พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 74 (เล่ม 65)

ปรากฏ ในเมื่อนมส้มที่พ้นจากกาลเป็นน้ำนมไหลไป ๆ ย่อมไม่เป็นเหมือน
เกิดในวันเดียวกันนั่นเอง ด้วยสามารถแห่งเวลาก่อนอาหารและเวลาหลัง
อาหาร.
ชื่อว่า สหชาโต เพราะอรรถว่าเกิดในขณะเดียวกัน.
บทว่า เอกวตฺถุโก-มีที่อาศัยเดียวกัน ความว่า มีวัตถุเดียวกัน
เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง โดยกำหนดที่ตั้งอันเดียวกัน เป็นที่ตั้งเว้นระหว่าง
ที่ตั้ง ดุจภิกษุ ๒ รูปมีที่อาศัยแห่งเดียวกัน.
บทว่า เอการมฺมโณ ความว่า มีอารมณ์เดียวกันโดยไม่แน่นอน
ไม่เหมือนจักขุวิญญาณ อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วยประการ
ฉะนี้.
บทว่า มจฺโจ เป็นมูลบท คือบทเดิม. ชื่อว่า สัตว์ เพราะ
อรรถว่า ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องแล้วในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์
สัตว์ นั้น ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแลจึงเรียกว่า สัตว์ พระเจ้าข้า.
ดูก่อน ราธะ ฉันทะอันใด ราคะอันใด ในรูปแล, ผู้ข้องในฉันทะนั้น
ข้องวิเศษแล้วในราคะนั้น ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า สัตว์. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าสัตว์เพราะประกอบด้วยความข้อง.
ชื่อว่า นระ เพราะอรรถว่า นำไปสู่สุคติแลทุคคติ.
ชื่อว่า มาณพ เพราะอรรถว่า เป็นลูก คือเป็นบุตรของพระมนู.
ชื่อว่า โปส เพราะอรรถว่า อันบุคคลอื่นเลี้ยงดูด้วยเครื่องใช้.
นรก ท่านเรียกว่า ปุํ.

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 75 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ปุคคล เพราะอรรถว่า กลืนกินนรกนั้น.
ชื่อว่า ชีว เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งชีวิตินทรีย์.
ชื่อว่า ชาตุ-ผู้เกิด เพราะอรรถว่า ไปสู่การเกิดจากจุติ.
ชื่อว่า ชนฺตุ เพราะอรรถว่า ย่อมเสื่อมโทรม.
ชื่อว่า อินฺทคู เพราะอรรถว่า ถึงโดยความเป็นใหญ่. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า อินฺทคู เพราะอรรถว่า ไปด้วยกรรมเป็นใหญ่. บาลีว่า
หินฺทคู ก็มี.
บทว่า หินฺทํ ได้แก่ ความตาย. ชื่อว่า หินฺทคู เพราะอรรถ
ว่า ไปสู่ความตายนั้น.
ชื่อว่า มนุชะ เพราะอรรถว่า เกิดแต่พระมนู.
บทว่า ยํ สาทิยติ ความว่า ยินดีอารมณ์มีรูปเป็นต้นใด บทที่
เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ต่อแต่นี้ไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรุปความที่ตรัสแล้วให้
เข้าใจง่าย จึงตรัสว่า กามํ กามยมานสฺส ฯลฯ ยทิจฺฉติ ดังนี้.
ต่อแต่นี้ข้าพเจ้าจักไม่กล่าวถึงเพียงนี้ จักกล่าวแต่ที่แปลกเท่านั้น.
บทว่า ตสฺส เจ กามยมานสฺส ความว่า เมื่อบุคคลนั้น
ปรารถนากามอยู่ หรือไปอยู่ด้วยกาม.
บทว่า ฉนฺทชาตสฺส ได้แก่ มีตัณหาเกิดแล้ว.
บทว่า ชนฺตุโน ได้แก่ สัตว์.
บทว่า เต กามา ปริหายนฺติ ความว่า ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป.
บทว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น สัตว์

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 76 (เล่ม 65)

