พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 299 (เล่ม 82)

แก่โอกาสะ บุคคลเท่านั้นสามารถเพื่อการรอบรู้ ไม่ใช่โอกาสะ เพราะ
เหตุนั้น จึงไม่ทรงถือเอาโอกาสวาระ ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่
ทรงถือเอาโอกาสวาระนั้น ปุคคโลกาสวาระที่มีในลำดับแห่งโอกาส-
วาระนั้น แม้ได้อยู่ ก็ไม่ทรงถือเอา ก็บุคคลวาระนี้ใดทรงถือเอาแล้วใน
ปัจจุบันกาลยมกะ ๑๐ อย่าง ด้วยการถือเอาอีก ในอนุโลมโดยนัยที่
กล่าวแล้วในหนหลังว่า ยมกที่มีรูปขันธ์เป็นมูล ๔ เวทนาขันธ์เป็นมูล
๓ สัญญาขันธ์เป็นมูล ๒ สังขารขันธ์เป็นมูล ๑ ในปฏิโลมนัยอีก ๑๐
จึงรวมเป็นยมก ๒๐ แม้ในกาลที่เหลือก็อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น
พึงทราบการกำหนดพระบาลี ในปริญญาวาระนี้ว่า ยมก ๑๒๐ ปุจฉา
๒๔๐ อรรถ ๔๘๐ ย่อมมีในกาลทั้ง ๖ เพราะกระทำกาลหนึ่ง ๆ ให้
เป็น ๒๐.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความในปริญญาวาระนี้ อัทธา ๓ คือ อดีต
อนาคต ปัจจุบัน ย่อมไม่ได้ด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ เหมือนกันกับ
ปวัตติวาระ แต่ย่อมได้ด้วยอำนาจขณะแห่งจิตในปวัตติเท่านั้น เพราะ
เหตุนั้น ในปริญญาวาระนี้ ท่านจึงกระทำการวิสัชชนาว่า " ใช่ " ใน
คำถามทั้งหลาย เป็นต้นว่า บุคคลใดกำลังรอบรู้ซึ่งรูปขันธ์ บุคคล
นั้นกำลังรอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์หรือ บุคคลรู้อยู่ซึ่งขันธ์ใดขันธ์หนึ่งใน
ขันธ์ ๕ เพราะยังปริญญากิจให้สำเร็จด้วยกิจอันมีนิพพานเป็นอารมณ์
ในโลกุตตรมรรค ย่อมกล่าวได้ว่า ย่อมรอบรู้แม้ขันธ์นอกนี้.

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 300 (เล่ม 82)

คำว่า ปริชานาติ = ย่อมรอบรู้ ในปริญญาวาระนี้ พึงทราบ
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ใช่ เพราะทรงหมายเอาความพร้อม-
เพรียงแห่งมรรคอันเลิศ ( อรหัตตมรรค ) อันถึงซึ่งที่สุดแห่งปริญญา-
กิจ ในปัญหาทั้งหลายในอนุโลมนัย แต่ว่าในปฏิโลมนัย คำว่า น
ปริชานาติ =ไม่ใช่กำลังรอบรู้ ในปัญหาทั้งหลายพระมีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ใช่ เพราะทั้งทรงหมายเอาบุคคลทั้งหลายมีปุถุชนเป็นต้น ส่วน
ในคำนี้ว่า ปริชานิตฺถ = เคยรอบรู้ ในอดีตกาล ได้แก่ บุคคลแม้
ดำรงอยู่ในผลอันเลิศในลำดับแห่งมรรค ชื่อว่า รอบรู้แล้วนั่นเที่ยว
เพราะสำเร็จปริญญากิจแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามซึ่งความ
พร้อมเพรียงแห่งมรรคอันเลิศด้วยปัญหาว่า บุคคลใดกำลังรอบรู้รูป
ขันธ์ บุคคลนั้นเคยรอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์หรือ ก็เพราะบุคคลนี้ชื่อว่า
รู้อยู่ ( คือกำลังรู้) ซึ่งขันธ์ ๕ เท่านั้น ( ยังไม่เคยรอบรู้) เพราะ
ปริญญากิจที่ตนยังไม่สำเร็จแล้วก่อน เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
กระทำการปฏิเสธว่า โน = ไม่ใช่ ( หามิได้ ).
ส่วนในปัญหาที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามซึ่งพระ-
อรหัตต์ว่า ปริชานิตฺถ = รอบรู้แล้วหรือ ก็เพราะปริญญากิจที่ท่าน
กระทำสำเร็จแล้วไม่มีอยู่ เหตุนั้นชื่อว่ากิจที่ควรกำหนดรู้จึงไม่มีแก่พระ-
อรหันต์นั้น ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกระทำการปฏิเสธว่า โน =
ไม่ใช่ ในการวิสัชนาแห่งปฏิโลมนัยในทุติยปัญหานี้ว่า อรหา รูปกฺ-

