ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 635 (เล่ม 68)

ย่อมเป็นไปโดยอาการสงบ เพราะสงบโดยปราศจากธรรมอันเป็นข้าศึก
และเพราะตั้งอยู่ด้วยความเป็นสมาธิเกื้อหนุนอัปปนาอันสงบแล้ว.
บทว่า ฌายติ มีความรุ่งเรือง ดุจในประโยคมีอาทิว่า ประทีป
ในพลับพลาเหล่านี้ ย่อมรุ่งเรือง๑ตลอดคืน, และประทีปน้ำมัน ย่อม
รุ่งเรืองตลอดคืน, ประทีปน้ำมันพึงรุ่งเรือง๒ในพลับพลานี้. ปาฐะว่า
สมํ ชายติ บ้าง ความว่า สมาธิย่อมเกิดด้วยอาการสงบ, ปาฐะก่อน
ดีกว่า เพราะความเป็นคู่ว่า ฌายติ ฌาเปติ - เพ่งความสงบ เผา
ความไม่สงบ.
อนึ่ง บทว่า ฌาเปติ - เอาความว่าเผา. เพราะว่าสมาธินั้น
ชื่อว่าย่อมเผาธรรมเป็นข้าศึกด้วยทำให้ไกลกว่า. ท่านกล่าวอัปปนาสมาธิ
ด้วยบทมีอาทิว่า เอสิตตฺตา เนสิตตฺตา - เพราะแสวงหา เพราะไม่
แสวงหา เพราะการแสวงหาและการไม่แสวงหาเป็นต้น สำเร็จด้วย
อัปปนา.
บทว่า สมํ ฌาตตฺตา - เพราะเพ่งความสงบ, คือ เพราะ
รุ่งเรืองเสมอ. ปาฐะว่า สมํ ชาตตฺตา - เพราะเกิดเสมอบ้าง. ความ
เป็นสมาธิแห่งสมาธิ ๒๕ เหล่านี้ คือ สมาธิ ๖ ด้วยสามารถแห่งคู่ ๘
เหล่านี้, และสมาธิ ๙ มีข้างต้น.
๑. ที. สี. ๙/๙๒ ๒. สํ. นิ. ๑๖/๒๐๑.

635
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 636 (เล่ม 68)

ก็บทนี้ว่า สโม จ หิโต จ สุโข จา สมาธิ ชื่อว่าสมาธิ
เพราะเป็นธรรมสงบ เป็นสภาพเกื้อกูล และเป็นความสุข ท่าน
กล่าวเพื่อให้สำเร็จประโยชน์แห่งสมาธิอันสำเร็จแล้วด้วยอาการ ๒๕.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สโม มีความแห่ง สม ศัพท์, หรือ สํ
ศัพท์
จริงอยู่ สมาธินั้น ชื่อว่า สโม เพราะเว้นจากความไม่สงบ
อันกำเริบที่เป็นข้าศึก.
บทว่า หิโต มีความแห่ง อธิ ศัพท์. อธิบายว่าตั้งอยู่ในอารมณ์
คือ ให้ตั้งอยู่ด้วยทำความไม่หวั่นไหว. ท่านอธิบายว่า ด้วยบททั้ง ๒
ชื่อว่าสมาธิ เพราะสงบและตั้งมั่น.
บทว่า สุโข ชื่อว่า สุโข เพราะอรรถว่า สงบ. แม้สมาธิ
สหรคตด้วยอุเบกขา ท่านก็ถือเอาด้วย สุข ศัพท์. มีอรรถว่าสงบเพราะ
ท่านกล่าวไว้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญอทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสไว้ในความสงบ คือ ในความสุขอันประณีต และอุเบกขาท่าน
กล่าวว่าเป็นความสุขเพราะสงบ. ท่านกล่าวสมาธิทั้งหมดไว้ในที่นี้โดย
ไม่มีกำหนด. จึงเป็นอันท่านกล่าวเหตุของความตั้งมั่นด้วย สุข ศัพท์
๑. ม. มู. ๑๓/๙๘

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 637 (เล่ม 68)

