พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 17 (เล่ม 82)

มูลมูลกนยะที่ ๔
๑. มูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลที่เป็นนามมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เป็นนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่า
นั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
๒. เอกมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับ
นามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับ
นามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กัน
และกันกับนามมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับ
นามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีนาม ใช่ไหม ?

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18 (เล่ม 82)

[๕] ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่า
นั้นทั้งหมด เป็นกุศลเหตุ ใช่ไหม ?
....................เป็นกุศลนิทาน ใช่ไหม ?
....................เป็นกุศลสัมภวะ ใช่ไหม ?
....................เป็นกุศลปภวะ ใช่ไหม ?
....................เป็นกุศลสมุฏฐาน ใช่ไหม ?
....................เป็นกุศลาหาร ใช่ไหม ?
....................เป็นกุศลารัมมณะ ใช่ไหม ?
....................เป็นกุศลปัจจัย ใช่ไหม ?
....................เป็นกุศลสมุทัย ใช่ไหม ?
พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้ประพันธ์ไว้เป็นคาถาว่า :-
มูล, เหตุ, นิทาน, สัมภวะ และปภวะ, สมุฏฐาน,
อาหาร, อารัมมณะ, ปัจจัย, และสมุทัย.๑
อุทเทสวาระ จบ
๑. คำเหล่านี้เป็น ไวพจน์ แก่กันและกัน.

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18ก (เล่ม 82)

ยมกปฺปกรณฏฺฐกถา
(อรรถกถาแห่งปกรณ์ยมก )
อารมฺภกถา
สงฺเขเปเนว เทวานํ เทวเทโว สุราลเย
กถาตฺถุปฺปกรณํ เทสยิตฺวา รณญฺชโห ฯ
ยมสฺส วีสยาตีโต นานายมกมณฺฑิตํ
อภิธมฺมปฺปกรณํ อฏฺฐํ ฉฏฺฐานเทสโก ฯ
ยมกํ อยมสวฏฺฏ- นีลามลตนูรุโห
ยํ เทสยิ อนุปฺปตฺโต ตสฺส สํวณฺณนากฺกโม
อิทานิ ยสฺมา ตสฺมาสฺส โหติ สํวณฺณนา อยํ ฯ
พระสัมมาสัมพุทธะ ผู้เป็นวิสุทธิเทพ ผู้ประหาณกิเลสอันเป็น
เหตุยังสัตว์ให้ร้องไห้อยู่ในภพน้อยใหญ่ ครั้นทรงแสดงกถาวัตถุปกรณ์
โดยสังเขป แก่ทวยเทพทั้งหลายในสุราลัยเทวโลกแล้ว พระองค์ผู้ก้าว
พ้นเขตแดน ( วิสัย ) ของพระยายม เป็นผู้ไม่มีมลทินเกิดในพระองค์
อันจะหมุนมาสู่วัฏฏะอีก ผู้แสดงธรรมเครื่องประหาณกิเลส ได้ทรง
แสดงอภิธรรมปกรณ์ ชื่อว่า ยมก ซึ้งเป็นปกรณ์ที่ ๖ ประดับด้วย
นานายมกไว้แล้ว บัดนี้ ลำดับการสังวรรณนาแห่งปกรณ์นั้น ถึงพร้อม
แล้ว เพราะฉะนั้น การสังวรรณนาจะมีต่อไป.

18ก
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18ข (เล่ม 82)

อรรถกถามูลยมก
วรรณนาอุทเทสวาระ
ก็ปกรณ์นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจำแนกไว้แล้ว ๑๐ อย่าง ด้วย
อำนาจของยมก ๑๐ อย่าง คือ มูลยมก ขันธยมก อายตนยมก
ธาตุยมก สัจจยมก สังขารยมก อนุสยยมก จิตตยมก ธรรมยมก
และ อินทริยยมก พึงทราบอรรถแห่งยมก ๑๐ อย่างเหล่านี้ของ
ปกรณ์นี้อย่างนี้
ถามว่า ชื่อว่า ยมก เพราะอรรถว่ากระไร ?
ตอบว่า เพราะอรรถว่า เป็นคู่กัน
จริงอยู่ คำว่า คู่กัน ท่านเรียกว่า ยมก เหมือนกับที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า ยมกปาฏิหาริย์ = ปาฏิหาริย์คู่ ยมกสาลา = ไม้สาละ
คู่ เป็นต้น
ในยมกทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ยมกหนึ่งๆ ชื่อว่า คู่ เพราะแสดงไว้
ด้วยอำนาจของยมกทั้งหลาย คือ คู่ ด้วยประการฉะนี้ ปกรณ์นี้ทั้งหมด
พึงทราบว่า ชื่อว่า ยมก เพราะรวบรวมคู่ทั้งหลายเหล่านี้ไว้
ยมกแรกแห่งยมก ๑๐ อย่าง เรียกว่า มูลยมก เพราะในมูล-
ยมกนั้นพระพุทธองค์ทรงกระทำการถามและตอบด้วยอำนาจแห่งมูล

