พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 1 (เล่ม 85)

พระอภิธรรมปิฎก
เล่มที่ ๗๑
ปัฏฐาน ภาคที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มาติกานิกเขป๒วาระ
[๑] ปัจจัย ๒๔
๑. เหตุปัจจัย
๒. อารัมมณปัจจัย
๓. อธิปติปัจจัย
๔. อนันตรปัจจัย
๕. สมนันตรปัจจัย
๖. สหชาตปัจจัย
๗. อัญญมัญญปัจจัย
๘. นิสสยปัจจัย
๙. อุปนิสสยปัจจัย
๑. บาลีเล่มที่ ๔๐. ๒. เรียกว่าปัจจยอุทเทสก็ได้.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 2 (เล่ม 85)

๑๐. ปุเรชาตปัจจัย
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย
๑๒. อาเสวนปัจจัย
๑๓. กัมมปัจจัย
๑๔. วิปากปัจจัย
๑๕. อาหารปัจจัย
๑๖. อินทริยปัจจัย
๑๗. ฌานปัจจัย
๑๘. มัคคปัจจัย
๑๙. สัมปยุตตปัจจัย
๒๐. วิปปยุตตปัจจัย
๒๑. อัตถิปัจจัย
๒๒. นัตถิปัจจัย
๒๓. วิคตปัจจัย
๒๔. อวิคตปัจจัย.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 3 (เล่ม 85)

ปรมัตถทีปนี
อรรถกถาปัญจปกรณ์
อรรถกถาถามหาปัฏฐานปกรณ์๑
อารัมภกถา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ
แห่งเทพทั้งหลาย เป็นผู้อันเทพยดาและทานพ
(อสูร) ถวายการบูชาแล้ว ทรงมีพระสังวรอันหมดจด
ทรงมีพระวิริยภาพใหญ่ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ทรงแสดงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นองค์
ที่ ๗๒ ทรงระงับดับนามและรูปได้สนิท ครั้นทรง
แสดงยมกปกรณ์จบลงแล้ว จงทรงแสดงปกรณ์ที่ ๗
อันเป็นลำดับของยมกปกรณ์นั้น ทั้งโดยอรรถและ
โดยธรรม โดยชื่อว่า "ปัฏฐาน" อันเป็นพระเทศนา
ที่ประดับด้วยนัยอันลึกซึ้งยิ่ง.
บัดนี้ถึงลำดับการพรรณนาปัฏฐานปกรณ์นั้นแล้ว
ฉะนั้นข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักพรรณนา
๑. อรรถกถา เรียกมหาปัฏฐานปกรณ์. ๒. พระพุทธเจ้าพระองค์นี้นับเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์
ที่ ๗ นับแต่พระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้นมา (พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันโธ
พระโกนาคมโน พระกัสโป พระโคตโม) อรรถกถาใช่คำว่า "อิสิสตฺตโม" พระฤาษีองค์ที่ ๗.

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 4 (เล่ม 85)

ปัฏฐานปกรณ์นั้น ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย จงตั้งใจ
สดับการพรรณนานั้นเถิด.
วรรณนาอุทเทส๑วาระ
ดำเนินความว่า ใน อนุโลมปัฏฐาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
อาศัยติกะ ๒๒ ติกะ แสดงชื่อ ติกปัฏฐาน. ทรงอาศัยทุกะ ๑๐๐ ทุกะ
แสดงชื่อ ทุกปัฏฐาน. ต่อจากนั้น ทรงรวมติกะ ๒๒ ติกะเข้าในทุกะ
๑๐๐ ทุกะ แล้วทรงแสดงชื่อ ทุกติกปัฏฐาน. ต่อจากนั้น ทรงรวมทุกะ
๑๐๐ ทุกะเข้าในติกะ ๒๒ ติกะ แล้วทรงแสดงชื่อ ติกทุกปัฏฐาน. อนึ่ง
ทรงผนวกติกะเข้าในติกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อ ติกติกปัฏฐาน. ทรง
ผนวกทุกะเข้าในทุกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อ ทุกทุกปัฏฐาน. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า
"ใน อนุโลมปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖ นัย
คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด
ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ
ทุกทุกปัฏฐาน" ดังนี้.
แม้ใน ปัจจนียปัฏฐาน ก็ทรงแสดงปัฏฐานด้วยนัย ๖ นัย แม้ใน
ปัจจนียะอย่างนี้ คือ ทรงอาศัยติกะ ๒๒ ติกะ แสดงชื่อติกปัฏฐาน ทรง
อาศัยทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แสดงชื่อทุกปัฏฐาน ทรงผนวกติกะ ๒๒ เข้าใน
ทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แล้วทรงแสดงชื่อทุกติกปัฏฐาน ทรงผนวกทุกะ ๑๐๐
ทุกะเข้าในติกะ ๒๒ ติกะ แล้วทรงแสดงชื่อติกทุกปัฏฐาน ทรงผนวก
๑. อธิบายมาติกา.

