เข้าหาอาบัติเดิม. . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต. . . อัพภานภิกษุผู้ควร
อัพภาน. . . อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่ากรรม
เป็นธรรม เป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า ?
ภ. อุบาลี การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย อุบาลี
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . . ให้อมูฬหวินัยแก่
ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย
และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย . . .
ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำตัชชนียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม . . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม . . . ทำ
ปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม . . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่
ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม . . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนีย
กรรม . . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส . . . ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้
ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต . . . อัพภานภิกษุผู้
ควรอัพภาน. . . อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่า
กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.
[๒๐๓] ครั้งนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับ สั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย
อย่างนี้แลภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการ
กระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมม่โทษ.