ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 578 (เล่ม 64)

พระเวสสันดรราชประทับอยู่ในป่า อย่างไรจะพระ-
ราชทานพระราชโอรสและพระราชธิดาเล่า พระองค์
ควรจะพระราชทานทาส ทาสี ม้า แม่ม้าอัศดร รถ
ช้างกุญชร ทำไมจึงพระราชทานพระราชกุมารทั้งสอง
เล่า.
พระชาลีกุมารทูลว่า
[๑๒๒๑] ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา ทาส ม้า แม่
น่าอัสดร รถ และช้างกุญชรตัวประเสริฐ ในเรือน
ของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นจะพึงให้อะไรพระเจ้าข้า.
พระเจ้าสญชัยตรัสว่า.
[๑๒๒๒] ดูก่อนพระหลานน้อย ปู่สรรเสริญ
ทานแห่งบิดาของเจ้านั้น ปู่ไม่ได้ติเตียนเลย หฤทัย
แห่งบิดาของเจ้าเป็นอย่างไรหนอ เพราะให้เจ้าทั้ง
สองแก่พราหมณ์แล้ว.
พระชาลีกุมารทูลว่า
[๑๒๒๓] ข้าแต่พระอัยกามหาราช พระบิดา
ของเกล้ากระหม่อม. พระราชทานเกล้ากระหม่อมทั้ง
สองแก่พราหมณ์แล้ว ได้สดับถ้อยคำร่ำพิลาป ที่พระ
น้องกัณหาได้กล่าวแล้ว.
[๑๒๒๔] ทรงมีพระหฤทัยเป็นทุกข์และเร่าร้อน
มีดวงพระเนตรแดงดังหนึ่งดาวโรหิณี และมีพระอัส-
สุชลหลั่งไหล.

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 579 (เล่ม 64)

[๑๒๒๕] พระน้องกัณหาชินาได้กราบทูลสมเด็จ
พระบิดาดังนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาเจ้าขา พราหมณ์นี้
เฆี่ยนตีเกล้ากระหม่อมฉันด้วยไม้เท้า ดังเฆี่ยนตีหญิง
ทาสีอันเกิดในเรือนเบี้ย พระบิดาเจ้าขา ผู้นี้ไม่ใช่
พราหมณ์เป็นแน่ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในธรรม
ยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์มานำเอาเกล้ากระหม่อม
ฉันทั้งสองไปเพื่อจะกิน พระบิดาเจ้าขา เกล้ากระ-
หม่อมฉันทั้งสองถูกปีศาจนำไป ไฉนพระบิดาจึงทรง
นิ่งดูดายเสียเล่าหนอ เพคะ.
พระราชาตรัสว่า
[๑๒๒๖] มารดาของเจ้าทั้งสองเป็นพระราชบุตร
และบิดาของเจ้าทั้งสองเป็นพระราชบุตร แต่ก่อนเจ้า
ทั้งสองเคยขึ้นตักของปู่ บัดนี้เหตุไรจึงยืนอยู่ห่างไกล
เล่าหนอ.
พระกุมารทูลว่า
[๑๒๒๗] พระมารดาของเกล้ากระหม่อมทั้งสอง
เป็นพระราชบุตร และพระบิดาของเกล้ากระหม่อม
ทั้งสองเป็นพระราชบุตร แต่บัดนี้เกล้ากระหม่อมทั้ง
สองเป็นทาสของพราหมณ์ เพราะฉะนั้น เกล้ากระ-
หม่อมทั้งสองจึงยืนอยู่ห่างไกล พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสว่า
[๑๒๒๘] หลานทั้งสองอย่าได้ชอบกล่าวอย่าง
นั้นเลย หทัยของปู่กำลังเร่าร้อน ปู่กายของเหมือน

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 580 (เล่ม 64)