18ข
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18ค (เล่ม 82)

มูลยมกนั้น มี ๒ วาระ คือ อุทเทสวาระ และนิทเทสวาระ
ใน ๒ วาระนั้น อุทเทสวาระ เป็นวาระแรกทรงยกขึ้นแล้วนำออกแสดง
ไปตามลำดับ
ยมกนี้ว่า เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลา
เย วา ปน กุสลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา เป็นยมกต้น
(คู่แรก ) ของมูลยมกนั้น
พึงทราบความเป็นคู่กัน ( ความเป็นยมก ) แห่งอุทเทสวาระนั้น
ด้วยวิธี ๓ อย่าง คือ อรรถยมก ท่านแสดงด้วยอำนาจแห่งเนื้อความ
๒ อย่าง คือ กุศลและอกุศลอย่างหนึ่ง ธรรมยมก ท่านแสดงด้วย
อำนาจของธรรมที่เป็นแบบแผนที่ดำเนินไปโดยอนุโลม ( ตามลำดับ )
และปฏิโลม ท่านลำดับ ของเนื้อความเหล่านั้นอย่างหนึ่ง อีกอย่าง
หนึ่ง ท่านแสดง ปุจฉายมก ด้วยอำนาจของคำถามที่ดำเนินไปโดย
อนุโลมและปฏิโลม ยมกทั้งหลายที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน
บัดนี้ พึงทราบการกำหนดพระบาลี ด้วยอำนาจแห่งประเภท
ของวาระมี นัย ยมก ปุจฉา และ อรรถ แห่งอุทเทสวาระในมูล-
ยมกนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยยมกทั้งหลายเหล่านี้
อย่างนี้

18ค
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18ง (เล่ม 82)

นัย ๔ อย่างเหล่านี้ คือ มูลนัย มูลมูลนัย มูลกนัย มูล-
มูลนัย มีอยู่ เพราะอาศัยบทที่เป็นเบื้องต้นนี้ว่า กุสลา ธมฺมา
แห่งกุสลติกมาติกา
ในนัย ๔ อย่างเหล่านี้ นัยหนึ่ง ๆ มียมก ๓ อย่าง คือ มูลยมก
เอกมูลยมก อัญญมัญญมูลยมก จึงเป็นยมก ๑๒ อย่าง
ในยมกหนึ่งๆ มีปุจฉา ๒ อย่างด้วยอำนาจ อนุโลม และ
ปฏิโลม จึงเป็นปุจฉา ๒๔
ในปุจฉาหนึ่ง ๆ มีอรรถ ๒ อย่างด้วยอำนาจ สันนิฏฐาน
( บทตั้ง ) และ สังสยะ ( บทถามหรือบทสงสัย ) จึงเป็นอรรถ ๔๘
พึงทราบอรรถแห่งสันนิฏฐานในบทนี้ว่า เยเกจิ กุสลา
ธมฺมา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล (มีอยู่ ) เพราะความ
ไม่มีความสงสัยในกุศลทั้งหลายว่าเป็นกุศลหรือไม่เป็นกุศล
พึงทราบอรรถแห่งสังสยะในบทนี้ว่า สพฺเพ เต กุสลมูลา =
กุศลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลมูลหรือ เพราะการถามด้วยอำนาจ
ความสงสัยอย่างนี้ว่า กุศลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุลมูลหรือไม่เป็นกุศล
มูล ก็เนื้อความนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเพื่อแสดงความสงสัยใน

18ง
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18จ (เล่ม 82)

