพราะสมนันตรปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓
วาระ ฯ ล ฯ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 186 (เล่ม 85)

เพราะสหชาตปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ ฯ ล ฯ.
เพราะอัญญมัญญปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ฯ ล ฯ.
เพราะนิสสยปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ ฯ ล ฯ.
เพราะอุปนิสสยปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ฯ ล ฯ.
เพราะปุเรชาตปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ ฯ ล ฯ.
[๘๔] เพราะอาสเสวนปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ...ในอารัมมณ-
ปัจจัย มี ๓ วาระ ในอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ ในอนันตรปัจจับ
มี ๓ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๓ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๓
วาระ ในอัญญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ
ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ใน
กัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย
มี ๓ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ
ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ใน
อัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย
มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.
ใน อาเสวนมูลกนัย ไม่มีวิปากปัจจัย.
เพราะกัมมปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ.
[๘๕] เพราะวิปากปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๑ วาระ...ในอารัมมณ-
ปัจจัย มี ๑ วาระ ในอธิปติปัจจัย มี ๑ วาระ ในอนันตรปัจจัย
มี ๑ วาระ ในสมนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๑

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 187 (เล่ม 85)

วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๑ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ
ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ใน
กัมมปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ ในอินทริยปัจจัย
มี ๑ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๑ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ
ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๑ วาระ ใน
อัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ นวิคตปัจจัย
มี ๑ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ.
เพราะวิปากปัจจัย เป็นมูล ไม่มีอาเสวนปัจจัย.
เพราะอาหารปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ
เพราะอินทริยปัจจัย " มี ๙ วาระ
เพราะฌานปัจจัย " มี ๙ วาระ
เพราะมัคคปัจจัย " มี ๙ วาระ
เพราะสัมปยุตตปัจจัย " มี ๓ วาระ
เพราะวิปปยุตตปัจจัย " มี ๙ วาระ
เพราะอัตถิปัจจัย " มี ๙ วาระ
เพราะนัตถิปัจจัย " มี ๓ วาระ
เพราะวิคตปัจจัย " มี ๓ วาระ
[๘๖] เพราะอวิคตปัจจัย ในเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ...ในอารัมมณ-
ปัจจัย มี ๓ วาระ ในอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ ฯ ล ฯ ในนัตถิปัจจัย
มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 188 (เล่ม 85)

พึงกระทำปัจจัยหนึ่ง ๆ ให้เป็นมูล แล้วนับจำนวนปัจจัยโดยนัย
แห่งการสาธยาย ฉะนี้แล.
อนุโลมนัย จบ
วรรณนาเนื้อความแห่งปฏิจจวาระ
อรรถกถาปัจจยานุโลมนัย
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงละทิ้งปัญหาที่วิสัชนาไม่ได้
อย่างนี้ว่า " อกุศลธรรม อาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
(ไม่ได้) " เพราะกุศลธรรมกับอกุศลธรรมเป็นต้น เกิดพร้อมกันไม่ได้
แล้วแก้เฉพาะปัญหาที่วิสัชนาได้ในปัญหาทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอาศัยกุศลติกะในปัณณัตติวาระ เมื่อทรงแสดงเพียงนัยได้ทรงแสดง
ไว้หาประมาณมิได้ เริ่มแต่ปัญหา ๙ ข้อ ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเป็นต้น
จึงทรงเริ่มนิทเทสวาระแห่งปฏิจจวาระโดยนัยมีอาทิว่า " กุศลธรรม อาศัย
กุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย. "
ในข้อนั้น พึงมีคำถามว่า ปัญหา ๙ ข้อ ผิว่า เหตุปจฺจยา เป็น
อาทินี้ย่อมวิสัชนาไม่ได้ทั้งหมอ แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ทำไม
พระองค์ควรแสดงเฉพาะปัญหาที่วิสัชนาได้เท่านั้นมิใช่หรือ ? ตอบว่า ใช่
ควรแสดงอย่างนั้น แต่เมื่อแสดงอย่างนั้น ก็จำเป็นต้องแสดงไม่ให้รวบรัด
ในติกะ ทุกะ ติกทุกะ ติกติกะ และทุกทุกะหนึ่ง ๆ ในปัฏฐานทั้งหมด
มีติกทุกปัฏฐาน เป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะปัญหาที่มีอยู่ในกุศล-

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 189 (เล่ม 85)

