พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 272 (เล่ม 60)

ครรภ์ โดยครบ ๑๐ เดือนก็ประสูติพระราชโอรส ซึ่งสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะ
อันอุดม. พระชนกชนนีได้ขนานนามว่า กาลิงคะ. กาลิงคกุมารนั้นเจริญวัย
สำเร็จการศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่าง ในสำนักของพระชนกและพระอัยกา.
ลำดับนั้น พระชนกของกาลิงคกุมารนั้น ตรวจดูดวงดาวก็ทราบว่าพี่ชายสวรรคต
แล้ว จึงบอกบุตรว่า พ่ออย่าอยู่ในป่าเลย พระเจ้ามหากาลิงคะผู้เป็นลุงของพ่อ
สวรรคตแล้ว พ่อจงไปยังทันตปุรนคร ครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เถิด แล้ว
มอบพระธำมรงค์ผ้ากัมพลและพระขรรค์ ซึ่งพระองค์นำมาให้แล้วตรัสสั่งว่า พ่อ
ในทันตปุรนคร อำมาตย์ผู้ประพฤติประโยชน์ของเรามีอยู่ที่ถนนโน้น พ่อจง
เหาะลงไปที่กลางที่นอนในเรือนของเขา แล้วแสดงรัตนะสามประการนี้ แล้ว
บอกความที่เจ้าเป็นโอรสของเราแก่เขา เขาจักช่วยเจ้าให้ได้ครองราชสมบัติ.
กาลิงคกุมารนั้น กราบลาพระชนกชนนีและอัยกาแล้ว เหาะไปด้วย
บุญฤทธิ์ ลงนั่งเหนือที่นอนของอำมาตย์ ถูกถามว่า ท่านเป็นใคร จึงบอกว่า
เราเป็นบุตรของจุลลกาลิงคะ แล้วแสดงรัตนะสามนั้น. อำมาตย์จึงประกาศแก่
ราชบริษัท. อำมาตย์และราชบริษัททั้งหลายพร้อมกันประดับประดาพระนคร
นั้น อภิเษกกาลิงคกุมารให้ครองราชสมบัติ.
ลำดับนั้น ปุโรหิตชื่อว่า ภารทวาชะ ของพระเจ้ากาลิงคะได้กราบทูล
จักรพรรดิให้พระเจ้ากาลิงคะทรงทราบ. พระเจ้ากาลิงคะนั้น ทรงบำเพ็ญ
จักรวัตรนั้นให้บริบูรณ์แล้ว. ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ จักรแก้วก็มาจากที่อยู่
ของจักรแก้ว ช้างแก้วก็มาจากตระกูลอุโปสถ ม้าแก้วก็มาจากตระกูลอัศวราชวลา-
หก แก้วมณีก็มาจากเขาเวปุลลบรรพต นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ก็บัง
เกิดปรากฏแก่พระเจ้ากาลิงคะนั้น.

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 273 (เล่ม 60)

พระเจ้าจักรพรรดิกาลิงคราช ทรงครองราชสมบัติตลอดห้องจักรวาล
วันหนึ่ง มีเสนาแวดล้อมเต็มไปในที่ประมาณ ๓๖ โยชน์ เสด็จขึ้นทรงช้างเผือก
ขาวเปรียบด้วยอดเขาไกรลาส ไปสู่สำนักพระชนกชนนีด้วยสิริวิลาสใหญ่.
ฝ่ายช้างพระที่นั่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ไม่อาจเหาะข้ามมหาโพธิ-
มณฑลอันเกิดแต่สะดือแผ่นดิน อันเป็นไชยมงคลของพระพุทธเจ้าทั้งปวงได้.
พระเจ้าจักรพรรดิราชทรงไสไปเนือง ๆ แต่ช้างทรงนั้นก็ไม่อาจที่จะ
ไปได้.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
พระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า กาลิงคะ ได้
ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม ได้เสด็จไปสู่
ที่ใกล้ต้นโพธิด้วยช้างทรงมีอานุภาพมาก.
ลำดับนั้น ปุโรหิตของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งตามเสด็จไปด้วยคิดว่า
ธรรมดาว่าทางอากาศไม่มีเครื่องกั้น เพราะเหตุไรหนอ พระราชาจึงไม่อาจจะ
ไสช้างไปได้ เราจักตรวจตราดู แล้วลงจากอากาศตรวจตราเห็นภูมิภาคอันเป็น
มณฑลสะดือแผ่นดิน มีชัยบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าต้นหญ้าแม้สักเท่าหนวดกระต่ายมิได้มี
ในที่มีประมาณ ๘ กรีสนั้นเลย มีแต่ทรายอันมีสีเหมือนแผ่นเงิน เรี่ยรายอยู่
หญ้าเครือเถาไม้ใหญ่โดยรอบที่นั้น มียอดเวียนประทักษิณโพธิมณฑล แล้ว
ตั้งอยู่เฉพาะหน้าโพธิมณฑล.
ปุโรหิตตรวจดูภูมิภาคแล้ว คิดว่า แท้จริง ที่นี้เป็นที่ ๆ กำจัดกิเลส
ทั้งปวงของพระพุทธเจ้าทั้งปวง แม้ถึงใคร ๆ มีท้าวสักกะเป็นต้น ก็ไม่อาจ
ที่จะเหาะข้ามที่นี้ไปได้ จึงไปเฝ้าพระเจ้ากาลิงคราช แสดงคุณของพระโพธิ
มณฑล แล้วกราบทูลพระราชาว่า เสด็จลงเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 274 (เล่ม 60)