ที่เป็นที่สงสัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย แต่ว่า ชื่อว่าความสงสัยย่อมไม่มี
แก่พระตถาคต ในบทปุจฉาแม้เหล่าอื่นจากบทนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน
บัณฑิตพึงทราบว่า ก็บททั้งหลาย ๔ แม้ทั้งปวงที่ท่านกล่าว
แล้วด้วยนัย ๑๖ ยมก ๔๘ ปุจฉา ๙๖ อรรถ ๑๙๒ ด้วยสามารถ
แห่งอุทเทสในกุศลติกมาติกาตากาว่า ก็นัย เหล่านี้ย่อมมีเพราะอาศัยกุศล
บท ยมก ๑๒ ย่อมมีด้วยอำนาจแห่งยมก ๓ อย่างในนัย ๆ หนึ่ง
ปุจฉา ๒๔ ย่อมมีด้วยอำนาจปุจฉา ๒ อย่างในยมกหนึ่ง ๆ อรรถ ๔๘
ย่อมมีด้วยสามารถแห่งอรรถ ๒ อย่างในปุจฉาหนึ่ง ดังนี้ฉันใด นัย ๔
อย่างเหล่านี้ก็ย่อมมีเพราะอาศัยอกุศลบทบ้าง เพราะอาศัยอัพยากตบท
บ้าง เหมือนกันฉันนั้น เพราะอาศัยซึ่งบท จึงชื่อว่านำออกแสดงแล้ว
เพรากระทำบททั้ง ๓ ให้เป็นอันเดียวกันบ้าง
เบื้องหน้าแต่นี้ วาระ ๙ อย่าง มีวาระว่า เยเกจิ กุสลา
ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลเหตุ = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล
มีอยู่ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลเหตุหรือ ดังนี้เป็นต้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดงแล้วด้วยอำนาจไวพจน์แห่งมูลวาระ
นั้นวาระแม้ทั้งหมด ๑๐ วาระ คือ มูลวาระ เหตุวาระ นิทานวาระ

18จ
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18 ฉ (เล่ม 82)

สัมภววาระ ปภววาระ สมุฏฐานวาระ อาหารวาระ อาลัมพณวาระ
ปัจจยวาระ สมุทยวาระ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
นัย ๑๖๐ ยมก ๔๘๐ ปุจฉา ๙๖๐ อรรถ ๑๙๒๐ พึงทราบ
ว่าท่านยกขึ้นแสดงไว้แล้วในวาระทั้ง ๑๐ แม้ทั้งหมดว่า พึงทราบวาระ
ทั้งหลายมีนัยเป็นต้น ในบทที่เหลือด้วยการกำหนดบทที่มาแล้วในมูล
วาระนั้น บัณฑิตพึงทราบการกำหนดพระบาลีด้วยสามารถประเภทแห่ง
วาระมี นัย ยมก ปุจฉา และ อรรถ ในอุทเทสวาระอย่างนี้ก่อน
พระคาถาที่ว่า มูลํ เหตุ นิทานํ จ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า
อุทานคาถา ของวาระทั้งหลาย ๑๐ คำทั้งหลายมีคำว่า มูล เป็นต้น
แม้ทั้งหมดในคาถานั้น เป็นไวพจน์ของ เหตุ ( การณะ) นั่นแหละ
ก็เหตุ ชื่อว่า มูล เพราะอรรถว่าตั้งไว้เฉพาะ
ธรรมชาติใดย่อมไป คือ ย่อมเป็นไป เพื่อยังผลของตนให้
สำเร็จ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า เหตุ

18ฉ
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18ช (เล่ม 82)

ธรรมชาติใดย่อมให้ซึ่งผลของตน ราวกะแสดงอยู่ว่า เชิญท่าน
ถือเอาซึ่งผลนั้น เหตุนั้นธรรมชาตินั้น ชื่อว่า นิทาน
ผลย่อมเกิดพร้อมจากธรรมใด เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า สัมภวะ
ผลย่อมเกิดทั่วจากธรรมใด เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า ปภวะ
ผลย่อมตั้งขึ้นในธรรมนี้ หรือว่า ย่อมตั้งขึ้นด้วยธรรมนี้ เหตุนี้
ธรรมนี้ชื่อว่า สมุฏฐาน
ธรรมใดย่อมนำมาซึ่งผลของตน เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า
อาหาร
ธรรมใดอันผลของตนย่อมยึดไว้ เพราะอรรถว่าไม่พึงถูกปฏิเสธ
(ด้วยผลของตน ) เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า อาลัมพณะ ( หรือ
อารัมมณะ )
ผลอาศัยธรรมนั้น คือไม่ปฏิเสธ ( ธรรมนั้น ) ย่อมเกิด
คือย่อมเป็นไป เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า ปัจจัย

18ช
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18ซ (เล่ม 82)

ผลย่อมเกิดแต่ธรรมนี้ เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า สมุทัย
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคำ แห่งบททั้งหลาย เหล่านั้น
อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
วรรณนาอุทเทสวาระ จบ

18ช