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 5 (เล่ม 85)

ติกะเข้าในติกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อติกติกปัฏฐาน ทรงผนวกทุกะ
เข้าในทุกะเท่านั้น แล้วทรงแสดงชื่อทุกทุกปัฏฐาน. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า
" ในปัจจนียปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖ นัย
คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด
ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ
ทุกทุกปัฏฐาน " ดังนี้.
แม้ใน อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน ต่อจากนั้นไป ก็ทรงแสดงนัย ๖
นัย โดยอุบายนี้เหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง
ตรัสว่า
" ในอนุโลมปัจจนียปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้งยิ่ง ๖
นัย คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด
ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ
ทุกทุกปัฏฐาน" ดังนี้.
ต่อจากนั้น ใน ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน ก็ทรงแสดงนัย ๖ เหล่านี้
เหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
" ใน ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน มีนัยอันลึกซึ้ง ๖
นัย คือ ติกปัฏฐานอันประเสริฐ ทุกปัฏฐานอันสูงสุด
ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน และ
ทุกทุกปัฏฐาน " ดังนี้.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า ปัฏฐาน คือ ใน
อนุโลมนัยมีปัฏฐาน ๖ ในปัจจนียนัยมีปัฏฐาน ๖ ในอนุโลมปัจจนียนัย

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 6 (เล่ม 85)

มีปัฏฐาน ๖ ในปัจจนียานุโลมนัยมีปัฏฐาน ๖ ดังกล่าวมาแล้ว ชื่อว่า
ปัฏฐานมหาปกรณ์ อันเป็นที่ประชุมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔. ในปัฏฐาน
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปกรณ์เป็นที่รวมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔
นี้ ชื่อว่าปัฏฐานมหาปกรณ์ ด้วยอำนาจแห่งการเป็นที่รวมแห่งสมันต-
ปัฏฐาน ๒๔ เหล่าใด ดังนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบอรรถแห่งชื่อ แห่งปัฏฐาน
เหล่านั้น และแห่งปกรณ์นี้อย่างนี้ก่อน.
ถามว่า ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่า กระไร ?
ตอบว่า เพราะอรรถว่า เป็นปัจจัยมีประการต่าง ๆ. จริงอยู่
ป อักษร ย่อมแสดงอรรถว่า มีประการต่าง ๆ.
ฐาน ศัพท์ ย่อมแสดงอรรถว่า เป็นปัจจัย.
จริงอยู่ ปัจจัยท่านเรียกว่า ฐานะ ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ความ
เป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ บรรดาปัฏฐาน ๒ เหล่านั้น แต่ละข้อ
ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยอำนาจแห่ง
ปัจจัยมีประการต่าง ๆ ด้วยประการฉะนี้. ก็ปกรณ์นั้นทั้งหมด ผู้ศึกษา
พึงทราบว่า ปัฏฐาน เพราะเป็นที่รวมแห่งปัฏฐานเหล่านั้น.
อีกนัยหนึ่ง ถามว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะอรรถว่า อะไร ?
ตอบว่า เพราะอรรถว่า จำแนก. จริงอยู่ ปัฏฐานปรากฏโดย
อรรถว่า จำแนกในที่มาว่า การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การ
จำแนก การทำให้กระจ่าง. บรรดาปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ แต่ละอย่างชื่อว่า
ปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกธรรมทั้งหลาย มีกุศล
เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย มีเหตุปัจจัยเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 7 (เล่ม 85)