ดังถูกยกขึ้นไว้บนจิตกาธาร หลานรักทั้งสองยังความ
เศร้าโศกให้แก่ปู่ยิ่งนัก ปู่จักไถ่หลานทั้งสองด้วย
ทรัพย์ หลานทั้งสองจักไม่ต้องเป็นทาส ดูก่อนพ่อ
ชาลี บิดาของเจ้าทั้งสองได้ตีราคาเจ้าทั้งสองไว้เท่าไร
ให้แก่พราหมณ์หลานทั้งสองจงบอกแก่ปู่ตามจริงเถิด
พนักงานทั้งหลายจงให้พราหมณ์รับเอาทรัพย์ไปเถิด.
พระกุมารตรัสว่า
[๑๒๒๙] ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา พระบิดาทรง
ตีราคาเกล้ากระหม่อมฉันมีค่าทองคำพันแท่ง ทรงตี
ราคาพระน้องกัณหาชินาผู้มีพระพักตร์อันผ่องใส ด้วย
สัตว์พาหนะมีช้างเป็นต้นอย่างละร้อย ๆ แล้วได้พระ-
ราชทานแก่พราหมณ์.
พระราชาตรัสว่า
[๑๒๓๐] เหวยพนักงาน เองจงลุกขึ้นไปนำทาส
ทาส ช้าง โค และ โคอุสภราช อย่างละร้อย ๆ กับ
ทองคำพันแท่ง เอามาให้แก่พราหมณ์เป็นค่าไถ่พระ-
หลานรักทั้งสอง.
พระศาสดาตรัสว่า
[๑๒๓๑] ลำดับนั้น พนักงานรีบไปนำทาส ทาสี
ช้าง โค และ โคอุสภราช อย่างละร้อย ๆ กับทองคำ
พนักแท่งเอามาให้แก่พราหมณ์ เป็นค่าไถ่สองพระ-
กุมาร.

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 581 (เล่ม 64)

[๑๒๓๒] พนักงานได้ให้ทาส ทาสี ช้าง โค
และโคอุสภราช แม่ม้าอัศดร รถ และเครื่องใช้สอย
ทุกอย่าง ๆ ละร้อย ๆ กับทองคำพันแท่ง แก่พราหมณ์
แสวงหาทรัพย์ ผู้ขอเกินประมาณ หยาบช้า เป็น
ค่าไถ่พระกุมารทั้งสอง.
[๑๒๓๓] กษัตริย์ทั้งสอง คือ พระเจ้าสญชัย
และพระราชเทวี ทรงไถ่พระกุมารทั้งสองแล้ว รับสั่ง
ให้พนักงานสรงสนานและให้พระกุมารทั้งสองเสวย
เสร็จแล้ว ทรงประดับประดาด้วยอาภรณ์ทั้งหลาย
แล้วทรงอุ้มขึ้นให้ประทับบนพระเพลา พระกุมารทั้ง
สองทรงสรงสนานพระเศียรแล้วทรงพระภูษาอัน
สะอาด ประดับด้วยสรรพาภรณ์ พระราชาภูษาพระอัน
ทรงอุ้มพระชาลีขึ้นประทับบนพระเพลา แล้วตรัสถาม
พระกุมารทั้งสอง ทรงประดับกุณฑลอันมีเสียงดังก้อง
น่าเพลินใจ ทรงประดับพวงมาลัยและสรรพาลังการ
แล้ว พระราชาครั้นทรงอุ้มพระชาลีขึ้นประทับบน
พระเพลา แล้วได้ตรัสถามว่า ดูก่อนพ่อชาลี พระ
ชนกชนนีทั้งสองของหลานรัก ไม่มีโรคดอกหรือ
แสวงหาผลาหารเลี้ยงพระชนมชีพสะดวกหรือ มูล
ผลาหารมีมากหรือ เหลือบ ยุงและสัตว์เสือกคลานมี
น้อยหรือ ในป่าอันเกลือนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย ไม่
มีมาเบียดเบียนหรือ.

