พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 683 (เล่ม 81)

กรรมกถา
[๑๘๕๑] สกวาที กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กองอันเป็นอนิยตะไม่มี หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
กรรมทั้งปวง เป็นนิยตะ.
[๑๘๕๒] ส. กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกอง ๓ คือ กองอันเป็น
มิจฉัตตนิยตะ กองอันเป็นสัมมัตตนิยตะ กองอันเป็นอนิยตะ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกอง ๓ คือ กองอัน

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 684 (เล่ม 81)

เป็นมิจฉัตตนิยตะ กองอันเป็นสัมมัตตนิยตะ กองอันเป็นอนิยตะ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ.
[๑๘๕๓] ส. ทิฏฐิธรรมเวทนิยกรรม เป็นนิยตะโดยอรรถว่า
ทิฏฐธรรมเวทนิยะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวทนิยกรรม
เป็นนิยตะโดยอรรถว่า อปราปริยเวทนิยะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๕๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรม เป็นนิยตะ
โดยอรรถว่าทิฏฐธรรมเวทนิยะ อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวท-
นิยกรรม เป็นนิยตะโดยอรรถว่าอปราปริยเวทนิยะ หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรมเป็นอุปัชชเวทนิยกรรม เป็น
อปราปริยเวทนิยกรรม ฯลฯ อุปปัชชเวทนิยกรรมเป็นทิฏฐิธรรมเวท-

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 685 (เล่ม 81)

นิยกรรม เป็นอปรปริยเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวทนิยกรรม เป็น
ทิฏฐิธรรมเวทนิยกรรม เป็นอุปปัชชเวทนิยกรรม หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรมก็เป็นนิยตะ
โดยอรรถว่าทิฏฐธรรมเวทนิยะ อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวท-
นิยกรรมก็เป็นนิยตะ โดยอรรถว่า อปราปริยเวทนิยะ น่ะสิ.
กรรมกถา จบ
อรรถกถากัมมกถา
ว่าด้วย กรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ
ลัทธิของนิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางพวกเหล่านั้นนั่นแหละว่า
ที่ตั้งแห่งทิฏฐธัมมเวทนียะเป็นต้น เป็นนิยตะ คือเที่ยงแท้แน่นอน โดย
อรรถว่าเป็นทิฏฐัมมเวทนียะ เพราะฉะนั้น กรรมทั้งปวง จึงเป็นนิยตะ
ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ
ปรวาที.
ในคำว่า ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม เป็นนิยตะ เพราะอรรถว่าให้ผล
ในภพปัจจุบัน นี้เป็น คำตอบรับรองของสกวาที หมายเอาเนื้อความนี้ว่า
ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ก็เป็นทิฏฐัมมิกเวทนียะ คือ เป็นกรรมที่ให้ผล
ในภพปัจจุบันนี้เท่านั้น ถ้าว่า ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมนี้ ย่อมอาจให้ผลใน
ภพปัจจุบันได้ก็ย่อมให้ผิด ถ้าไม่อาจไซร้ ย่อมชื่อว่าเป็นอโหสิกรรมไป ดังนี้.
อนึ่ง ทิฏฐัมมเวทนียกรรมนี้ ย่อมไม่เป็นนิยตะด้วยสามารถแห่งนิยาม

685
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 686 (เล่ม 81)

มิจฉัตตะเทียว ดังนี้. พึงทราบคำที่เหลือโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง
นั้นแล.
อรรถกถากัมมกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. สาสกถา ๒. อวิวิตตกถา ๓. สัญโญชนกถา ๔. อิทธิกถา
๕. พุทธกถา ๖. สัพพทิสากถา ๗. กัมมกถา.
วรรคที่ ๒๑ จบ

686
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 687 (เล่ม 81)

วรรคที่ ๒๒
ปรินิพพานกถา
[๑๘๕๕] สกวาที การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง
แล้วปรินิพพาน มีอยู่หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ยังไม่ละ
อโนตตัปปะบางอย่างแล้วปรินิพพาน มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๕๖] ส. การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้ว
ปรินิพพาน มีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ ฯลฯ ยังมีกิเลสอยู่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลสแล้ว มิใช่
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลส
แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้ว
ปรินิพพานมีอยู่.
[๑๘๕๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์
บางอย่าง แล้วปรินิพพานมีอยู่ หรือ ?

