ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 528 (เล่ม 64)

อยู่ ณ เขาวงกต ท่านผู้มีปัญญาทราม ทำแต่กิจที่ไม่
ควรทำ ยังออกจากแว่นแคว้นตามมาถึงป่าใหญ่ เที่ยว
แสวงหาพระราชบุตรดุจนกยางเที่ยวหาปลาอยู่ในน้ำ
ฉะนั้น แน่ะพราหมณ์ เราจักไม่ให้ชีวิตแก่เจ้าในที่นี้
ลูกศรที่เราจะยิงนี้แหละ จักดื่มเลือดเจ้า ดูก่อน
พราหมณ์ เราจักตัดหัวของเจ้า เชือดเอาหัวใจพร้อม
ทั้งไส้พุง แล้วจักบูชาปันถสกุณยัญพร้อมด้วยเนื้อของ
เจ้า ดูก่อนพราหมณ์ เราจักเชือดหัวใจของเจ้า ยกขึ้น
เป็นเครื่องเซ่นสรวง พร้อมด้วยเนื้อ มันขึ้น และมัน
ในสมองของเจ้า ดูก่อนพราหมณ์ มันข้น จักเป็นยัญ
ที่เราบูชาดีแล้ว เซ่นสรวงดีแล้ว ด้วยเนื้อของเจ้า
เจ้าจักนำพระมเหสี และพระโอรส พระธิดาของ
พระราชบุตรไปไม่ได้.
ชูชกกล่าวว่า
[๑๑๓๗] ดูก่อนเจตบุตร จงฟังเราก่อน พราหมณ์
ผู้เป็นทูต เป็นคนหาโทษมิได้ เพราะเหตุนั้นแล คน
ทั้งหลายย่อมไม่ฆ่าทูต นี้เป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมา
แต่โบราณ ชาวสีพีทุกคนยินยอมแล้ว พระบิดาก็ทรง
ปรารถนาจะพบพระราชบุตร และพระมารดาของ
พระราชบุตรนั้นทรงทุพพลภาพ พระเนตรทั้งสองของ
พระมารดานั้นจักขุ่นมัวในไม่ช้า เราเป็นทูตที่ชาวสีพี
เหล่านั้นส่งมา ดูก่อนเจตบุตร จงฟังเราก่อน เราจัก

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 529 (เล่ม 64)

นำพระราชบุตรเสด็จกลับ ถ้าเจ้ารู้ จงบอกหนทาง
แก่เรา.
เจตบุตรกล่าวว่า
[๑๑๓๘] ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเป็นทูตที่รักของ
พระเวสสันดรผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้
เต้าน้ำผึ้ง และขาเนื้อย่างเป็นบรรณาการแก่ท่าน และ
จักบอกประเทศที่พระเวสสันดรหน่อกษัตริย์ผู้ให้สำเร็จ
ความประสงค์ประทับอยู่แก่ท่าน.
จบชูชกบรรพ
เจตบุตรกล่าวว่า
[๑๑๓๙] ดูก่อนมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันท-
มาทน์อันล้วนแล้วด้วยหิน พระเวสสันดรเจ้า พร้อม
ด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีทรงเพศนักบวช
อันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชา
ไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่น-
ดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่าน
บ่ายหน้าเดินทางไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรมนั้น
นั่นหมู่ไม้เขียวชะอุ่ม มียอดสูงตระหว่าน คือ ไม้
ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้ตะคร้อ ไม้
ยางทราย ย่อมหวั่นไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุรา
คราวเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่ฉะนั้น ท่านได้ฟังเสียงฝูง
นกอันจับอยู่บนกิ่งไม้ปานดังเสียงเพลงขับทิพย์ คือ

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 530 (เล่ม 64)