นั้น. พึงทราบคำอธิบายว่า เพราะสมาธิเป็นความสงบ, ฉะนั้น สมาธิ
จึงตั้งมั่นในอารมณ์เดียว ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสมาธิภาวนามยญาณนิทเทส
ธรรมฐิติญาณนิทเทส
[๙๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณอย่างไร ?
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็น
ไป เป็นเหตุเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบ
ไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุเดิม และเป็น
เหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขาร ด้วยอาการ ๙ อย่าง อวิชชาจึงเป็นปัจจัย
สังขารเกิดขึ้นแห่งปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้
เป็นธรรมฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล
ก็ดี อวิชชาเป็นเหตุเกิด . . . และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขารด้วย
อาการ ๙ อย่างนี้ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัย แม้
ธรรมทั้งสองนี้ ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุเกิด. . . และเป็น
เหตุอาศัย เป็นไปแห่งวิญญาณ ฯลฯ วิญญาณเป็นเหตุเกิด . . . และ

637
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 638 (เล่ม 68)

เป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งนามรูป . . . นามรูปเป็นเหตุเกิด . . . และเป็น
เหตุอาศัยเป็นไปแห่งสฬายตนะ . . . สฬายตนะเป็นเหตุเกิด. . . และเป็น
เหตุอาศัยเป็นไปแห่งผัสสะ . . . ผัสสะเป็นเหตุเกิด . . . และเป็นเหตุอาศัย
เป็นไปแห่งเวทนา. . . เวทนาเป็นเหตุเกิด . . . และเป็นเหตุอาศัยเป็นไป
แห่งตัณหา . . . ตัณหาเป็นเหตุเกิด. . .และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งอุปา-
ทาน . . .อุปาทานเป็นเหตุเกิด . . . และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งภพ . . .
ภพเป็นเหตุเกิด. . .และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชาติ...ชาติเป็นเหตุเกิด. . .
และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชราและมรณะ . . . ปัญญาในการกำหนด
ปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุเกิด เป็น
เหตุให้เป็นไป เป็นเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบ
ไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุเกิด เป็นเหตุเดิม และเป็นเหตุอาศัย
เป็นไปแห่งชราและมรณะ ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ชาติจึงเป็นปัจจัย
ชราและมรณะเกิดแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้อย่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย
ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
[๙๕] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขาร
อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรม
ฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล
ก็ดี อวิชชาเป็นเหตุ สังขารอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่าง

638
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 639 (เล่ม 68)

ก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุ วิญญาณเกิดขึ้น
แต่เหตุ ... วิญญาณเป็นเหตุ นามรูปเกิดขึ้นแต่เหตุ ...นามรูปเป็นเหตุ
สฬายตนะเกิดขึ้นแต่เหตุ... สฬายตนะเป็นเหตุ ผัสสะเกิดขึ้นแต่เหตุ...
ผัสสะเป็นเหตุ เวทนาเกิดขึ้นแต่เหตุ ... เวทนาเป็นเหตุ ตัณหาเกิดขึ้น
แต่เหตุ... ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเกิดขึ้นแต่เหตุ ...อุปาทานเป็นเหตุ
ภพเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ภพเป็นเหตุ ชาติเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ชาติเป็นเหตุ
ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ
ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล
ก็ดี ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ แม้ธรรมทั้งสองนี้
ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
[๙๖] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็น
ไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิด
ขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล
ก็ดี อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรม
ทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.

639
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 640 (เล่ม 68)

