ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 298 (เล่ม 64)

พระศาสดาตรัสว่า
[๙๐๑] นางอิรันทตีผู้มีใจกำหนัดรักใคร่ เพราะ
เคยร่วมอภิรมย์กันมาในภพก่อน ได้กล่าวกับปุณณก-
ยักษ์ว่า มาเถิดท่าน เราจักไปในสำนักพระบิดาของ
ดิฉัน พระบิดาของดิฉันจักตรัสบอกเนื้อความนั้นแก่
ท่าน.
[๙๐๒] นางอิรันทตีประดับประดานุ่งผ้าเรียบร้อย
ทัดทรงดอกไม้ ประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ จูงมือ
ปุณณกยักษ์เข้าไปสู่สำนักแห่งพระบิดา.
ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๐๓] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหมู่นาค
ขอพระองค์ได้ทรงโปรดสดับถ้อยคำของข้าพระองค์
ขอพระองค์จงทรงรับสินสอดตามสมควร ข้าพระองค์
ปรารถนาพระนางอิรันทตี ขอพระองค์ ได้ทรงพระ-
กรุณาให้ข้าพระองค์ได้อยู่ร่วมกับพระนางอิรันทตีเถิด
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอได้ทรงพระกรุณารับสิน
สอดนั้น คือ ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ รถเทียมม้า ๑๐๐
เกวียนบรรทุกของเต็ม ล้วนแก้วต่าง ๆ ๑๐๐ ขอได้
โปรดพระราชทานพระราชธิดาอิรันทตี แก้ข้าพระองค์
เถิดพระเจ้าข้า.
ท้าววรุณตรัสว่า
[๙๐๔] ขอท่านจงรออยู่จนเราได้ปรึกษาหารือกับ
บรรดาญาติ มิตร และเพื่อนที่สนิทเสียก่อน กรรมที่

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 299 (เล่ม 64)

กระทำด้วยการไม่ปรึกษาหารือ ย่อมเดือดร้อนในภาย
หลัง.
[๙๐๕] ลำดับนั้น ท้าววรุณนาคราชเสด็จเข้าไป
ยังนิเวศน์ ตรัสปรึกษากับพระชายาเป็นพระคาถา
ความว่า ปุณณกยักษ์มาขอลูกอิรันทตีกะเรา เราจะให้
ลูกอิรันทตี ซึ่งเป็นที่รักของเรา แก่ปุณณกยักษ์นั้น
เพราะได้ทรัพย์เป็นจำนวนมากหรือ.
พระนางวิมลาเทวีตรัสว่า
[๙๐๖] ปุณณกยักษ์ไม่พึงได้ลูกอิรันทตีของเรา
เพราะทรัพย์ เพราะสิ่งที่ปลื้มใจ แต่ถ้าปุณณกยักษ์
ได้หทัยของวิธุรบัณฑิตนำมาในนาคพิภพนี้โดยชอบ
ธรรม เพราะความชอบนั้นแล เขาจะพึงได้ลูกสาว
ของเรา หม่อมฉันปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งไปกว่าหทัย
ของวิธุรบัณฑิตหามิได้.
[๙๐๗] ลำดับนั้น ท้าววรุณนาคราชเสด็จออก
จากนิเวศน์ แล้วตรัสเรียกปุณณกยักษ์มาตรัสว่า ท่าน
ไม่พึงได้ลูกอิรันทตีของเราเพราะทรัพย์ เพราะสิ่งปลื้ม
ใจ ถ้าท่านได้หทัยของวิธุรบัณฑิต นำมาในนาคพิภพ
นี้โดยชอบธรรม ท่านจะพึงได้ลูกสาวของเรา เรา
ปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งไปกว่าหทัยของวิธุรบัณฑิตหา
มิได้.

