แห่งมหาวาระทั้ง ๕ แม้เหล่านั้น สานุสยวาระ ปชหนวาระ ปริญญา-
วาระ ปหีนวาระ และ อุปปัชชนวาระ ว่า คำปุจฉาต้องคูณด้วย ๒
แต่ละยมก เนื้อความคือคำวิสัชนาต้องคูณด้วย ๒ จากคำปุจฉานั้น
ฉันนั้น. แต่ว่าในมหาวาระ ๕ นี้ มีเนื้อความที่แปลกไปจาก ๓ วาระ
แรก คือ ในโอกาสวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสคำว่า " ยตฺถ
ยตฺถ " แต่ทรงทำเทศนาด้วยพระดำรัสว่า ยโต ยโต ดังนี้. คำที่
เหลือเป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ.
ก็ในมหาวาระทั้งหมด วาระสุดท้าย ชื่อว่า ธาตุวาระ นั้น
ดำรงอยู่ ๒ อย่าง คือ ปุจฉาวาระ และ วิสัชนาวาระ ถามว่า เพราะ
เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสในคำปุจฉาวาระแห่งธาตุวาระนั้นว่า
เมื่อสัตว์เข้าถึงกามธาตุ แล้วเข้าถึงกามธาตุ ดังนี้ แต่ไม่ตรัสว่า
เมื่อสัตว์เข้าถึงกามธาตุ จุติแล้วจากกามธาตุ ดังนี้ ตอบว่า เมื่อ
ว่าโดยอรรถแล้วไม่แปลกกัน เพราะคำถามแม้ทั้ง ๒ นี้ มีอรรถอย่าง
เดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำปุจฉายมกหนึ่ง ๆ นั่นแหละ
แต่ยมกหนึ่ง ๆ โดยลำดับในที่สุดแห่งคำถามทั้งหมดแล้วจึงทำคำวิสัชนาไว้
โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุแล้วเข้าถึงกามธาตุ อนุ-
สัย ๗ ย่อมนอนเนื่องแก่ใครบ้าง ดังนี้ ในบรรดาคำถามเหล่านั้น
อนุโลมปุจฉามีกามธาตุเป็นมูละ ๙ คือ สุทธิกปุจฉา ๖ ยมก โดย
พระบาลีว่า เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุ เข้าถึงกามธาตุ . . . เข้าถึงรูป