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารอาศัยปัจจัยเป็นไป วิญญาณ
อาศัยสังขารเกิดขึ้น วิญญาณอาศัยปัจจัยเป็นไป นามรูปอาศัยวิญญาณ
เกิดขึ้น นามรูปอาศัยปัจจัยเป็นไป สฬายตนะอาศัยนามรูปเกิดขึ้น
สฬายตนะอาศัยปัจจัยเป็นไป ผัสสะอาศัยสฬายตนะเกิดขึ้น ผัสสะ
อาศัยปัจจัยเป็นไป เวทนาอาศัยผัสสะเกิดขึ้น เวทนาอาศัยปัจจัยเป็น
ไป ตัณหาอาศัยเวทนาเกิดขึ้น ตัณหาอาศัยปัจจัยเป็นไป อุปาทาน
อาศัยตัณหาเกิดขึ้น อุปาทานอาศัยปัจจัยเป็นไป ภพอาศัยอุปาทาน
เกิดขึ้น ภพอาศัยปัจจัยเป็นไป ชาติอาศัยภพเกิดขึ้น ชาติอาศัยปัจจัย
เป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล
ก็ดี ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรม
ทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
[๙๗] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขาร
เกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้
เป็นธรรมฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล
ก็ดี อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้
ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.

640
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 641 (เล่ม 68)

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณเกิด
ขึ้นเพราะปัจจัย วิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปเกิดขึ้นเพราะปัจจัย นาม
รูปเป็นปัจจัย สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย สฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะ
เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย เวทนา
เป็นปัจจัย ตัณหาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน
เกิดขึ้นเพราะปัจจัย อุปาทานเป็นปัจจัย ภพเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ภพ
เป็นปัจจัย ชาติเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะ
เกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้
เป็นธรรมฐิติญาณ.
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล
ก็ดี ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้
ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
[๙๘] ในกรรมภพก่อน ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่
ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็นตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน
ความคิดอ่านเป็นภพ ธรรม ๕ ประการในกรรมภพก่อน เหล่านี้ เป็น
ปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอุปปัตติภพนี้ ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ ความกังวล
เป็นนามรูป ประสาท คือ ภาวะที่ผ่องใส เป็นอายตนะ ส่วนที่ถูก
ต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนาในอุปปัตติภพนี้ ธรรม
๕ ประการในอุปปัตติภพเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในปุเรภพ

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 642 (เล่ม 68)

ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็น
ตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพ (ย่อมมี)
เพราะอายตนะทั้งหลาย ในภพนี้แก่รอบ ธรรม ๕ ประการในกรรมภพ
นี้เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคต ปฏิสนธิในอนาคตเป็น
วิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป ประสาทเป็นอายตนะ ส่วนที่ถูก
ต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการใน
อุปปัตติภพในอนาคตเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในภพนี้ พระ-
โยคาวจร ย่อมรู้ ย่อมเห็น ย่อมทราบชัด ย่อมแทงตลอด ซึ่ง
ปฏิจจสมุปบาท มีสังเขป ๔ กาล ๓ ปฏิสนธิ ๓ เหล่านี้ ด้วยอาการ ๒๐
ด้วยประการดังนี้.
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย
เป็นธรรมฐิติญาณ.
อรรถกถาธรรมฐิติญาณนิทเทส
๙๔] พึงทราบวินิจฉัยในธรรมฐิติญาณนิทเทสดังต่อไปนี้ ใน
บทมีอาทิว่า อวิชฺชา สงฺขารานํ อุปฺปาทฏฺฐิติ - ต่อวิชชาเป็นเหตุเกิด
แห่งสังขารทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้ ชื่อว่า  ิติ เพราะอรรถว่าอวิชชา
เป็นเหตุตั้งสังขาร.  ิติ นั้น คืออะไร ? คือ อวิชชา. เพราะว่า

642
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 643 (เล่ม 68)