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 300 (เล่ม 64)

ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๐๘] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ในโลกนี้ คน
บางพวกย่อมเรียกคนใดว่า เป็นบัณฑิต คนพวกอื่น
กลับเรียกคนนั้นนั่นแลว่าเป็นพาล ในเรื่องนี้ คน
ทั้งหลายยังกล่าวแย้งกันอยู่ ขอได้ตรัสบอกแก่ข้าพระ-
องค์ พระองค์ทรงเรียกใครว่าเป็นบัณฑิต.
นาคราชตรัสว่า
[๙๐๙] บัณฑิตชื่อว่าวิธุระ ผู้ทำการสั่งสอน
อรรถธรรมแก่พระเจ้าธนัญชัยโกรพยราช ถ้าท่านได้
ฟังได้ยินมาแล้ว ท่านจงไปนำบัณฑิตนั้นมา ครั้นท่าน
ได้มาโดยธรรมแล้ว อิรันทตีธิดาของเราจงเป็นภรรยา
ของท่านเถิด.
[๙๑๐] ฝ่ายปุณณกยักษ์ ได้สดับพระดำรัสของ
ท้าววรุณนาคราชดังนี้แล้ว ยินดียิ่งนัก ลุกขึ้นแล้ว
ไปสั่งบุรุษคนใช้ของตนผู้อยู่ในที่นั้นว่า เจ้าจงนำม้า
อาชาไนยที่ประกอบไว้แล้วมา ณ ที่นี้ ม้าสินธพอาชา-
ไนยนั้น มีหูทั้งสองประดับด้วยทองคำ กีบหุ้มด้วย
แก้วแดง มีเครื่องประดับอกล้วนแล้วด้วยทองชมพูนุท
อันสุกใส.
พระศาสดาตรัสว่า
[๙๑๑] ปุณณกยักษ์ผู้ประดับประดาแล้ว แต่งผม
และหนวดดีแล้ว ขึ้นม้าอันเป็นพาหนะของเทวดา
เหาะไปในอากาศกลางหาว ปุณณกยักษ์นั้น กำหนัด

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 301 (เล่ม 64)

แล้วด้วยกามราคะ ปรารถนานางอิรันทตีนาคกัญญา
ไปทูลท้าวกุเวรเวสวัณผู้เรื่องยศ ซึ่งเป็นใหญ่แห่งหมู่
ยักษ์ว่า ภพนาคนั้นเขาเรียกชื่อว่าโภควดีนครบ้าง วาส-
นครบ้าง หิรัญญวดีนครบ้าง เป็นเมืองที่บุญกรรม
นิรมิต ล้วนแต่ทองคำ สำเร็จแก่พระยานาคผู้บริบูรณ์
ด้วยโภคทรัพย์ทุกอย่าง ป้อมและเชิงเทิน สร้างโดย
สัณฐานคออูฐ ล้วนแล้วด้วยแก้วแดงและแก้วลาย ใน
นาคพิภพนั้น มีปราสาทล้วนแล้วด้วยหิน มุงด้วย
กระเบื้องทอง ในนาคพิภพนั้น มีไม้มะม่วง ไม้
หมากเม่า ไม้หว้า ไม้ตีนเป็ด ไม้จิก ไม้การะเกด
ไม้ประยงค์ ไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะม่วงหอม ไม้ชะบา
ไม้ยางทราย ไม้จำปา ไม้กากระทิง มะลิซ้อน มะลิลา
และไม้กะเบา ต้นไม้ในนาคพิภพเหล่านี้มีกิ่งติดต่อกัน
และกัน งามยิ่งนัก ในนาคพิภพนั้น มีต้นอินทผาลัม
อันสำเร็จด้วยแก้วอินทนิล มีดอกและผลล้วนไปด้วย
ทองเนืองนิตย์ ท้าววรุณนาคราชผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้
ผุดขึ้นเกิดอยู่ในนาคพิภพนั้น มเหสีของพระยานาค-
ราชนั้น กำลังรุ่นสาว ทรงพระนามว่าวิมลา มีพระ
รูปพระโฉมอันประกอบด้วยสิริ งดงามดังก้อนทองคำ
สะโอดสะองดังหน่อเถาจิงจ้อดำ พระถันทั้งคู่มีสัณฐาน
ดังผลมะพลับ น่าดูยิ่งนัก พระฉวีวรรณแดงดังน้ำครั่ง
เปรียบเหมือนดอกกรรณิการ์อันแย้มบาน เปรียบดัง