687
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 688 (เล่ม 81)

ส. ถูกแล้ว.
ป. พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวง หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์
บางอย่าง แล้วปรินิพพานก็มีอยู่ น่ะสิ.
ปรินิพพานกถา จบ
อรรถกถาปรินิพพานกถา
ว่าด้วย ปรินิพพาน
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปรินิพพาน. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า พระอรหันต์ มีสัญโญชน์ที่ยัง
ไม่ละในวิสัยของพระสัพพญญูพุทธะย่อมปรินิพพานฉะนั้นการปรินิพพาน
โดยไม่ละซึ่งสัญโญชน์อย่างใดอย่างหนึ่งจึงมีอยู่ ดังนี้ คำถามของสกวาที
มุ่งถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ มีนัยดัง
ที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อรรถกถาปรินิพพานกถา จบ

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 689 (เล่ม 81)

กุสลจิตตกถา
[๑๘๕๘] สกวาที พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์สร้างสมอยู่ซึ่งบุญญาภิสังขาร สร้างสม
อยู่ซึ่งอเนญชาภิสังขาร ทำอยู่ซึ่งกรรมที่เป็นไปเพื่อคติ เพื่อภพ เพื่อความ
เป็นใหญ่ เพื่อความเป็นอธิบดี เพื่อสมบัติใหญ่ เพื่อบริวารมาก เพื่อความ
งามในเทพ เพื่อความงามในมนุษย์ ปรินิพพาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๕๙] ส. พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์สั่งสมอยู่ เลิกสะสมอยู่ ละขาดอยู่ ถือมั่น
อยู่ ชำระล้างอยู่ หมักหมมอยู่ กำจัดอยู่ ฯลฯ อบอวลอยู่ ปรินิพพาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์สะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่ก็มิใช่ แต่
เป็นผู้เลิกสะสมแล้วดำรงอยู่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์สะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่
ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์
มีจิตเป็นกุศล ปรินิพพาน.
ส. พระอรหันต์ละขาดอยู่ก็ไม่ใช่ ถือมั่นอยู่ก็ไม่ใช่ แต่
เป็นผู้ละขาดแล้วดำรงอยู่ ชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ หมักหมมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่
เป็นผู้ชำระล้างแล้วดำรงอยู่ กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็น

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 690 (เล่ม 81)

ผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็
ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์มีจิต
เป็นกุศลปรินิพพาน.
[๑๘๖๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน
หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. พระอรหันต์มีสติตั้งมั่น มีสติสัมปชัญญะ ปรินิพพาน
มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว.
ป. หากว่า พระอรหันต์มีสติตั้งมั่น มีสติสัมปชัญญะ
ปรินิพพานด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศล
ปรินิพพาน.
กุศลจิตตกถา จบ
อรรถกถากุสลจิตตกถา
ว่าด้วย จิตเป็นกุศล
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องจิตเป็นกุศล. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น
ผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า พระอรหันต์เป็นผู้มีสติไพบูลย์
แม้แต่เมื่อปรินิพพานก็มีสติสัมปชัญญะเทียว ย่อมปรินิพพาน เพราะฉะนั้น
พระอรหันต์จึงมีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง

690
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 691 (เล่ม 81)

ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าว
คำว่า พระอรหันต์สร้างสมอยู่ซึ่งปุญญาภิสังขาร เป็นต้น เพื่อท้วงด้วย
อรรถว่า ชื่อว่า กุสลจิต ย่อมมีด้วยอำนาจการสร้างสมปุญญาภิสังขาร
เป็นต้นนั้น. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นพึงทราบตามพระบาลีนั่นแล.
คำว่า พระอรหันต์...มีสติสัมปชัญญะ นี้ ปรวาทีกล่าว เพื่อ
แสดงการมรณะของผู้ไม่หลงลืมด้วยสามารถแห่งสติสัมปชัญญะอันเป็น
กิริยา ในขณะแห่งชวนะไม่ใช่แสดงว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลในขณะ
ที่ปรินิพพาน เพราะฉะนั้น คำนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่าพระอรหันต์มีจิตเป็น
กุศลปรินิพพาน ดังนี้แล.
อรรถกถากุสลสจิตตกถา จบ

691
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 692 (เล่ม 81)

อาเนญชกถา
[๑๘๖๑] สกวาที พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิต เป็นปกติ
ปรินิพพาน มิใช่หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิตเป็นปกติ ปริ-
นิพพาน มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิตเป็น
ปกติปรินิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่
หวั่นไหวปรินิพพาน.
[๑๘๖๒] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน
หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในกิริยมยจิต ได้แก่ จิตคือกิริยา
ปรินิพพาน หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในวิปากจิตปรินิพพาน มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในวิปากจิตปรินิพพาน ก็
ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นไม่หวั่นไหวปรินิพพาน
ดังนี้.

692