นกโพระดก นกดุเหว่า นกกระจง พลางส่งเสียงร้อง
บินจากต้นไม้โน้นมาสู่ต้นไม้นี้ ทั้งหมู่ไม้ที่ต้องลมพัด
สะบัดกิ่งและใบเสียดสีกันคล้ายกับจะเรียกคนผู้กำลัง
เดินไปให้หยุด และเหมือนดังชักชวนคนผู้จะผ่านไป
ให้ยินดีชื่นชมพักผ่อน พระเวสสันดรเจ้า พร้อมด้วย
พระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศเป็น
พราหมณ์ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟ
และชฎา ทรงนุ่งห่มหนึ่งเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน
ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่าย
หน้าเดินไปทางทิศอุดรจะได้เห็นอาศรมนั้น.
[๑๑๔๐] ในบริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้มะม่วง
มะขวิด ขนุน ไม้รัง ไม้หว้า สมอพิเภก สมอไทย
มะขามป้อม ไม้โพธิ์ ไม้พุทรา มะพลับทอง ต้นไทร
และมะสัง มะซางหวานและมะเดื่อ มีผลสุกแดง
เรื่อ ๆ อยู่ในที่ต่ำ คล้ายงาช้าง กล้วยหอม ผลจันทน์
มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง รวงผึ้งไม่มีตัวมีในที่นั้น คน
เอื้อมือปลิดมาบริโภคได้เอง ในบริเวณอาศรมนั้น
มีต้นมะม่วง บางต้นออกช่อแย้มบาน บางต้นมีดอก
และใบร่วงหล่น ผลิผลดาษดื่น บางอย่างยังดิบ บาง
อย่างสุกแล้ว ผลมะม่วงดิบและสุกทั้งสองอย่างนั้น มี
สีดังหลังกบ อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น บุรุษยืนอยู่
ในภายใต้ก็เก็บมะม่วงสุกกินได้ ผลมะม่วงดิบและสุก
ทั้งหลาย มีสีสวย กลิ่นหอมและรสอร่อยที่สุด เหตุ

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 531 (เล่ม 64)

การณ์เหล่านี้เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้าเหลือเกิน ถึง
กับข้าพเจ้าออกอุทานว่า อือ ๆ ที่ประทับอยู่ของพระ-
เวสสันดรนั้น เป็นดังที่ประทับอยู่ของทวยเทพ ย่อม
งดงามปานด้วยนันทนวัน ต้นตาล ต้นมะพร้าว และ
อินทผาลัม ที่มีอยู่ในป่าใหญ่มีดอกเรียงรายกันอยู่
เหมือนพวงมาลัยที่เขาร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้น ย่อม
ปรากฏดังยอดธงชัย ในบริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้
ต่างๆ พันธุ์ คือ ไม้มูกมัน โกฐ สะค้าน แคฝอย
ไม้บุนนาค บุนนาคเขา และไม้ทรึก มีดอกบานสะพรั่ง
สีต่าง ๆ กันเหมือนหมู่ดาว เรืองอยู่บนนภากาศฉะนั้น
อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะ-
เกลือ กฤษณา รักดำ ต้นไทรใหญ่ ไม้รังไก่ ไม้
ประดู่ มีดอกบานสะพรั่ง ในบริเวณอาศรมนั้นมีไม้
มูกหลวง ไม้สน ไม้กะทุ่ม ไม้ช่อ ไม้ตะแบก
นางรัง ล้วนมีดอกเป็นพุ่มพวงดังลอมฟาง บานในที่
ไม่ไกลจากอาศรมนั้น มีสระโบกขรณี ณ ภูมิภาคอัน
น่ารื่นรมย์ใจ ดาดาษไปด้วยดอกปทุมชาติและอุบล
สระโบกขรณีในสวนนันทนวันของทวยเทพฉะนั้น
อนึ่ง ณ ที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น มีฝูงนกดุเหว่าเมารส
ดอกไม้ ส่งเสียงไพเราะจับใจ ทำป่านั้นให้ดังอึกทึก
กึกก้อง ในเมื่อคราวหมู่ไม้ผลิดอกแย้มบานตามฤดูกาล
รสหวานดังน้ำผึ้งร่วงหล่นจากเกสรดอกไม้ลงมาค้างอยู่
บนใบบัวย่อมชื่อว่าน้ำผึ้งใบบัว ( ขัณฑสกร) อนึ่ง ลม

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 532 (เล่ม 64)