ปกรณ์นี้ทั้งหมดผู้ศึกษาพึงทราบว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะเป็นที่ประชุม
แห่งปัฏฐานเหล่านี้.
อีกนัยหนึ่ง ถามว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะอรรถว่า อะไร ?
ตอบว่า เพราะอรรถว่า ตั้งอยู่ทั่วไป (แผ่ไป). อธิบายว่า ด้วย
อรรถว่า ดำเนินไป. จริงอยู่ ในอาคตสถานว่า โคฏฐา ปฏฺฐิตคาโว
โคดำเนินไปจากที่อยู่ของโค ดังนี้ ศัพท์ว่า ปฏฺฐิตคาโว โคดำเนินไป
พระอาจารย์กล่าวโดยปัฏฐานใด ปัฏฐานนั้นโดยอรรถ ได้แก่การดำเนิน
ไป. บรรดาปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ และข้อชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะมีการ
ดำเนินอันเป็นไปด้วยอำนาจความเกี่ยวข้องกัน เพราะได้นัยอันมีความ
พิสดารในธรรมทั้งหลาย มีกุศลเป็นต้น ซึ่งจำแนกออกเป็นประเภทมีเหตุ
ปัจจัยเป็นต้น แห่งพระสัพพัญญุตญาณ อันมีการดำเนินไปไม่ขัดกัน ใน
ปกรณ์ทั้งหลาย มีธัมมสังคณีปกรณ์เป็นต้น ซึ่งมีนัยอันไม่พิสดารนัก
ดังพรรณนามาฉะนี้. ก็ปกรณ์นี้ทั้งหมดพึงทราบว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะ
เป็นที่ประชุมแห่งปัฏฐานเหล่านี้.
บรรดาปัฏฐาน ๖ เหล่านั้น ปัฏฐานที่หนึ่ง ในอนุโลมปัฏฐานก่อน
ชื่อว่า ติกปัฏฐาน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยอำนาจติก-
มาติกา. พึงทราบการแยกบทติกปัฏฐานนั้น (วิเคราะห์) ดังนี้ ปัฏฐานแห่ง-
ติกะทั้งหลายมีอยู่ในปกรณ์นี้ เพราะเหตุนั้น ปกรณ์นี้ชื่อว่า ติกปัฏฐาน.
อธิบายว่า ปัจจัยมีประการต่าง ๆ แห่งติกะทั้งหลาย มีอยู่แก่เทศนานี้
เหตุนั้น เทศนานี้ชื่อว่า ติกปัฏฐาน. ในวิกัปที่สอง ความว่า ปัฏฐานแห่ง
ติกะทั้งหลายนั้นแหละ ชื่อว่า ติกปัฏฐาน อธิบายว่า การจำแนกติกะ
ทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยมีเหตุเป็นต้น. ในวิกัปที่สาม ความว่า

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 8 (เล่ม 85)

ปัฏฐาน คือติกะทั้งหลายที่ได้ความพิสดาร เพราะจำแนกออกไปโดย
ประเภทแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้น ชื่อว่า ติกปัฏฐาน อธิบายว่า ภูมิเป็นที่
ดำเนินไปโดยความเกี่ยวข้องกันแห่งพระสัพพัญญูญาณ. แม้ในทุกปัฏฐาน
เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ผู้ศึกษาครั้นทราบปัฏฐาน ๖ ในอนุโลมอย่างนี้
แล้ว พึงทราบแม้ในปัจจนียะเป็นต้น โดยอุบายนี้. ก็เพราะปัฏฐานเหล่านี้
โดยครบถ้วน คือในอนุโลม ในปัจจนียะ. ในอนุโลมปัจจนียะ ใน
ปัจจนียานุโลม มีนัยละ ๖ จึงรวมเป็น ๒๔ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสเรียกว่า สมันตปัฏฐาน ๒๔.
ปกรณ์เป็นที่รวมแห่งสมันตปัฏฐาน ๒๔ นั่น ชื่อว่า ปัฏฐาน-
มหาปกรณ์ ด้วยอำนาจเป็นที่ประชุมแห่งสมันตปัฏฐาน กล่าวคือ
ติกติกปัฏฐาน ๒๔ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็ปัฏฐานนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ติกปัฏฐาน ฯลฯ
ติกติกปัฏฐาน ทุกทุกปัฏฐาน เพราะพระองค์ทรงแสดงโดยอาศัยติกะ
เป็นต้นเหล่าใด เพื่อจะแสดงปัจจัยที่เป็นเหตุให้พระองค์ทรงจำแนกติกะ
เป็นต้นเหล่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับติกะเป็นต้นเหล่านั้น จึงตรัสวาระ
ชื่อว่ามาติกานิกเขปวาระแห่งปัฏฐานนั้นก่อนตั้งแต่ต้น.
อรรถกถาปัจจัยวิภังควาระ
คำว่า ปัจจัยวิภังควาระ เป็นชื่อแห่งมาติกานิกเขปวาระนั่นเอง.
ปัจจัยวิภังควาระนั้นมี ๒ คือ โดยอุทเทสและนิทเทส. วาระนี้คือ
เหตุปจฺจโย ฯเปฯ อวิคตปจฺจโย เป็นอุทเทสแห่งปัจจัยวิภังควาระนั้น.