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 301 (เล่ม 82)

ขนฺธํ ปริชานาติ = พระอรหันต์ไม่ใช่กำลังรอบรู้ซึ่งรูปขันธ์
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะความไม่มีเพื่อการรอบรู้ของพระ-
อรหันต์ หลายบทว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ ( อร-
หัตมรรค ) ไม่รอบรู้แล้วซึ่งเวทนาขันธ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
แล้ว เพราะบุคคลผู้ดำรงอยู่ในอรหัตมรรค ยังไม่สำเร็จปริญญากิจ
อรหัตมรรคบุคคลนั้นย่อม (ยัง) ไม่เคยรอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์อย่างเดียว
เท่านั้นก็หามิได้ แม้ธรรมอย่างหนึ่งก็ไม่เคยรอบรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสคำนี้ไว้ด้วยอำนาจคำถาม แม้คำนี้ว่า โน จ รูปกฺขนฺธํ พระ-
องค์ก็ตรัสแล้วด้วยอำนาจคำถามนั่นแหละ ก็อรหัตมรรคบุคคลนั้นย่อม
ไม่รอบรู้ซึ่งขันธ์แม้อื่น.
ปัญหาว่า บุคคลใดกำลังรอบรู้ซึ่งรูปขันธ์ บุคคลนั้นก็จัก
รอบรู้ซึ่งเวทนาขันธ์หรือ อธิบายว่า เพราะบุคคลผู้ดำรงอยู่ในมรรค
เป็นผู้มีขณะจิตเดียว ( คือมรรคจิตเกิดขณะเดียว ) ฉะนั้นบุคคลนั้น
ย่อมไม่ถึงซึ่งความนับว่า จักรอบรู้ เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า
โน = ไม่ใช่ หลายบทว่า เต รูปกฺขนฺธญฺจ น ปริชานิตฺถ =
บุคคลเหล่านั้นไม่เคยรอบรู้ซึ่งรูปขันธ์ด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
แล้วด้วยคำถามที่เสมอกัน อธิบายในปัญหานี้ว่า บุคคลทั้งหลายไม่รู้แล้ว
(คือยังไม่รู้ ) บัณฑิตพึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบาย
นี้.
ปริญญาวาระ จบ
ขันธยมกะ จบ

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 302 (เล่ม 82)

อายตนยมกที่ ๓
ปัณณัตติวาระ
[๒๗๙] อายตนะ ๑๒ คือ :-
๑. จักขายตนะ
๒. โสตายตนะ
๓. ฆานายตนะ
๔. ชิวหายตนะ
๕. กายายตนะ
๖. รูปายตนะ
๗. สัททายตนะ
๘. คันธายตนะ
๙. รสายตนะ
๑๐. โผฏฐัพพายตนะ
๑๑. มนายตนะ
๑๒. ธัมมายนตนะ.

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 303 (เล่ม 82)

อุทเทสวาระ
ปทโสธนวาระ อนุโลม
[๒๘๐] ธรรมที่ชื่อว่าจักขุ, ชื่อว่าจักขายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าจักขายตนะ, ชื่อว่าจักขุ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าโสตะ, ชื่อว่าโสตายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าโสตายตนะ, ชื่อว่าโสตะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าฆานะ, ชื่อว่าฆานายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าฆานายตนะ, ชื่อว่าฆานะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าชิวหา, ชื่อว่าชิวหายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าชิวหายตนะ, ชื่อว่าชิวหา ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่ากาย, ชื่อว่ากายายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่ากายายตนะ, ชื่อว่ากาย ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่ารูป, ชื่อว่ารูปายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่ารูปายตนะ, ชื่อว่ารูป ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าสัททะ, ชื่อว่าสัททายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าสัททายตนะ, ชื่อว่าสัททะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าคันธะ, ชื่อว่าคันธายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าคันธายตนะ, ชื่อว่าคันธะ ใช่ไหม ?