ทางทิศทักษิณและทางทิศประจิมย่อมพัดมาที่อาศรม
นั้น อาศรมเป็นสถานที่เกลื่อนกล่นไปด้วยละออง
เกสรปทุมชาติในสระโบกขรณีนั้น มีกระจับขนาด
ใหญ่ ๆ ทั้งข้าวสาลีอ่อน บ้างแก่บ้างล้มดาษอยู่บนภาค
พื้น และในสระโบกขรณีนั้น น้ำใสสะอาดมองเห็น
ฝูงปลา เต่าและปูเป็นอันมาก สัญจรไปมาเป็นหมู่ ๆ
รสหวานปานน้ำผึ้งย่อมไหลออกจากเหง้าบัว รสมัน
ปานนมสดและเนยใสย่อมไหลออกจากสายบัว ป่านั้น
มีกลิ่นหอมต่างๆ ที่ลมรำเพยพัดมา ย่อมหอมฟุ้ง
ตระหลบไป ป่านั้นเหมือนดังจะชวนเชิญคนที่มาถึง
แล้วให้เบิกบาน ด้วยดอกไม้และกิ่งไม้ที่มีกลิ่นหอม
แมลงภู่ทั้งหลายต่างก็บินว่อนวู่บันลือเสียงอยู่โดยรอบ
ด้วยกลิ่นดอกไม้ อนึ่ง ที่ใกล้อาศรมนั้น ฝูงวิหคเป็น
อันมากมีสีต่าง ๆ กัน บันเทิงอยู่กับคู่ของตนๆ ร่ำร้อง
ขานขันแก่กันและกัน มีฝูงนกอีกสี่หมู่ทำรังอยู่ใกล้
สระโบกขรณี คือ หมู่ที่ ๑ ชื่อว่านันทิกา ย่อมร้องทูล
เชิญพระเวสสันดรเจ้า ให้ชื่นชมยินดีอยู่ในป่านี้ หมู่
ที่ ๒ ชื่อว่า ชีวปุตตา ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้พระ-
เวสสันดรพร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชธิดาและ
พระอัครมเหสี จงมีพระชนม์ยืนนาน ด้วยความสุข
สำราญ หมู่ที่ ๓ ชื่อว่า ชีวปุตตาปิยาจโน ย่อมร่ำร้อง
ถวายพระพรให้พระเวสสันดรพร้อมทั้งพระราชโอรส
พระราชธิดา และพระอัครมเหสีผู้เป็นที่รักของพระ-
องค์จงพระสำราญ มีพระชนมายุยืนนานไม่มีข้าศึก

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 533 (เล่ม 64)

ศัตรู หมู่ที่ ๓ ชื่อว่า ปิยาปุตตา ปิยานันทา ย่อมร่ำ
ร้องถวายพระพรให้พระราชโอรส พระราชธิดาและ
พระอัครมเหสีจงเป็นที่รักของพระองค์ ขอพระองค์
จงเป็นที่รักของพระราชโอรสพระราชธิดาและพระ-
อัครมเหสี ทรงชื่นชมโสมนัสต่อกันและกัน ดอกไม้
ทั้งหลายย่อมตั้งเรียงรายกันอยู่ เหมือนพวงมาลัยที่เขา
ร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้น ย่อมปรากฏดังยอดธงชัยมีดอก
สีต่าง ๆ กัน ดังนายช่างผู้ฉลาดเก็บมาร้อยกรองไว้
พระเวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระราชโอรสพระราชธิดา
และพระมเหสีทรงเพศเป็นพราหมณ์ ทรงขอสำหรับ
สอยผลไม้เครื่องบูชาไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนัง
เสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟประทับอยู่ ณ
อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าไปทางทิศอุดร จะได้เห็น
อาศรมนั้น.
ชูชกกล่าวว่า
[๑๑๔๑ ] เออก็ข้าวสตูผงอันระคนด้วยน้ำผึ้งและ
ข้าวสตูก้อนมีรสหวานอร่อยของลุงนี้ อันนางอมิตต-
ดาจัดแจงให้แล้ว ลุงจะแบ่งให้แก่เจ้า.
เจตบุตรกล่าวว่า
[๑๑๔๒] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ จงเอาไว้เป็น
เสบียงทาง ขอเชิญท่านจงรับน้ำผึ้งกับขาเนื้อย่าง
จากสำนักของข้าพเจ้านี้ เอาไปเป็นเสบียงทางอีกด้วย
และขอท่านจงไปตามสบายเถิด หนทางนี้เป็นทาง
เดินได้คนเดียว ตรงลิ่วไปถึงอาศรมของอจุตฤาษี แม้