อวิชชานั้นเป็นที่ตั้ง คือเป็นเหตุแห่งการเกิดสังขารทั้งหลาย เพราะเหตุ
นั้นจึงชื่อว่า อุปฺปาทฏฺฐิติ - เป็นเหตุเกิด.
ชื่อว่า ปวตฺตฏฺฐิติ - เป็นเหตุให้เป็นไป เพราะอรรถว่าเป็น
เหตุแห่งความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว. อธิบายว่า จริง
อยู่ อานุภาพของกิจย่อมมีในขณะชนกปัจจัยเกิดนั่นเองโดยแท้, แต่
เพราะความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายอันชนกปัจจัยนั้นให้เกิด จึงชื่อ
ว่าเป็นเหตุ แม้แห่งความเป็นไปในขณะของตน, อีกอย่างหนึ่ง เป็น
เหตุแห่งความเป็นไปด้วยอำนาจสันตติ.
อนึ่ง บทว่า ปวตฺตํ นี้ เป็นภาววจนะลงในนปุงสกลิงค์,
เพราะฉะนั้น ปวตฺตํ จึงเป็นอันเดียวกัน โดยอรรถว่า ปวตติ - ความ
เป็นไป. แต่เพราะปวัตติศัพท์ปรากฏแล้ว ท่านจึงอธิบายประกอบด้วย
บทว่า ปวตฺตํ นั้น.  ิติ ศัพท์ ในความเป็นไม่มีในที่นี้ เพราะ  ิติ
ศัพท์ แม้ในภาวะก็สำเร็จได้.
เพื่อแสดงว่า  ิติ ศัพท์ เป็นไปในความว่า เหตุ ท่านจึง
กล่าวว่า นิมิตฺตฏฺฐิติ อธิบายว่า  ิติ เป็นเครื่องหมายคือเป็นเหตุ. ไม่ใช่
เพียงเป็นเครื่องหมายอย่างเดียว ที่แท้พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงความเป็น
ผู้สามารถในปัจจัยว่า ย่อมประมวลมา ย่อมพยายาม เป็นดุจมีความ
ขวนขวายในการให้เกิดสังขาร จึงกล่าวว่า อายูหนฏฺฐิติ อธิบายว่า
ฐิติ เป็นเหตุประมวลมา. เพราะอวิชชาให้สังขารเกิดขึ้น ชื่อว่า ประกอบ

643
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 644 (เล่ม 68)

ในความเกิด, อธิบายว่า พยายาม, อวิชชาให้สังขารเป็นไป ชื่อว่า
พัวพันในความเป็นไป. อธิบายว่า ผูกพัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
สญฺโญคฏฺฐิติ - เป็นเหตุประกอบไว้ ปลิโพธฏฺฐิต - เป็นเหตุพัวพัน
อธิบายว่า เป็นเหตุประกอบ เป็นเหตุกังวล.
เพราะอวิชชาให้สังขารเกิด ชื่อว่า สมุทัย เพราะอรรถว่า
เป็นมูลเหตุแห่งความเกิดและความเป็นไป, ชื่อว่า สมุทยฐิติ เพราะ
เป็นเหตุให้เกิด อธิบายว่า เป็นมูลเหตุ. อวิชชาแลท่านกล่าวว่า
เหตฏฺฐิติ - เป็นเหตุเดิม, ปจฺจยฏฺฐิติ - เป็นเหตุอาศัยเป็นไป เพราะเป็น
เหตุเกิดในความเกิดของสังขาร, เพราะเป็นปัจจัยอุปถัมภ์ในความเป็น
ไป อธิบายว่า  ิติ เป็นเหตุเดิม,  ิติ เป็นเหตุอาศัยเป็นไป ท่านกล่าว
ชนกปัจจัยเป็นเหตุ, อุปถัมภกปัจจัยเป็นเครื่องอาศัย. แม้ในบทที่เหลือ
ก็พึงประกอบอย่างนี้.
ในบทนี้ว่า ภโว ชาติยา ชาติ ชรามรณสฺส - ภพเป็นปัจจัย
แก่ชาติ. ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ ท่านกล่าวถึงบทที่ประกอบด้วย
สามารถความเกิดว่า อุปฺปาทฏฺฐิติ สญฺโญคฏฺฐิติ เหตฏฺฐิติ โดย
ปริยาย ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ทั้งหลายมีชาติชราและมรณะ.. แต่อาจารย์
บางพวกพรรณนาความในบทนี้ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า อุปฺปาทาย  ิติ
อุปฺปาทฏฺฐิติ - เหตุแห่งความเกิด ชื่อว่า อุปปาทัฏฐิติ - เป็นเหตุเกิด.
บทว่า อวิชฺชา ปจฺจโย - อวิชชาเป็นปัจจัย ท่านกล่าวเพ่งความที่
อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย.

644