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 304 (เล่ม 82)

ธรรมที่ชื่อว่ารสะ, ชื่อว่ารสายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่ารสายตนะ, ชื่อว่ารสะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าโผฏฐัพพะ, ชื่อว่าโผฏฐัพพายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าโผฏฐัพพายตนะ, ชื่อว่าโผฏฐัพพะ ใชไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่ามโน, ชื่อว่ามนายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่ามนายตนะ, ชื่อว่ามโน ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าธัมมะ, ชื่อว่าธัมมายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าธัมมายตนะ, ชื่อว่าธัมมะ ใช่ไหม ?
ปทโสธนวาระ อนุโลม จบ

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 305 (เล่ม 82)

ปทโสธนวาระ ปัจจนิก
[๒๘๑] ธรรมที่ไม่ชื่อว่าจักขุ, ไม่ชื่อว่าจักขายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าจักขายตนะ, ไม่ชื่อว่าจักขุ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าโสตะ, ไม่ชื่อว่าโสตายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าโสตายตนะ, ไม่ชื่อว่าโสตะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าฆานะ, ไม่ชื่อว่าฆานายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าฆานายตนะ, ไม่ชื่อว่ารฆานะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าชิวหา, ไม่ชื่อว่าชิวหายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าชิวหายตนะ, ไม่ชื่อว่าชิวหา ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ากาย, ไม่ชื่อว่ากายายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ากายายตนะ, ไม่ชื่อว่ากาย ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ารูป, ไม่ชื่อว่ารูปายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ารูปายตนะ, ไม่ชื่อว่ารูป ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าสัททะ, ไม่ชื่อว่าสัททายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าสัททายตนะ, ไม่ชื่อว่าสัททะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าคันธะ, ไม่ชื่อว่าคันธายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าคันธายตนะ, ไม่ชื่อว่าคันธะ ใช่ไหม ?

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 306 (เล่ม 82)

ธรรมที่ไม่ชื่อว่ารสะ, ไม่ชื่อว่ารสายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ารสายตนะ, ไม่ชื่อว่ารสะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าโผฏฐัพพะ, ไม่ชื่อว่าโผฏฐัพพายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าโผฏฐัพพายตนะ, ไม่ชื่อว่าโผฏฐัพพะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ามโน, ไม่ชื่อว่ามนายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ามนายตนะ, ไม่ชื่อว่ามโน ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าธัมมะ, ไม่ชื่อว่าธัมมายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าธัมมายตนะ, ไม่ชื่อว่าธัมมะ ใช่ไหม ?
ปทโสธนวาระ ปัจจนิก จบ

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 307 (เล่ม 82)

ปทโสธนมูลจักกวาระ อนุโลม
[๒๘๒] ธรรมที่ชื่อว่าจักขุ, ชื่อว่าจักขายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าโสตายนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าจักขุ, ชื่อว่าจักขายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าฆานายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าจักขุ, ชื่อว่าจักขายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าชิวหายตนะ ใช่ไหม ?
ฯ ล ฯ
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าธัมมายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าโสตะ, ชื่อว่าโสตายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าจักขายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าโสตะ, ชื่อว่าโสตายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าฆานายตนะ ใช่ไหม ?
ฯ ล ฯ
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าธัมมายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าฆานะ, ชื่อว่าฆานายตนะ ใช่ไหม ?
ฯ ล ฯ

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 308 (เล่ม 82)

ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าธัมมายตนะ ใช่ไหม ?
ฯ ล ฯ
ธรรมที่ชื่อว่าธัมมะ, ชื่อว่าธัมมายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าจักขายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าธัมมะ, ชื่อว่าธัมมายตนะ ใช่ไหม ?
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่าโสตายตนะ, ใช่ไหม ?
ฯ ล ฯ
ธรรมที่ชื่อว่าอายตนะ, ชื่อว่ามนายตนะ ใช่ไหม ?
(พึงผูกจักกนัย).
ปทโสธนมูลจักกวาระ อนุโลม จบ

308