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 534 (เล่ม 64)

อจุตฤาษีอยู่ในอาศรมนั้นฟันเขลอะ มีผมเกลือกกลั้ว
ธุลี ทรงเพศเป็นพราหมณ์ มีขอสำหรับสอยผลไม้
เครื่องบูชาไฟและชฎา นุ่งห่มหนังเสือ นอนเหนือ
แผ่นดิน บูชาไฟ ลุงไปถึงแล้วเชิญถามท่านเถิดท่าน
จักบอกหนทางให้แก่ลุง.
[๑๑๔๓] ชูชกเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ได้
ฟังคำของเจตบุตรดังนี้แล้ว มีจิตยินดีเป็นอย่างยิ่ง
กระทำประทักษิณเจตบุตรแล้วได้เดินทางตรงไป ณ
สถานที่อันอจุตฤาษีสถิตอยู่.
จบจุลวนวรรณนา
[๑๑๔๔] ชูชกพราหมณ์ภารทวาชโคตรนั้น เมื่อ
เดินไปตามทางที่เจตบุตรพรานป่าแนะให้ ก็ได้พบ
อจุตฤาษี ครั้นแล้วได้เจรจาปราศรัยกับอจุตฤาษี ไต่
ถามถึงทุกข์สุขว่า พระคุณเจ้าไม่มีโรคาพาธเบียดเบียน
หรือ เป็นสุขสบายดีหรือ เยียวยาอัตภาพด้วยการ
แสวงหาผลไม้สะดวกหรือ มูลมันผลไม้มีมากหรือ
เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานจะมีน้อยกระมัง ใน
ป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้ายไม่มีกล้ำกลายเข้ามา
รบกวนแหละหรือ.
อจุตฤาษีกล่าวว่า
[๑๑๔๕] ดูก่อนพราหมณ์ เราไม่มีโรคาพาธ
เบียดเบียน เราเป็นสุขสบายดี เยียวยาอัตภาพด้วยการ
แสวงหาผลไม้สะดวกดี มูลมันผลไม้ก็มีมาก อนึ่ง

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 535 (เล่ม 64)

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็น้อยในป่าอันเกลื่อน
กลาดไปด้วยเนื้อร้าย ไม่มีกล้ำกรายมารบกวนเราเลย
เมื่อเรามาอยู่ในอาศรมสิ้นจำนวนปีเป็นอันมาก เราไม่
รู้สึกถึงความอาพาธอันไม่เป็นที่รื่นรมย์ใจเกิดขึ้นเลย
ดูก่อนมหาพราหมณี ท่านมาดีแล้ว อนึ่ง ท่านมิได้
มาร้าย ดูก่อน ท่านผู้เจริญ เชิญท่านเข้าไปภายใน
เชิญล้างเท้าทั้งสองของท่าน ผลมะพลับ ผลมะหาด
ผลมะซาง ผลหมากเม่า มีรสหวานคล้ายน้ำผึ้ง เชิญ
ท่านเลือกบริโภคแต่ผลที่ดี ๆ แม้น้ำฉันก็เย็นสนิทเรา
นำมาจากซอกเขา ดูก่อนมหาพราหมณ์ ถ้าท่านจำนง
หวัง ก็เชิญดื่มตามสบายเถิด.
ชูชกกล่าวว่า
[๑๑๔๖] สิ่งใดอันพระคุณเจ้าให้แล้ว สิ่งนั้น
ทั้งหมดข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการอันพระคุณเจ้า
กระทำแล้วทุกอย่าง ข้าพเจ้ามาแล้วเพื่อจะเยี่ยมเยียน
พระเวสสันดรราชฤาษี ราชโอรสของพระเจ้ากรุง-
สัญชัย ซึ่งพลัดพรากจากชาวสีพีมาช้านาน ถ้าพระ-
คุณเจ้าทราบสถานที่ประทับ โปรดแจ้งแก่ข้าพเจ้าด้วย
เถิด.
ดาบสกล่าวว่า
[๑๑๔๗] ท่านมานี่เพื่อเป็นศรีสวัสดิ์ เพื่อมา
เยี่ยมเยียนพระเวสสันดรเจ้าก็หาไม่ เราเข้าใจว่าท่าน
ปรารถนา (จะมาขอ) พระอัครมเหสีผู้เคารพนบนอบ
พระราชสวามีไปเป็นภรรยา หรือมิฉะนั้นท่านก็