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 582 (เล่ม 64)

พระชาลีกุมาร ทูลว่า
[๑๒๓๔] ขอเดชะ พระชนกชนนีของเกล้า
กระหม่อมทั้งสองพระองค์นั้นไม่มีโรค อนึ่ง ทรง
แสวงหามูลผลาหารเลี้ยงพระชนมชีพได้สะดวก มูล
ผลาหารมีมาก เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานก็มี
น้อย ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย ไม่มีมา
เบียดเบียนพระชนกชนนีทั้งสอง พระชนนีของเกล้า
กระหม่อมฉัน ทรงขุดรากบัว เหง้าบัว มันอ่อน ทรง
สอยผลพุทรา ผลรกฟ้า มะตูม นำมาเลี้ยงพระชนก
และเกล้ากระหม่อมฉันทั้งสอง พระชนนีทรงนำเอา
เหง้าไม้และผลไม้ใด ๆ มาจากป่า พระชนกและเกล้า
กระหม่อมฉันทั้งสองมารวมพร้อมกันเสวยเหง้าไม้และ
ผลไม้นั้น ๆ ในเวลากลางคืน ไม่ได้เสวยในเวลากลาง
วันเลย พระชนนีของเกล้ากระหม่อมทั้งสองผู้เป็น
สุขุมาลชาติ ต้องเที่ยวแสวงหาผลไม้ มีพระฉวีวรรณ
ผอมเหลือง เพราะลมและแดด เหมือนดอกปทุมอัน
ถูกขยำด้วยมือ ฉะนั้น เมื่อพระชนนีเสด็จเที่ยวไปใน
ป่าใหญ่ ซึ่งเป็นป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย เป็น
ที่อาศัยแห่งแรดและเสือเหลือง พระเกสาของพระองค์
อันมีสีดังปีกแมลงภู่ ถูกกิ่งไม้เป็นต้นเกี่ยวให้กระจุย
กระจาย พระชนนีทรงขมวดมุ่นพระเมาลี ทรงไว้ซึ่ง
เหงื่อไคลที่พระกัจฉะประเทศ (ทรงเพศเป็นดาบสินี

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 583 (เล่ม 64)

อันประเสริฐ ทรงถือไม้ขอทรงเครื่องบูชาไฟ และ
มุ่นพระเมาลี) ทรงพระภูษาหนึ่งสัตว์ บรรทมเหนือ
ปฐพี ทรงบูชาไฟ.
[๑๒๓๕] บุตรทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมเป็น
ที่รักของมนุษย์ในโลก พระอัยกาของเราไม่ทรงเกิด
พระสิเนหาในพระโอรสเสียเลยเป็นแน่.
พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
[๑๒๓๖] ดูก่อนพระหลานน้อย จริงทีเดียว
การที่ปู่ขับไล่พระบิดาของเจ้าผู้ไม่มีโทษ เพราะถ้อยคำ
ของชาวสีพีทั้งหลายนั้น ชื่อว่าปู่ได้กระทำกรรมอัน
ชั่วช้า และชื่อว่าทำกรรมเครื่องทำลายความเจริญ สิ่ง
ใด ๆ ของปู่มีอยู่ในนครนี้ก็ดี ทรัพย์และธัญชาติที่มี
อยู่ก็ดี ปู่ขอยกให้แก่พระธิดาของเจ้าทั้งสิ้น ขอให้
เวสสันดรจงมาเป็นพระราชาปกครองในสีพีรัฐเถิด.
พระชาลีกุมารทูลว่า
[๑๒๓๗] ขอเดชะ สมเด็จพระชนกของเกล้า
กระหม่อมฉัน คงจักไม่เสด็จมาเป็นพระราชาของชาว
สีพี เพราะถ้อยคำของเกล้ากระหม่อมฉัน ขอให้
สมเด็จพระอัยกาเสด็จไป ทรงอภิเษกพระบิดาของ
เกล้ากระหม่อมฉันด้วยราชูปโภคเองเถิดพระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า
[๑๒๓๘] ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัยได้ดำรัสสั่ง
เสนาบดีว่า กองทัพ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 584 (เล่ม 64)