นั้นย่อมกระสับกระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรอันทำด้วยเหล็กเป็นต้น
แทงแล้ว. ต่อแต่นี้ข้าพเจ้าจักเว้นบทที่กล่าวไว้แล้ว จักกล่าวแต่บทที่ยาก ๆ
ในบรรดาบทที่ยังไม่ได้กล่าวไว้เท่านั้น.
สัตว์ย่อมไป คือย่อมถึง ด้วยสามารถถึงอารมณ์อันเป็นความอิ่มใจ
เพราะจักษุ.
ชื่อว่า ออกไป เพราะอรรถว่า ยังจิตให้ถึงพร้อมด้วยสามารถแห่ง
อารมณ์ แม้ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ที่น่าทัศนา.
ชื่อว่า ถอยไป เพราะอรรถว่า กำหนดความอิ่มใจเพราะได้ยิน
ด้วยหู ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ที่น่าเสพ.
ชื่อว่า แล่นไป เพราะอรรถว่า เข้าไปยึดความอิ่มจิตแล่นไปด้วย
สามารถแห่งอารมณ์ที่น่าเที่ยวไป.
บทว่า ยถา เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งอุปมา.
ชื่อว่า ด้วยยานช้างบ้าง เพราะอรรถว่าไปคือถึงด้วยช้าง. วาศัพท์
ลงในอรรถวิกัป.
ชื่อว่า ด้วยยานม้าบ้าง เพราะอรรถว่าไปคือถึงด้วยม้า. ยานมียาน
เทียมด้วยโคเป็นต้น ชื่อว่า ยานโค คือถึงด้วยยานโคนั้น แม้ในยานแกะ
เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ความพอใจในกามที่เกิดด้วยสาหารถอารมณ์ที่ปรารถนา ชื่อว่า เกิด
พร้อม, ที่เกิดด้วยความเป็นอารมณ์ที่รัก ชื่อว่า เกิดขึ้น เกิดเฉพาะ. ที่
เกิดด้วยความเป็นอารมณ์ที่ชอบใจ ชื่อ ปรากฏ.
อีกอย่างหนึ่ง ความพอใจในกามที่เกิดด้วยกามราคะ ชื่อว่า เกิด

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 77 (เล่ม 65)

พร้อม. ที่เกิดด้วยกามนันทิ ชื่อว่า เกิดขึ้น เกิดเฉพาะ, ที่เกิดด้วย
กามตัณหา ด้วยกายมสิเนหา ด้วยกามฉันทะ และด้วยกามปริฬาหะ พึง
ทราบว่า ปรากฏ.
บทว่า เต วา กามา ปริหายนฺติ ความว่า กามเหล่านั้น
คือวัตถุกามเป็นต้น เสื่อมไป คือจากไป.
บทว่า โส วา กาเมหิ ปริหายติ ความว่า สัตว์นั้น คือ
บุคคลมีกษัตริย์ เป็นต้น ย่อมเสื่อม คือจากไป จากกามทั้งหลาย มี
วัตถุกามเป็นต้น ดุจในคาถามีอาทิอย่างนี้ว่า :-
โภคทั้งหลายย่อมละสัตว์ไปในก่อนแล สัตว์
ย่อมสละทรัพย์ทั้งหลายก่อนกว่าดังนี้.
บทว่า กถํ ได้แก่ ด้วยประการไร.
บทว่า ติฏฺฐนฺตสฺเสว ได้แก่ ดำรงอยู่นั่นแหละ.
บทว่า เต โภเค ได้แก่ โภคะทั้งหลายเหล่านั้น มีวัตถุกาม
เป็นต้น.
บทว่า ราชาโน วา ได้แก่ พวกพระราชาในแผ่นดินเป็นต้น.
บทว่า หรนฺติ ได้แก่ ยึดเอาไป หรือริบเอาไป.
บทว่า โจรา วา ได้แก่ พวกตัดช่องย่องเบาเป็นต้น.
บทว่า อคฺคิ วา ได้แก่ ไฟป่าเป็นต้น.
บทว่า ฑหติ ได้แก่ ให้ย่อยยับ คือทำให้เป็นเถ้า.
บทว่า อุทกํ วา ได้แก่ น้ำ มีน้ำหลากเป็นต้น.
บทว่า วหติ ได้แก่ พัดเอาไปลงทะเล.