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 536 (เล่ม 64)

ปรารถนา (จะมาขอ) พระกัณหาชินาราชกุมารีและ
พระชาลีราชกุมารไปเป็นทาสทาสี หรือไม่ก็มาเพื่อจะ
นำเอาพระมารดาและพระราชกุมารทั้งสามพระองค์ไป
จากป่า ดูก่อนพราหมณ์ โภคสมบัติทรัพย์และข้าว
เปลือกของพระองค์มิได้มี.
ชูชกกล่าวว่า
[๑๑๔๘] ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ท่านยังไม่สมควรจะ
โกรธเคืองเพราะข้าพเจ้ามิได้มาเพื่อขอทาน การพบ
เห็นอริยชนเป็นความดี การอยู่ร่วมกับอริยชนเป็นสุข
ทุกเมื่อ พระเวสสันดรสีพีราชเสด็จพลัดพรากจาก
ชาวสีพีมา ข้าพเจ้ายังมิได้เห็นเลย ข้าพเจ้ามาเพื่อจะ
เยี่ยมเยียนพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้าทราบสถานที่ประทับ
โปรดแจ้งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
ดาบสกล่าวว่า
[๑๑๔๙] ดูก่อนมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธ-
มาทน์อันล้วนแล้วด้วยหิน พระเวสสันดรเจ้า พร้อม
ด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศนักบวช
อันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟ
และชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน
ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้า
เดินไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรมนั้น นั้นหมู่ไม้
เขียวชะอุ่ม ทรงผลต่างๆ ปรากฏดังภูเขาอัญชนบรรพต

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 537 (เล่ม 64)

เขียวชะอุ่ม มียอดสูงตระหง่าน คือ ไม้ตะแบก หูกวาง
ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้ตะคร้อ ไม่ยางทรายย่อมหวั่น
ไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุราคราวเดียวก็ซวนเซ
ไปมาอยู่ ฉะนั้น ท่านจะได้ฟังเสียงฝูงนกอันจักอยู่บน
กิ่งไม้ ปานดังเสียงเพลงทิพย์ คือ นกโพระดก นก
ดุเหว่า นกกระจงส่งเสียงร้องบินจากต้นไม้โน่นมาสู่
ต้นไม้นี้ ทั้งหมู่ไม้ที่ต้องลมพัดสะบัดกิ่งและใบเสียดสี
กัน คล้ายกับจะเรียกคนผู้กำลังเดินทางไปให้หยุด
และเหมือนดังชักชวนผู้จะผ่านให้ยินดีชื่นชมพักผ่อน
พระเวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและ
พระมเหสี ทรงเพศเป็นนักบวชอันประเสริฐ ทรงขอ
สำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและใส่ชฎา ทรง
นุ่งห่มหนังสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ
ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินทางไป
ทางทิศอุดรจะได้เห็นอาศรมนั้น ที่ภูมิภาคอันน่ารื่น-
รมย์ใจ มีดอกกุ่มตกอยู่เรี่ยราด พื้นแผ่นดินเขียวชะอุ่ม
ไปด้วยหญ้าแพรก ณ ที่นั้นไม่มีธุลีฟุ้งขึ้นเลย หญ้านั้น
มีสีเขียวคล้ายขนคอนกยูงเปรียบด้วยสัมผัสแห่งสำลี
หญ้าทั้งหลายโดยรอบ ยาวไม่เกิน ๔ องคุลี ต้นมะม่วง
ต้นชมพู่ ต้นมะขวิดและมะเดื่อ มีผลสุก ๆ อยู่ในที่
ต่ำ ๆ ป่าไม้นั้นเป็นที่ให้เจริญความยินดี เพราะมีหมู่ไม้
ผลบริโภคได้เป็นอันมาก น้ำใสสะอาดกลิ่นหอมดี สี
ดังแก้วไพฑูรย์ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลา ไหลหลั่ง

537