พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 693 (เล่ม 81)

[๑๘๖๓] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา
ปรินิพพาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก
ปรินิพพาน มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่าย
วิบาก ปรินิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่
หวั่นไหวปรินิพพาน.
[๑๘๖๔] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นไม่หวั่นไหวปรินิพพาน
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากจตุตถฌานแล้วจึงปริ-
นิพพาน ในลำดับอันกระชั้นชิด มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากจตุตถฌานแล้ว
จึงปรินิพพาน ในลำดับอันกระชั้นชิด ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่
ในความเป็นไม่หวั่นไหวปรินิพพาน.
อาเนญชกถา จบ

693
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 694 (เล่ม 81)

อรรถกถาอาเนญชกถา
ว่าด้วย อาเนญชะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอาเนญชะ คือความเป็นผู้ไม่หวั่นไหว. ในเรื่องนั้น
ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า
พระอรหันต์ตั้งอยู่ในอาเนญชะแล้วจึงปรินิพพาน เพราะกำหนดเอา
พระสูตรว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าดำรงอยู่ในจตุตถฌานแล้วจึงปรินิพพาน
ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ
ปรวาที.
คำว่า ในความเป็นผู้มีจิตเป็นปกติ คือปกติจิต ได้แก่ ภวังคจิต.
อธิบายว่า สัตว์ทั้งปวงผู้มีสัญญา ดำรงอยู่ในภวังคจิตแล้วย่อมทำกาละ
ด้วยจุติจิตอันมีภวังค์เป็นที่สุด. สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นอย่างนี้
เพื่อจะท้วงด้วยอรรถนี้ด้วยประการฉะนี้. ในปัญหานั้น แม้ปกติจิตอัน
ไม่หวั่นไหวของพระอรหันต์ในจตุโวการภพมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น
ปัญหานี้ท่านก็ยกขึ้นแสดงแล้วด้วยปัญจโวการภพ เพราะฉะนั้น สกวาที
จึงกล่าวคำว่า ...ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นต้น. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้น
ทั้งนั้นแล.
อรรถกถาอาเนญชกถา จบ

694
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 695 (เล่ม 81)

ธัมมาภิสมยกถา
[๑๘๖๕] สกวาที การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. การแสดงธรรม การฟังธรรม การสนทนาธรรม
การสอบถาม การสมาทานศีล ความสังวรระวังในอินทรีย์ทั้งหลาย ความ
รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ในปฐมยาม
และปัจฉิมยามแห่งราตรี มีแก่สัตว์อยู่ในครรภ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การแสดงธรรม ฯลฯ การประกอบความเพียรเครื่อง
ตื่นอยู่ในปฐมยามและปัจฉิมยามแห่งราตรี ไม่มีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า การแสดงธรรม การฟังธรรม ฯลฯ การ
ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ในปฐมยามและปัจฉิมยามแห่งราตรี
ไม่มีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้
อยู่ในครรภ์
[๑๘๖๖] ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ปัจจัยเพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง
คือ เสียงจากผู้อื่น และโยนิโสมนสิการ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒

695
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 696 (เล่ม 81)

อย่าง คือ เสียงจากผู้อื่นและโยนิโสมนสิการ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การตรัสรู้
ธรรม มีแก่สัตว์อยู่ในครรภ์.
[๑๘๖๗] ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. การตรัสรู้ธรรม มีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาท
แล้ว มีสติหลง ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ธัมมาภิสมยกถา จบ
อรรถกถาธัมมาภิสมยกถา
ว่าด้วย ธัมมาภิสมัย
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องธัมมาภิสมัย คือ การตรัสรู้ธรรม. ชนเหล่าใด
มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า การตรัสรู้
ธรรมของสัตว์ผู้นอนอยู่ในครรภ์มีอยู่ เพราะถือเอาพระโสดาบันในภพ
อดีต ผู้อยู่ในท้องมารดาแล้วออกจากครรภ์ ดังนี้ คำถามของสกวาที
หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที
จึงกล่าวคำว่า การแสดงธรรมเป็นต้น มีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์หรือ
เพื่อท้วงว่า ผิว่า การตรัสรู้ธรรมมีอยู่ในที่นั้นไซร้ เหตุแห่งการตรัสรู้
ธรรมทั้งหลาย มีการแสดงธรรมเป็นต้น ก็พึงมีในที่นั้นได้ ดังนี้.
คำว่า การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว เป็นต้น สกวาที
กล่าวหมายเอาภวังควาระ. จริงอยู่ ภวังค์ของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ย่อมเป็น
ไปมากมาย. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์นั้น ชื่อว่าหลับแล้ว

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 697 (เล่ม 81)

เพราะความไม่มีความเป็นไปแห่งเวลาที่จะพึงกระทำกิจ ชื่อว่าประมาท
แล้ว เพราะความไม่มีภาวนานุโยค ชื่อว่าผู้หลงลืมสติไม่มีสัมปชัญญะ
เพราะความไม่มีสติสัมปัญญะของกำหนดกรรมฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้
การตรัสรู้ธรรมของสัตว์ผู้เห็นปานนั้นจักมีแต่ที่ไหน.
อรรถกถาธัมมาภิสมยกถา จบ

697
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 698 (เล่ม 81)