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 78 (เล่ม 65)

บทว่า อปฺปิยา วา ได้แก่ ผู้ไม่รักใคร่ ไม่ชอบใจ.
บทว่า ทายาทา หรนฺติ ความว่า ผู้มีใช่เจ้าของ เว้นจากความ
เป็นทายาท นำไป.
บทว่า นิหิตํ วา ได้แก่ ที่เก็บฝังไว้.
บทว่า นาธิคจฺฉติ ได้แก่ ไม่ประสบ คือไม่ได้คืน อธิบายว่า
ไม่ได้เห็น.
บทว่า ทุปฺปยุตฺตา ได้แก่ การงานมีกสิกรรมและพาณิชยกรรม
เป็นต้น ที่ประกอบดำเนินการไม่เรียบร้อย.
บทว่า ภิชฺชนฺติ ได้แก่ ถึงความทำลาย อธิบายว่า ดำเนินการ
ไปไม่ได้. พึงทราบความเกิดในคาถามีอาทิว่า ผู้ไม่รู้ย่อมทำลายการงาน
นั้น ดังนี้.
บทว่า กุเล วา กุลชฺฌาปโก อุปฺปชฺชติ ความว่า คน
ผลาญสกุลคือคนสุดท้ายในสกุล เกิดในสกุลกษัตริย์เป็นต้น.
บาลีว่า กุเล วา กุลงฺคาโร ดังนี้ก็มี.
บทว่า โย เต โภเค วิกิรติ ความว่า ผู้เป็นคนสุดท้ายใน
สกุลนี้ ยังโภคะมีเงินเป็นต้นเหล่านั้นให้สิ้นไป.
บทว่า วิธเมติ ได้แก่แยกเป็นส่วน ๆ ขว้างทิ้งไปไกล.
บทว่า วิทฺธํเสติ ได้แก่ ให้พินาศ คือให้ดูไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง
เป็นนักเลงหญิงเรี่ยราย, เป็นนักเลงสุรากระจัดกระจาย, เป็นนักเลงการ
พนันทำลาย. อีกอย่างหนึ่ง ผู้นี้เรี่ยรายโภคะที่เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้,
กระจัดกระจายโภคะที่เกิดขึ้นเพราะไม่รู้หลักการใช้จ่าย, ทำลายโภคะที่เกิด

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 79 (เล่ม 65)

ขึ้น เพราะปราศจากวิธีอารักขาในสถานที่เก็บไว้.
บทว่า อนิจฺจตาเยว อฏฺฐฐมี ความว่า ความพินาศนั่นแลเป็น
ที่แปด.
บทว่า หายนฺติ ได้แก่ ถึงการดูไม่ได้.
บทว่า ปริหายนฺติ ได้แก่ ไม่ปรากฏอีก.
บทว่า ปริทฺธํเสนฺติ ได้แก่ เคลื่อนจากที่.
บทว่า ปริจฺจชนฺติ ได้แก่ รั่วไหล.
บทว่า อนฺตรธายนฺติ ได้แก่ ถึงความอันตรธาน คือดูไม่เห็น.
บทว่า วิปฺปลุชฺชนฺติ ได้แก่ แหลกละเอียดหมดไป.
บทว่า ติฏฺฐนฺเตว เต โภคา ความว่า ในเวลาที่โภคะเหล่า-
นั้นตั้งอยู่ เหมือนในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ดำรงอยู่ก็ตาม. บังเกิดแล้ว
ก็ตามดังนี้.
บทว่า โส ได้แก่ บุคคลนั้นคือผู้เป็นเจ้าของโภคะ จุติจาก
เทวโลก, ตายจากมนุษยโลก, สูญหายจากโลกแห่งนาคและครุฑเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง เสื่อมด้วยสามารถแห่งเรือนคลังข้าวเปลือก, เสียหายด้วย
สามารถแห่งเรือนคลังทรัพย์, กระจัดกระจายด้วยสามารถแห่งโคงานและ
ช้างม้าเป็นต้น. รั่วไหลด้วยสามารถแห่งทาสีและทาส, อันตรธานด้วย
สามารถแห่งทาระและอาภรณ์, สูญหายด้วยสามารถแห่งน้ำเป็นต้น.
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้ดังนี้.
บทว่า อโยมเยน ได้แก่ ที่เกิดแต่โลหะดำเป็นต้น.
บทว่า สลฺเลน ได้แก่ ด้วยลูกธนู.