พลเดินเท้า จงผูกสอดอาวุธ (จงเตรียมให้พร้อมสรรพ)
ชาวนิคม พราหมณ์และปุโรหิตทั้งหลาย จงตามเราไป
ถัดจากนั้น พวกโยธีหกหมื่นผู้สง่างาม พร้อมสรรพ
ด้วยเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ ประดับด้วยผ้าสีต่าง ๆ กัน
จงตามมาเร็วพลัน พวกโยธีผู้พร้อมสรรพด้วยเครื่อง
อาวุธยุทธภัณฑ์ ประดับด้วยผ้าสีต่าง ๆ กัน คือ พวก
หนึ่งแต่งผ้าสีเขียว พวกหนึ่งแต่งผ้าสีเหลือง พวก
หนึ่งแต่งผ้าสีแดง พวกหนึ่งแต่งผ้าสีขาว จงตามมา
เร็วพลัน ภูเขาคันธมาทน์อันมีในป่าหิมพานต์ สะพรั่ง
ไปด้วยคันธชาติดารดาษด้วยพฤกษานานาชนิด เป็น
ที่อาศัยอยู่แห่งหมู่สัตว์ใหญ่ ๆ และมีต้นไม้เป็นทิพย์
โอสถ ย่อมสว่างไสวและหอมไปทั่วทิศ ฉันใด เหล่า
โยธีทั้งหลาย ผู้พร้อมสรรพด้วยเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์
จงตามมาเร็วพลัน ก็จงรุ่งเรืองและมีเกียรติฟุ้งขจร
ไป ฉันนั้น ถัดจากนั้น จงจัดช้างที่สูงใหญ่หมื่นสี่
พัน มีสายรัดประคนทอง มีเครื่องประดับและเครื่อง
ปกคลุมศีรษะอันขจิตด้วยทอง มีนายควาญช้างถือ
โตมรและขอขึ้นขี่คอประจำเตรียมพร้อมสรรพประดับ
ประดาอย่างสวยงาม จงตามมาเร็วพลัน ถัดจากนั้น
จงจัดม้าสินธพชาติอาชาไนยอันมีเท้าจัดหมื่นสี่พัน
พร้อมด้วยนายควาญม้าประดับประดาด้วยอลังการ ถือ
แส้แลกเกาทัณฑ์ ผูกสอดเครื่องรบขึ้นประจำหลัง จง

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 585 (เล่ม 64)

ตามมาเร็วพลัน ถัดจากนั้น จงจัดกระบวนรถรบ
หมื่นสี่พัน มีกำกงอันหุ้มด้วยเหล็ก เรือนรถวิจิตรด้วย
ทอง และจงยกธงขึ้นปักบนรถนั้น ๆ พวกนายขมัง
ธนูผู้ยิงได้แม่นยำ เป็นคนคล่องแคล่วในรถทั้งหลาย
จงเตรียมโล่ห์ เกราะและเกาทัณฑ์ไว้ให้เสร็จ พลโยธี
เหล่านี้ จงตระเตรียมให้พร้อมรีบตามมา.
พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
[๑๒๓๙] เวสสันดรโอรสของเรา จักเสด็จมา
โดยบรรดาใด ๆ ตามมรรคานั้น ๆ จงให้โปรยข้าวตอก
ดอกไม้ มาลัย ของหอมและเครื่องลูบไล้ และจงให้
ตั้งเครื่องบูชาอันมีค่ารับเสด็จมา ในบ้านหนึ่ง ๆ จงให้ตั้ง
หม้อสุราเมรัยรับไว้ บ้านละร้อย ๆ รายไปตามมรรคา
ที่เวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา จงให้ตั้งมังสาหาร
และขนม เช่นขนมแดกงา ขนมกุมมาสอันปรุงด้วย
เนื้อปลา รายไปตามมรรคาที่เวสสันดรโอรสของเรา
จักเสด็จมา จงให้ตั้งเนยใส น้ำมัน นมส้ม นมสด
ขนมที่ทำด้วยข้าวฟ่าง และสุราเป็นอันมาก รายไป
ตามมรรคาที่เวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา ให้มี
พนักงานวิเศษทั้งครัวหวานและครัวคาว จัดตั้งไว้เลี้ยง
ประชาชนทั่วไป ให้มีมหรสพฟ้อนรำขับร้องทุก ๆ อย่าง
เพลงปรบมือ กลองยาว ช่างขับเสภาอันบรรเทาความ
เศร้าโศก พวกโหรีจงเล่นดนตรีดีดพิณพร้อมทั้งกลอง

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 586 (เล่ม 64)