กถาทั้ง ๓
[๑๘๖๘] สกวาที การบรรลุอรหัตผลมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. การบรรลุอรหัตผล มีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาท
ผู้มีสติหลง ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้ฝัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาทแล้ว
ผู้มีสติหลง ผู้ไม่มีสัมปัญญะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การบรรลุอรหัตผลมีแก่บุคคลผู้ฝัน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. การบรรลุอรหัตผล มีแก่บุคคลหลับแล้ว ผู้ประมาท
แล้ว ผู้มีสติหลง ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กถาทั้ง ๓ จบ
อรรถกถาติสสันนัมปิ กถานัง
ว่าด้วย กถาทั้ง ๓
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกถาทั้ง ๓. กถาทั้ง ๓ คือ ธัมมาภิสมัย ที่ไม่มีแก่
บุคคล ๓ ประเภท คือ แก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ แก่บุคคลผู้หลับแล้วเป็นต้น

698
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 699 (เล่ม 81)

แก่บุคคลผู้ฝัน. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกาย
อุตตราปถกะบางพวกเหล่านั้นนั่นแหละ แม้ในที่นี้ว่า การบรรลุพระ-
อรหันต์มีอยู่แก่สัตว์อยู่ในครรภ์ เพราะยึดถือเอาการบรรลุพระอรหันต์
ของพระโสดาบันเกิดแล้วไม่นาน และเห็นครรภ์ตั้งอยู่ ๗ ปี ของนาง
สุปปวาสา อุบาสิกา ดังนี้ด้วย ว่า ธัมมาภิสมัยมีอยู่ เพราะถือเอาความฝัน
อันเป็นที่ไปสู่ความว่างเป็นต้น ดังนี้ด้วย ว่า การบรรลุพระอรหันต์มีอยู่
ในที่นั้น ดังนี้ด้วย คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง
เป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้เช่นกับเรื่องก่อนนั่นแหละ ดังนี้แล.
อรรถกถาติสสันนัมปิกถานัง จบ

699
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 700 (เล่ม 81)

อัพยากตกถา
[๑๘๖๙] สกวาที จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่างเป็นอัพยากฤต หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. บุคคลพึงฝันฆ่าสัตว์ได้ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า บุคคลพึงฝันฆ่าสัตว์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่าจิต
ของบุคคลผู้ฝันทุกอย่างเป็นอัพยากฤต.
[๑๘๗๐] ส. บุคคลพึงฝันลักทรัพย์ ฯลฯ พึงฝันพูดเท็จ พึงฝันพูด
ส่อเสียด พึงฝันพูดคำหยาบ พึงฝันพูดเพ้อเจ้อ พึงฝันตัดที่ต่อ พึงฝัน
ปล้นใหญ่ พึงฝันปล้นเฉพาะเรือนหลังหนึ่ง พึงฝันดักที่ทางเปลี่ยว พึงฝัน
ผิดเมียท่าน พึงฝันทำการฆ่าชาวบ้าน พึงฝันทำการฆ่าชาวนิคม พึงฝัน
เสพเมถุนธรรม อสุจิของบุคคลผู้ฝันพึงเคลื่อนได้ บุคคลพึงฝันให้ทาน
พึงฝันให้จีวร พึงฝันให้บิณฑบาต พึงฝันให้เสนาสนะ พึงฝันให้คิลาน-
ปัจจยเภสัชชบริขาร พึงฝันให้ของเคี้ยว พึงฝันให้ของกิน พึงฝันให้น้ำดื่ม
พึงฝันไหว้พระเจดีย์ พึงฝันยกขึ้นซึ่งมาลา พึงฝันยกขึ้นซึ่งของหอม พึงฝัน
ยกขึ้นซึ่งเครื่องลูบไล้ ที่พระเจดีย์ ฯลฯ พึงฝันทำประทักษิณพระเจดีย์
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า บุคคลพึงฝันทำประทักษิณพระเจดีย์ ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่าง เป็นอัพยากฤต.
[๑๘๗๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่างเป็น
อัพยากฤต หรือ ?

700
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 701 (เล่ม 81)

ส. ถูกแล้ว.
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจิตของบุคคลผู้ฝันว่า เป็น
อัพโพหาริก มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจิตของบุคคลผู้ฝันว่า
เป็นอัพโพหาริก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า จิตของบุคคลผู้ฝัน
ทุกอย่าง เป็นอัพยากฤต.
อัพยากตกถา จบ
อรรถกถาอัพยากตกถา
ว่าด้วย เรื่องเป็นอัพยากฤต
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเป็นอัพยากฤต. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความ
เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะบางพวกนั่นแหละว่า จิตของบุคคล
ผู้ฝันทั้งปวงเป็นอัพยากฤต เพราะพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย เจตนาของ
ผู้ฝันนั้นมีอยู่แต่เจตนานั้นแล เป็นอัพโพหาริก (อัพโพหาริก แปลว่า
ไม่มีโวหาร คือหมายความว่า ไม่มีคำบัญญัติที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
ในพระวินัยว่าจะต้องเป็นอาบัติอย่างไร) ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง
ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบ
ตามบาลีนั่นแล.
คำว่า จิตของบุคคลผู้ฝันว่า เป็นอัพโพหาริก นี้ สกวาทีกล่าว
หมายถึงอาบัติ คือ การต้องโทษทางวินัย. จริงอยู่ อกุศลจิตของผู้ฝัน
ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งปาณาติบาตเป็นต้นแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น การ

701
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 702 (เล่ม 81)

ทำร้ายด้วยวัตถุหามีไม่ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่อาจเพื่อ
บัญญัติอาบัติในที่นั้นได้. ด้วยเหตุนี้ จิตที่เป็นอัพโพหาริกนั้น จึงไม่ใช่
อัพยากฤต ดังนี้แล.
อรรถกถาอัพยากตกถา จบ

702