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 302 (เล่ม 64)

นางอัปสรผู้อยู่ในสวรรค์ชั้นไตรทศ หรือเปรียบเหมือน
สายฟ้าอันแลบออกจากกลีบเมฆ ข้าพระองค์ผู้เป็น
ใหญ่ พระนางวิมลานั้นทรงแพ้พระครรภ์ ทรง
ปรารถนาดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต ข้าพระองค์ จะ
ถวายดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต แก่ท้าววรุณนาคราช
และพระนางวิมลา เพราะการนำดวงหทัยของวิธุรบัณ-
ฑิตไปถวายแล้ว ท้าววรุณนาคราชและพระนางวิมาลา
จะพระราชทานพระนางอิรันทตีธิดา แก่ข้าพระองค์.
[๙๑๒] ปุณณกยักษ์นั้น ทูลลาท้าวกุเวรเวสวัณ
ผู้เรืองยศ เป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์ แล้วไปสั่งบุรุษคนใช้
ของตนผู้อยู่ในที่นั้นว่า เจ้าจงนำม้าอาชาไนยที่ประกอบ
แล้วมา ณ ที่นี้ ม้าสินธพนั้นมีหูทั้งสองประดับด้วย
ทองคำ กีบหุ้มด้วยแก้วแดง เครื่องประดับอกล้วน
ด้วยทองคำชมพูนุทอันสุกใส ปุณณกยักษ์ผู้ประดับ
ประดาแล้ว แต่งผมและหนวดดีแล้ว ขึ้นม้าอันเป็น
ยานพาหนะของเทวดา เหาะไปในอากาศกลางหาว.
[๙๑๓] ปุณณกยักษ์นั้น ได้เหาะไปสู่กรุงราช-
คฤห์อันน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก เป็นนครของพระเจ้าอังคราช
อันพวกข้าศึกไม่กล้าเข้าใกล้ มีภักษาหาร และข้าวน้ำ
มากมาย ดังมสักกสารภพของท้าววาสวะ เป็นนคร
กึกก้องด้วยหมู่นกยูงและนกกระเรียน อื้ออึงด้วยฝูงนก
ต่าง ๆ ชนิด เป็นที่เสพอาศัยของฝูงทิชาชาติ มีนก

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 303 (เล่ม 64)

ต่าง ๆ ส่งเสียงร้องอยู่อึงมี่ ภูมิภาคราบเรียบ ดารดาษ
ไปด้วยบุปผชาติดังขุนเขาหิมวันต์ ปุณณกยักษ์นั้น
ขึ้นสู่วิบุลบรรพตอันเป็นภูเขาศิลาล้วน เป็นที่อาศัยอยู่
ของหมู่กินนรเที่ยวแสวงหาแก้วมณีดวงประเสริฐอยู่
ได้เห็นดวงแก้วมณีนั้น ณ ท่ามกลางยอดภูเขา.
[๙๑๔] ปุณณกยักษ์ ครั้นเห็นดวงแก้วมณีมีรัศมี
อันผุดผ่อง เป็นแก้วมณีอันประเสริฐสุด สามารถจะ
นำทรัพย์มาให้ได้ดังใจปรารถนา รุ่งโรจน์ชัชวาลย์
ด้วยหมู่แก้วบริวารเป็นอันมาก สว่างไสวดังสายฟ้าใน
อากาศ ปุณณยักษ์ได้ถือเอาแก้วมณีชื่อมโนหรจินดา
อันมีค่ามาก มีอานุภาพมาก เป็นผู้มีวรรณะไม่ทราม
ขึ้นหลังม้าสินธพอาชาไนยเหาะไปในอากาศกลางหาว.
[๙๑๕] ปุณณกยักษ์ได้เหาะไปยังอินทปัตตนคร
ลงจากหลังม้าแล้วเข้าไปสู่ที่ประชุมของชาวกุรุรัฐ ไม่
กลัวเกรงพระราชา ๑๐๑ พระองค์ ที่ประชุมพร้อม
เพรียงกันอยู่ ณ ที่นั้น กล่าวท้าทายด้วยสกถา บรรดา
พระราชาในราชสมาคมนี้พระองค์ไหนหนอ จะทรง
ชิงเอาแก้วอันประเสริฐของข้าพระองค์ได้ หรือว่าข้า
พระองค์จะพึงชนะพระราชาพระองค์ไหน ด้วยทรัพย์
อันประเสริฐ อนึ่ง ข้าพระองค์จะชิงเอาแล้วอัน
ประเสริฐยิ่ง กะพระราชาพระองค์ไหน หรือพระราชา
พระองค์ไหน จะทรงชนะข้าพระองค์ด้วยทรัพย์อัน
ประเสริฐ.