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ภารทวาชปุโรหิต พิจารณาดูภูมิภาคแล้ว จึง
ประคองอัญชลีกราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็นบุตร
แห่งดาบส ชื่อว่า กาลิงคะว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จลง
เถิด ภูมิภาคนี้อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะทรง
สรรเสริญแล้ว พุทธเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้โดยยิ่ง มี
พระคุณหาประมาณมิได้ ย่อมไพโรจน์ ณ ภูมิภาคนี้.
หญ้าและเครือเถาทั้งหลายในภูมิภาคส่วนนี้
ม้วนเวียนโดยรอบทักษิณาวัฏ ภูมิภาคส่วนนี้เป็นที่ไม่
หวั่นไหวแห่งแผ่นดิน ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์
สดับมาอย่างนี้.
ภูมิภาคส่วนนี้ เป็นมณฑลแห่งแผ่นดิน อัน
ทรงไว้ซึ่งภูตทั้งปวง มีสาครเป็นขอบเขต ขอเชิญ
พระองค์เสด็จลงแล้ว กระทำการนอบน้อมเถิด
พระเจ้าข้า.
ช้างกุญชรเชือกประเสริฐ เกิดในตระกูลอุโปสถ
ย่อมไม่เข้าไปใกล้ประเทศเลย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
ช้างเชือกประเสริฐ เป็นช้างเกิดในตระกูล
อุโบสถโดยแท้ ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจจะเข้าไปใกล้
ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้ ถ้าพระองค์ยังทรงสงสัย
อยู่ ก็จงทรงไสช้างพระที่นั่งไปเถิด.

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 275 (เล่ม 60)

พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรง
ใคร่ครวญถ้อยคำของปุโรหิตผู้ชำนาญการพยากรณ์ว่า
เราจักรู้ถ้อยคำของปุโรหิตนี้ว่า จริงหรือไม่จริงอย่างนี้
แล้ว ทรงไสพระที่นั่งไป.
ฝ่ายช้างพระที่นั่ง ถูกพระราชาไสไปแล้ว ก็
เปล่งเสียงดุจนกกระเรียนแล้วถอยหลังทรุดคุกลง ดัง
อดทนภาระหนักไม่ได้ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณโกลญฺญํ แปลว่า บุตรแห่งดาบส.
บทว่า จกฺกวตฺตยโต ความว่า ผู้มีมานะว่า เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
อธิบายว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. บทว่า ปริคฺคเหตฺวา ความว่า ตรวจดูภูมิภาค.
บทว่า สมณุคีโต ความว่า อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงพรรณนาแล้ว. บทว่า
อนธิวรา แปลว่า ผู้มีคุณอันชั่งมิได้ ประมาณมิได้. บทว่า วิโรจนฺติ
ความว่า ผู้กำจัดความมืดคือกิเลสทั้งปวงได้แล้ว ย่อมนั่งรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาค
ส่วนนี้ เหมือนพระสุริโยทัยทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้น. บทว่า ติณลตา ได้แก่
หญ้าและเครือเถา. บทว่า มณฺโฑ ความว่า เป็นมณฑลแห่งแผ่นดินหนาถึง
สองแสนสี่หมื่นโยชน์ เป็นสาระไม่ถูกอะไร ๆ ครอบงำได้ เป็นสถานที่ไม่
หวั่นไหว เมื่อกัปยังดำรงอยู่ก็ดำรงอยู่ก่อน เมื่อกัปพินาศก็พินาศในภายหลัง.
บทว่า อิติ โน สุตํ ความว่า ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วด้วยลักษณะมนต์
อย่างนี้. บทว่า โอโรหิตฺวา ความว่า ขอเชิญพระองค์ลงจากอากาศแล้ว
จงกระทำการนอบน้อม คือกระทำการบูชาสักการะต่อสถานที่ เป็นที่กำจัด
กิเลสของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์นี้. บทว่า เย เต ความว่า ช้าง
ประเสริฐตัวบังเกิดในตระกูลอุโบสถ กล่าวคือช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ.