น้อยกลองใหญ่ เป่าสังข์ ตีกลองหน้าเดียว ตะโพน
บัณเฑาะว์ สังข์ จะเข้ กลองใหญ่ กลองเล็ก ราย
ไปตามมรรคาที่เวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา.
พระศาสดาตรัสว่า
[๑๒๔๐] กองทัพของสีพีรัฐเป็นกองทัพใหญ่
อันจัดเป็นกระบวนตั้งไว้เสร็จแล้วนั้น มีพระชาลี
ราชกุมารเป็นผู้นำทาง ได้ยาตราไปยังเขาวงกต ช้าง
กุญชรตัวประเสริฐมีอายุ ๖๐ ปี มีสายรัดประคนทอง
ผูกตกแต่งไว้ บันลือก้องโกญจนาทกระหึ่มอยู่ เหล่า
ม้าอาชาไนยย่อมแผดเสียงดังสนั่น เสียงกงรถดังกึก
ก้องธุลีละอองฟุ้งตระหลบนภากาศ กองทัพของสีพีรัฐ
อันจัดเป็นกระบวนยาตราไปเป็นกองทัพใหญ่ สามารถ
จะทำลายล้างราชดัสกรได้ มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้
นำทาง ได้ยาตราไปยังเขาวงกต พระเจ้าสญชัยพร้อม
ด้วยราชบริพารเหล่านั้นเสด็จเข้าป่าใหญ่ ซึ่งมีต้นไม้
มีกิ่งก้านมาก มีน้ำมาก ดารดาษไปด้วยไม้ดอก และ
ไม้ผลทั้งสองอย่างในป่าใหญ่นั้น ฝูงวิหคเป็นอันมาก
หลาก ๆ สี มีเสียงกลมกล่อมหวานไพเราะเกาะอยู่บน
ต้นไม้อันเผล็ดดอกตามฤดูกาล ร้องประสานเสียง
เสียงระเบงเป็นคู่ ๆ พระเจ้าสญชัยพร้อมทั้งราชบริพาร
เหล่านั้น เสด็จไปสิ้นระยะทางไกลล่วงหลายวันหลาย
คืน จึงบรรลุถึงประเทศที่พระเวสสันดรประทับอยู่.
จบมหาราชบรรพ

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 587 (เล่ม 64)

พระศาสดาตรัสว่า
[๑๒๔๑] พระเวสสันดรได้ทรงสดับเสียงกึกก้อง
แห่งกองพลเหล่านั้นก็ตกพระทัยกลัวเสด็จขึ้นภูเขา
ทรงหวาดกลัวทอดพระเนตรดูกองพลเสนา ตรัสว่า
ดูก่อนมัทรี เชิญมาดูซิ เสียงอันกึกก้องเช่นใดในป่า
ม้าอาชาไนยส่งเสียงร้องกึกก้อง เห็นปลายธงปลิวไสว
นายพรานไพรทั้งหลายขึงข่ายล้อมฝูงเนื้อในป่า ไล่
ต้อนให้ตกลงในหลุม แล้วไล่ทิ่มแทงด้วยหอก เลือก
เอาแต่ตัวพี ๆ ฉันใด เราทั้งสองก็ฉันนั้น เป็นผู้ไม่มี
โทษผิด ถูกขับไล่จากแว่นแคว้นมาอยู่ในป่า ย่อมเป็น
ผู้ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกอมิตรเป็นแน่ ดูเอา
เถิดซึ่งบุคคลผู้ประหารคนไม่มีกำลัง.
พระนางมัทรีทูลว่า
[๑๒๔๒] พวกอมิตรไม่พึงย่ำยีพระองค์ เปรียบ
เหมือนไฟในห้วงน้ำ ฉะนั้น ขอพระองค์จงระลึกถึง
ข้อนั้นแหละ แต่นี้ไปจะพึงมีแต่ความสวัสดีโดยแท้.
[๑๒๔๓] ลำดับนั้น พระเวสสันดรราชเสด็จลง
จากภูเขาแล้วประทับนั่งในบรรณศาลา ทรงทำพระ-
มนัสให้มั่นคง.
พระศาสดาตรัสว่า
[๑๒๔๔] พระบิดาดำรัสสั่งให้กลับรถ ให้ประ-
เทียบกระบวนทัพไว้ แล้วเสด็จเข้าไปทาพระราชโอรส

587