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 304 (เล่ม 64)

พระเจ้าธนัญชัยตรัสว่า
[๙๑๖] ชาติภูมิของท่านอยู่ในแว่นแคว้นไหน
ถ้อยคำของท่านนี้ไม่ใช่ถ้อยคำของชาวกุรุรัฐเลย ท่าน
มิได้กลัวเกรงเราทั้งปวง ด้วยรัศมีแห่งผิวพรรณ ท่าน
จงบอกชื่อและพวกพ้องของท่านแก่เรา
ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๑๗] ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์เป็นมาณพ
กัจจายนโคตร ชื่อว่าปุณณกะ ญาติและพวกพ้องของ
ข้าพระองค์ อยู่ในนครกาลจัมปากะแคว้นอังคะ ย่อม
เรียกข้าพระองค์อย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ข้า
พระองค์มาถึงในเมืองนี้ด้วยต้องการจะเล่นพนันสกา.
พระเจ้าธนัญชัยตรัสว่า
[๙๑๘] พระราชาผู้ทรงชำนาญการเล่นสกา เมื่อ
ชนะท่าน จะพึงนำเอาแก้วเหล่าใดไป แก้วเหล่านั้น
ของมาณพมีอยู่หรือ แก้วของพระราชามีอยู่เป็นจำนวน
มาก ท่านเป็นคนเข็ญใจ จะมาพนันกะพระราชาเหล่า
นั้นได้อย่างไร.
ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๑๙] แก้วมณีของข้าพระองค์ดวงนี้ ชื่อว่า
สามารถนำทรัพย์มาให้ได้ดังใจปรารถนา นักเลงเล่น
สกาชนะข้าพระองค์แล้ว พึงนำแก้วมณีดวงประเสริฐ
สามารถนำทรัพย์มาให้ได้ดังใจปรารถนา และม้า
อาชาไนยเป็นที่เกรงขามของศัตรูนี้ไป

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 305 (เล่ม 64)

พระเจ้าธนัญชัยตรัสว่า
[๙๒๐] ดูก่อนมาณพ แก้วมณีดวงเดียวจักทำ
อะไรได้ อนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเดียวจักทำอะไรได้ แก้ว
ของพระราชามีเป็นอันมาก ม้าอาชาไนยที่มีกำลังรวด-
เร็วดังลมของพระราชามีมิใช่น้อย.
ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๒๐] ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่าประชาชน ขอ
พระองค์ทรงทอดพระเนตรดูแล้วมณีของข้าพระองค์
ดวงนี้ รูปหญิงและรูปชาย รูปเนื้อและรูปนก ปรากฏ
เป็นหมู่ ๆ อยู่ในแก้วมณีดวงนี้ พระยานาคและพระ-
ยาครุฑ ก็ปรากฏอยู่ในแก้วมณีดวงนี้ เชิญพระองค์
ทอดพระเนตรสิ่งที่น่าอัศจรรย์ อันธรรมดาสร้างสรร
ไว้ในแก้วมณีดวงนี้ พระเจ้าข้า.
[๙๒๒] ขอเชิญทอดพระเนตรจตุรงคินีเสนา คือ
กองช้าง กองม้า กองรถ และกองเดินเท้าอันสวม
เกราะ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ เชิญ
ทอดพระเนตรพลทหารที่จัดไว้เป็นกรม ๆ คือ กรมช้าง
กรมม้า กรมรถ กรมราบ อันธรรมดาสร้างสรรไว้
ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๒๓] ขอเชิญทอดพระเนตรพระนครอันสม-
บูรณ์ด้วยป้อม มีกำแพงและค่ายเป็นอันมาก มีถนน
สามแพร่ง สี่แพร่ง มีพื้นราบเรียบ อันธรรมดาสร้าง