ติกะไม่มีเวทนาติกะเป็นต้นเลย อนึ่ง ตอนวิสัชนาวิตักกติกะและปีติกะ
ในติกปัฏฐาน อันว่าด้วยธัมมานุโลมปัจจนียะ ปัญหาเหล่านี้ย่อมได้รับ
วิสัชนาทั้งหมดด้วย ฉะนั้น โดยการกำหนดอย่างละเอียด ปัญหาที่มีอยู่ใน
ติกะหนึ่ง ๆ ทั้งหมดพระองค์ทรงแสดงไว้แล้วในกุศลติกะ. จริงอยู่ เมื่อ
พระองค์ทรงแสดงปัญหาไว้อย่างนี้ ปัญหาที่วิสัชนาได้ อันพระองค์ทรง
ละทิ้งปัญหาที่แก้ไม่ได้ในกุศลติกะนั้นแล้วทรงกล่าวไว้. กุลบุตรก็จะเข้าใจ
ได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น เพื่อจะให้กุลบุตรเข้าใจได้ง่ายขึ้น พระองค์จึง
ทรงแสดงปัญหาแม้ทั้งหมด (รวม ๔๙ ข้อ) ไว้ในกุศลติกะ. บัณฑิตพึง
ทราบว่า ก็ปัญหาใดไม่ได้วิสัชนาในกุศลติกะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ละทิ้งปัญหานั้นแล้ววิสัชนาเฉพาะปัญหาที่แก้ได้เท่านั้น.
พึงทราบเนื้อความในคำเหล่านั้นต่อไป คำว่า กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ
ความว่า อาศัย คือ พึ่งพิง ซึ่งธรรมอันหนึ่งอันต่างโดยขันธ์ มีเวทนา-
ขันธ์เป็นต้น ในบรรดากุศลธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ คือถึงโดยความเป็น
ไปเช่นเดียวกัน อธิบายว่า เข้าถึงความเกิดขึ้นร่วมกันธรรมนั้น.
สองบทว่า กุสโล ธมฺโม คือ ธรรมอันหนึ่งซึ่งต่างโดยสัญญาขันธ์
เป็นต้น ในบรรดาธรรมอันเป็นไปในภูมิ เช่นเดียวกัน.
บทว่า อุปฺปชฺชตฺ ความว่า ถึงเบื้องบนตั้งแต่อุปาทขณะจนถึง
นิโรธขณะ คือย่อมบังเกิด. อธิบายว่า ย่อมได้ซึ่งความติดต่อกัน คือ
เข้าถึงขณะทั้งสามมีอุปาทขณะเป็นต้น. บทว่า เหตุปจฺจยา คือ เพราะ
กุศลเหตุที่ให้สำเร็จความเป็นเหตุปัจจัย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิสัชนาว่า
อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิดขึ้น ในปุจฉาว่า พึงเกิดขึ้นดังพรรณนามาแล้ว บัดนี้

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 190 (เล่ม 85)

เพื่อจะแสดงซึ่ง ธรรมเป็นที่อิงอาศัย (ปัจจัย) และธรรมที่เข้าไปอาศัย
เกิดขึ้น (ปัจจยุบบัน) ด้วยอำนาจแห่งขันธ์จึงตรัสคำมีอาทิว่า กุสลํ
เอกํ ขนฺธํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกํ คือ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งในบรรดา
ขันธ์สี่ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น. สองบทว่า ตโย ขนฺธา คือ สามขันธ์
ที่เหลือเว้นขันธ์ที่ท่านจัดเป็นปัจจัย. คำว่า ตโย ขนฺเธ คือ ซึ่งขันธ์สาม
ที่เหลือในบรรดาขันธ์ มีเวทนาเป็นต้น เว้นขันธ์อันหนึ่งที่ท่านจัดว่า
กำลังเกิด (เพราะเหตุปัจจัย). คำว่า เทฺว ขนฺเธ ความว่า อาศัยขันธ์
สอง ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งในทุกะ ๖ มีเวทนาทุกะและสัญญาทุกะเป็นต้น.
สองบทว่า เทฺว ขนฺธา ความว่า ขันธ์ทั้งหลายสองที่เหลือเว้นขันธ์ที่ท่าน
จัดว่าเป็นปัจจัยเสีย ย่อมเกิดขึ้นเพราะกุศลเหตุที่ให้สำเร็จความเป็นเหตุ
ปัจจัย. ก็เพราะขันธ์หนึ่งจะเป็นปัจจัยเฉพาะแก่ขันธ์หนึ่งหรือขันธ์สอง
ไม่ได้ หรือขันธ์สองว่าเป็นปัจจัยเฉพาะแก่ขันธ์หนึ่งก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน
ฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัสว่า เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เอกํ ขนฺธํ
ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ เป็นต้น. แม้ใน
คำมีอาทิว่า อัพยากตธรรมอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อ
ความตามนัยที่กล่าวแล้วนั้น แหละ.
คำนี้ว่า จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ นี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงซึ่งรูป ที่ได้
สหชาตปัจจัยและเหตุปัจจัยกับกุศล เพราะอรรถแห่งคำว่า ปฏิจฺจ มี
ความหมายว่า สหชาตะ (เพราะคำว่าอิงอาศัยมีอรรถว่าเกิดร่วม) แม้ใน
ที่ต่อจากนี้ในฐานะเช่นนี้พึงทราบนัยนี้เหมือนกัน. ในคำนี้ว่า วิปากา-

190