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 80 (เล่ม 65)

บทว่า อฏฺฐิมเยน ได้แก่ ด้วยกระดูกที่เหลือเว้นกระดูกมนุษย์.
บทว่า ทนฺตมเยน ได้แก่ ด้วยงาช้างเป็นต้น.
บทว่า วิสาณมเยน ได้แก่ ด้วยเขาโคเป็นต้น.
บทว่า กฏฺฐมเยน ได้แก่ ด้วยไม้ไผ่เป็นต้น.
บทว่า วิทฺโธ ได้แก่ แทงด้วยลูกศรมีประการดังกล่าวแล้วอย่าง
ใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า รุปฺปติ ได้แก่ กระสับกระส่าย คือถึงวิการ.
บทว่า กุปฺปติ ได้แก่ หวั่นไหว คือยังความโกรธให้เกิดขึ้น.
บทว่า ฆฏิยติ ได้แก่ เป็นผู้ดิ้นรน.
บทว่า ปีฬิยติ ได้แก่ เป็นผู้จุกเสียด ผู้ถูกประหารย่อมหวั่นไหว
ย่อมดิ้นรนในเวลาใส่เส้นหญ้าเข้าไปล้างแผลในวันที่สาม ย่อมจุกเสียดเมื่อ
ให้น้ำด่าง หรือย่อมกระสับกระส่ายเมื่อล้างแผลที่ถูกแทง ย่อมหวั่นไหว
เพราะเกิดทุกข์นั้น ย่อมจุกเสียดเพราะใส่เส้นหญ้าเข้าไป ย่อมดิ้นรนเมื่อ
ให้น้ำด่าง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า พฺยาธิโต ได้แก่ เป็นผู้ถูกประหารแล้วเจ็บตัว.
บทว่า โทมนสฺสิโต ได้แก่ ถึงความโทมนัส.
บทว่า วิปริณามญฺญถาภาเวน ได้แก่ เพราะละความเป็นปกติ
เข้าถึงความเป็นอย่างอื่น. ความเหี่ยวแห้งภายในใจ ชื่อว่า โศก, ความ
บ่นเพ้อด้วยวาจา ชื่อว่า ปริเทวะ, ความบีบคั้นทางกายเป็นต้น ชื่อว่า
ทุกข์, ความบีบคั้นทางใจ ชื่อว่า โทมนัส, และความคับแค้นใจอย่าง
แรง ชื่อว่า อุปายาส. ความโศกเป็นต้นมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 81 (เล่ม 65)

ย่อมเกิดขึ้น คือย่อมถึงความปรากฏ.
ในคาถาที่ ๓ มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ก็ผู้ใดเว้น ขาดกามเหล่านี้
โดยการข่มฉันทราคะในกามนั้น, หรือโดยการตัดขาด เหมือนบุคคลเว้น
ขาดหัวงูด้วยเท้าของตน. ผู้นั้นเป็นผู้เห็นภัย, เป็นผู้มีสติย่อมล่วงพ้น
ตัณหา กล่าวคือวิสัตติกาซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก, เพราะซ่านไป
ทั่วโลกตั้งอยู่.
บทว่า โย เป็นบทที่พึงจำแนก. บทว่า โย ยาทิโส เป็นต้น
เป็นบทจำแนกบทนั้น. ก็ในคาถานี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
บทที่มีเนื้อความว่า โย และบุคคลนั้นโดยไม่กำหนด. ฉะนั้น เมื่อจะ
ทรงแสดงเนื้อความของบทนั้น พระองค์จึงตรัสศัพท์ว่า โย เท่านั้น
ซึ่งแสดงบุคคลโดยไม่กำหนด. เพราะฉะนั้น ในคาถานี้พึงทราบเนื้อความ
อย่างนี้ว่า บทว่า โย ได้แก่ คนใดคนหนึ่ง. เพราะบุคคลนั้น คือ
บุคคลผู้ชื่อว่าคนใดคนหนึ่งนั้น ย่อมปรากฏโดยอาการนั้น ด้วยสามารถ
แห่งเพศ การประกอบ มีชนิดอย่างไร. มีประการอย่างไร. ถึงฐานะใด,
ประกอบด้วยธรรมใด เป็นแน่. ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะประ
กาศประเภทนั้น เพื่อให้รู้บุคคลนั้น ในที่นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยา-
ทิโส ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิโส ความว่า เป็นผู้เช่นใดหรือ
เช่นนั้นก็ตาม ด้วยสามารถแห่งเพศ คือ สูง, ต่ำ, ดำ, ขาว, ผิวตก-
กระ, ผอมหรืออ้วนก็ตาม.
บทว่า ยถายุตฺโต ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยการใดหรือการ

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 82 (เล่ม 65)

นั้นก็ตาม ด้วยสามารถแห่งการประกอบ คือ ประกอบงานก่อสร้างก็
ตาม ประกอบการเรียนการสอนก็ตาม, ประกอบธุระเครื่องนุ่งห่มก็ตาม.
บทว่า ยถาวิหิโต ความว่า เป็นผู้ได้รับแต่งตั้งอย่างใด ด้วย
สามารถเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างเป็นต้น.
บทว่า ยถาปกาโร ความว่า เป็นผู้ดำรงอยู่ด้วยประการใด ด้วย
สามารถเป็นผู้นำบริษัทเป็นต้น.
บทว่า ยํ ฐานปฺปตฺโต ความว่า เป็นผู้ถึงตำแหน่งใด ด้วย
สามารถตำแหน่งเสนาบดีและตำแหน่งเศรษฐีเป็นต้น.
บทว่า ยํ ธมฺมสมนฺนาคโต ความว่า เป็นผู้เข้าถึงด้วยธรรมใด
ด้วยสามารถธุดงค์เป็นต้น.
บทว่า วิกฺขมฺภนโต วา ความว่า โดยกระทำให้ไกลจากกิเลส
ทั้งหลาย ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ดุจใช้หม้อน้ำแหวกสาหร่าย.
บทว่า สมุจฺเฉทโต วา ความว่า หรือโดยการตัดขาด ด้วย
สามารถแห่งการละโดยถอนรากกิเลสทั้งหลายอย่างเด็ดขาด ทำให้เป็นไป
ไม่ได้อีก ด้วยมรรค.
บท ๑๑ บท มีบทว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยโครงกระดูก เป็น-
ต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา.
บทว่า แม้ผู้เจริญพุทธานุสสติ เป็นต้น. และบทว่า แม้ผู้เจริญ
มรณานุสสติ แม้ผู้เจริญอุปสมานุสสติ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอุปจาร-
ฌาน.
บทว่า แม้ผู้เจริญอานาปานสติ แม้ผู้เจริญกายคตาสติ แม้ผู้เจริญ

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 83 (เล่ม 65)

ปฐมฌาน เป็นต้น. แม้ผู้เจริญเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นที่
สุด ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอัปปนาฌาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐิกงฺกลูปมา กามา ความว่า
กามทั้งหลาย ชื่อว่า เปรียบด้วยโครงกระดูก เพราะอรรถว่า กามเหล่า
นั้นมีโครงกระดูกซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติดเป็นเครื่องเปรียบ.
บทว่า อปฺปสาทฏฺเฐน ความว่า เพราะอรรถว่า เห็นว่าในกาม
นี้มีความยินดีความสุขน้อย คือนิดหน่อย มีโทษมากมาย.
บทว่า ปสฺสนฺโต ความว่า เห็นอยู่ด้วยจักษุคือญาณว่า ก็และ
สุนัขนั้นยังคงมีส่วนแห่งความลำบากความคับแค้นอยู่อย่างนั้นนั่นเอง.
บทว่า ปริวชฺเชติ ได้แก่ ไปไกล สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดีเหมือนอย่างว่า สุนัขที่ถูกความทุรพลเพราะความ
หิวครอบงำเข้าไปร้องขอต่อนายโคฆาต นายโคฆาตหรือลูกมือของนาย
โคฆาตผู้ขยันพึงเอาโครงกระดูกซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติดเลี้ยงดู
สุนัขนั้น สุนัขนั้นแทะโครงกระดูกนั้นซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติด
พึงบรรเทาความทุรพลเพราะความหิวได้บ้างหรือหนอ นั้นเป็นไปไม่ได้
เลยพระเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะโครงกระดูกนั้นไม่น่ายินดี ไม่
มีเนื้อและเลือดติด พระเจ้าข้า ก็และสุนัขนั้นยังคงมีส่วนแห่งความลำบาก
ความคับแค้น อยู่อย่างนั้นนั่นเอง แม้ฉันใด ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉัน
นั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบ
ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบ
ด้วยโครงกระดูก มีทุกข์มาก, มีความคับแค้นมาก, ในกามนี้มีโทษมากมาย

83