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 9 (เล่ม 85)

๑. เหตุปัจจัย
พึงทราบวินิจฉัยในปัจจัยเหล่านั้นต่อไป
เหตุนั้นด้วย เป็นปัจจัยด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย.
อธิบายว่า เป็นปัจจัยเพราะเป็นเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็น
ปัจจัยเพราะความเป็นเหตุดังนี้. ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือน
กัน. บรรดาปัจจัยเหล่านั้น คำว่า เหตุ นี้ เป็นชื่อแห่งการณะและมูลราก
อันเป็นส่วนประกอบแห่งถ้อยคำ. จริงอยู่ ส่วนประกอบแห่งคำชาวโลก
เรียกกันว่า เหตุ ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ปฏิญญา เป็นเหตุ. ส่วนใน
ศาสนาคำสอน การณะ เรียกว่า เหตุ ในคำทั้งหลายว่า ธรรมทั้งหลาย
มีเหตุเป็นแดนเกิดเป็นต้น. มูลราก เรียกว่า เหตุ ในคำเป็นต้นว่า
กุศลเหตุ มีสาม อกุศลเหตุ มีสาม ในเหตุปัจจัยนี้ประสงค์เอาเหตุที่เป็น
มูลรากนั้น.
ก็ในคำว่า ปจฺจโย นี้ มีอรรถแห่งคำดังนี้ ผลย่อมอาศัยเป็นไป
แต่ธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า ปัจจัย อธิบายว่า เป็นไปโดยไม่
ปฏิเสธธรรมนั้น. จริงอยู่ ธรรมใดดำรงอยู่หรือเกิดขึ้น เพราะไม่ปฏิเสธ
ซึ่งธรรมใด ธรรมนั้นท่านกล่าวว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมนั้น. แต่โดย
ลักษณะ ธรรมที่ช่วยอุปการะชื่อว่าปัจจัย. จริงอยู่ ธรรมใดช่วย
อุปการะแก่การตั้งอยู่ หรือการเกิดขึ้นแห่งธรรมใด ธรรมนั้นท่านเรียกว่า
เป็นปัจจัยแก่ธรรมนั้น. คำมีอาทิว่า ปัจจัย เหตุ การณะ นิทาน สัมภวะ
ปภวะ ว่าโดยใจความแล้ว เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น.
ว่าโดยสังเขป ที่ชื่อว่าเหตุเพราะอรรถว่า เป็นมูลราก ชื่อว่าปัจจัย

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 10 (เล่ม 85)

เพราะอรรถว่า ช่วยอุปการะ เพราะฉะนั้น ธรรมที่ช่วยอุปการะ
เพราะอรรถว่า เป็นมูลราก จึงชื่อว่าเหตุปัจจัย.
จริงอยู่ มีอธิบายแห่งอาจารย์ทั้งหลายว่า เหตุ นั้นก็ได้แก่ธรรมที่
ทำกุศลเป็นต้น ให้สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น เหมือนเมล็ดข้าวสาลี
เป็นต้น ให้สำเร็จเป็นข้าวสาลีเป็นต้น และสีแห่งแก้วมณีเป็นต้น ให้สำเร็จ
เป็นแสงแก้วมณีเป็นต้นฉะนั้น. อธิบายว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเป็น
เหตุปัจจัยย่อมไม่สำเร็จในรูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน เพราะว่าเหตุนั้นไม่
ได้ให้รูปเหล่านั้น สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้น แต่ชื่อว่าไม่เป็นปัจจัยหา
ได้ไม่ ดังนี้.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวว่า "เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่
สัมปยุตด้วยเหตุและแก่รูปที่มีเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของเหตุ-
ปัจจัย." อนึ่งเว้นจากเหตุนั้น อเหตุกจิตสำเร็จเป็นอัพยากตธรรมได้.
และแม้สาเหตุกจิตก็สำเร็จความเป็นกุศลเป็นต้นได้ เนื่องด้วยโยนิโส-
มนสิการเป็นต้น เหตุที่สัมปยุตหาเกี่ยวข้องด้วยไม่. ก็ถ้าบรรดาเหตุที่
สัมปยุตพึงเป็นกุศลเป็นต้นได้ ตามสภาพเอง บรรดาธรรมที่สัมปยุต
ด้วยเหตุนั้น ก็ต้องเนื่องเฉพาะด้วยเหตุ อโลภะ พึงเป็นกุศลหรืออัพยากตะ
ก็ได้. แต่เพราะเป็นได้โดยประการทั้งสอง ฉะนั้น อโลภะพึงเป็นกุศล
หรืออัพยากตะในธรรมทั้งหลายตามที่ประกอบ. ด้วยประการดังกล่าวมา
แล้วนี้ จำต้องค้นหาความเป็นกุศลเป็นต้น แม้ในเหตุทั้งหลายอีก ก็เมื่อ
ไม่ถือเอาอรรถ คือมูลรากแห่งเหตุเดียวกับการให้ธรรมทั้งหลายสำเร็จ
เป็นกุศลเป็นต้น ถือเอาด้วยอำนาจการให้สัมปยุตธรรม สำเร็จความ
ตั้งมั่นด้วยดีย่อมไม่ผิดอะไร. จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุปัจจัยแล้ว

10