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 306 (เล่ม 64)

สรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรเสา
ระเนียด เสาเขื่อน กลอนประตู ซุ้มประตู และ
ประตู อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๒๔] ขอเชิญทอดพระเนตรฝูงนก นานาชนิด
มากมาย ที่เสาค่ายและหนทาง คือ ฝูงหงส์ นกกะเรียน
นกยูง นกจากพราก และนกเขา อันธรรมดาสร้าง
สรรไว้ในแล้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรพระนคร
อันเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกต่าง ๆ คือนกดุเหว่าดำ
นกดุเหว่าลาย ไก่ฟ้า นกโพระดกเป็นจำนวนมาก อัน
ธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๒๕] ขอเชิญทอดพระเนตรพระนครอันแวด-
ล้อมไปด้วยกำแพงทอง เป็นนครน่าอัศจรรย์ขนพอง
สยองเกล้า เขาชักธงขึ้นประจำ ลาดด้วยทรายทองน่า
รื่นรมย์ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอ
เชิญทอดพระเนตรร้านตลาดอันบริบูรณ์ด้วยสินค้า
ต่าง ๆ เรือน สิ่งของในเรือน ถนนซอย ถนนใหญ่
อันธรรมดาสร้างสรรจัดไว้เป็นส่วนๆ ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๒๖] ขอเชิญทอดพระเนตรโรงขายสุรา นัก-
เลงสุรา พ่อครัว โรงครัว พ่อค้า และหญิงแพศยา
อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอด
พระเนตรช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างปรุงของหอม ช่าง
ทอผ้า ช่างทอง และช่างแก้ว อันธรรมดาสร้างสรร

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 307 (เล่ม 64)

ไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรช่างของ
หวาน ช่างของคาว นักมหรสพ บางพวกฟ้อนรำ
ขับร้อง บางพวกปรบมือ บางพวกตีฉิ่ง อันธรรมดา
สร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๒๗] ขอเชิญทอดพระเนตรกลอง ตะโพน
สังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก และเครื่องดนตรีทุกอย่าง
อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอด
พระเนตรเปิงมาง กังสดาล พิณ การฟ้อนรำขับร้อง
เครื่องดนตรีดีดสีตีเป่า อันเขาประโคมครึกครื้น อัน
ธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอด
พระเนตรนักกระโดด นักมวยปล้ำ นักเล่นกล หญิง
งาม ชายงาม คนเฝ้ายาม และช่างตัดผม อันธรรมดา
สร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๒๘] แท้จริง ในแก้วมณีดวงนี้ มีงานมหรสพ
อันเกลื่อนกล่นไปด้วยชายหญิง ขอเชิญทอดพระเนตร
พื้นที่เป็นที่เล่นมหรสพบนเตียงที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อัน
ธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ เชิญทอดพระ-
เนตรเถิด ขอเชิญทอดพระเนตรพวกนักมวยซึ่งกำลัง
ต่อยกันในสนามมวย ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ อันธรรมดา
สร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๒๙] ขอเชิญทอดพระเนตรฝูงเนื้อต่าง ๆ เป็น
อันมากที่เชิงภูเขา คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี

307