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 276 (เล่ม 60)

บทว่า เอตฺตาวตา ความว่า ช้างเชือกประเสริฐทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ไปใกล้
ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้เลย แม้จะถูกตักเตือนก็ไม่เข้าไป. บทว่า อภิชาโต
ความว่า ช้างเชือกประเสริฐนี้ ในตระกูลอุโปสถ ครอบงำ ก้าวล่วง ตระกูลช้าง
ทั้ง ๘ มีโคจริยาเป็นต้น. บทว่า กุญฺชรํ แปลว่า ชนิดสูงสุด. บทว่า
เอตฺตาวตา ความว่า ช้างประเสริฐนี้ ไม่สามารถเข้าไปประเทศมีประมาณ
เท่านี้ได้ คือไม่อาจเข้าไปให้ยิ่งกว่านั้นไปได้ พระองค์เมื่อหวังเฉพาะจงให้
สัญญาด้วยขอเพชรแล้วไสไป. บทว่า เวยฺยญฺชนิกวโจ นิสาเมตฺวา ความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นั้น ทรงตรวจตราใคร่ครวญถ้อยคำ
ของกาลิงคภารทวาชปุโรหิตนั้นเชี่ยวชาญชำนาญในการพยากรณ์ลักษณะแล้ว
ใคร่ครวญพิจารณาว่า เราจักรู้คำของผู้นี้เป็นความหรือไม่จริงดังนี้ จึงไสช้าง
พระนั่งไป. บทว่า โกญฺโจว อภินทิตฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ช้างเชือกประเสริฐนั้น อันพระราชาทรงเตือนแล้วด้วยขอประดับเพชรแล้วไส
ไป จึงเปล่งเสียงร้องเหมือนเสียงนกกระเรียน ถอยไปชูงวงขึ้นน้อมคอเข้าไป
นั่งอยู่บนอากาศนั่นเอง ทำเป็นเหมือนไม่อาจจะนำภาระหนักไปได้.
ช้างพระที่นั่งนั้น เมื่อถูกพระเจ้าจักรพรรดิทิ่มแทงอยู่บ่อย ๆ ไม่อาจจะ
อดกลั้นทุกขเวทนาได้ทำกาละแล้ว.
ส่วนพระเจ้ากาลิงคะ เมื่อไม่ทราบว่าช้างทรงถึงแก่ความตาย จึงคง
ประทับอยู่ ณ ที่นั้น. ปุโรหิตภารทวาชะ ชาวกาลิงคะจึงกราบทูลว่า ข้าแต่
พระมหาราชเจ้า ช้างพระที่นั่งของพระองค์สิ้นชีวิตแล้ว ขอพระองค์ทรงก้าว
ไปสู่ช้างเชือกอื่นเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 277 (เล่ม 60)

ปุโรหิตภารทวาชะกาลิงครัฐ รู้ว่าช้างพระที่นั่ง
สิ้นอายุแล้ว จึงรีบกราบทูลพระเจ้ากาลิงคะว่า ข้าแต่
พระมหาราชเจ้า ขอเชิญเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือก
อื่นเถิด ช่างพระที่นั่งเชือกนี้สิ้นอายุแล้วพระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาโค ขณายุโก ความว่า ช้างเชือก
ประเสริฐของพระองค์ ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว เพราะเมื่อพระราชาจะทรงทำพระ-
ราชกิจอะไรๆ ไม่สามารถประทับนั่งบนหลังได้ ขอพระองค์จงทรงก้าวไปทรง
ช้างประเสริฐเชือกอื่น เพื่อเสด็จไปโดยที่สุดแห่งโพธิมณฑล.
ด้วยกำลังพระฤทธิ์ของพระเจ้ากาลิงคะ ช้างเชือกประเสริฐอื่นก็มาจาก
ตระกูลอุโปสถแล้วน้อมหลังเข้าไปใกล้พระเจ้ากาลิงคะ. พระเจ้ากาลิงคะเสด็จ
ประทับนั่งบนหลังของช้างเชือกนั้น. ขณะนั้น ช้างเชือกที่ตายก็ล้มลงไปบน
พื้นดิน.
พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสพระคาถาอีกว่า
พระเจ้ากาลิงคะ ทรงสดับคำนั้นแล้วจึงรีบเสด็จ
ไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกใหม่ เมื่อพระราชาเสด็จก้าว
ไปพ้นแล้ว ช้างพระที่นั่งที่ตายแล้วก็ล้มลง ณ พื้นดิน
ที่นั่นเอง ถ้อยคำของปุโรหิต ผู้ชำนาญการพยากรณ์
เป็นอย่างใด ช้างพระที่นั่งเป็นอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระเจ้ากาลิงคราชจึงเสด็จลงจากอากาศ แล้วทอดพระเนตร
ดูโพธิมณฑลเห็นปาฏิหาริย์ เมื่อจะทรงสรรเสริญปุโรหิตภารทวาชะจึงตรัสว่า
พระเจ้ากาลิงคะ ได้ตรัสกะพราหมณ์ภารทวาชะ
ชาวกาลิงครัฐ อย่างนี้ว่า ท่านเป็นสัมพุทธะ รู้เหตุ
ทั้งปวงโดยแท้.

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 278 (เล่ม 60)

พราหมณ์ปุโรหิตมิได้รับคำสรรเสริญนั้น ตั้งตนไว้ในฐานะอันต่ำ
แล้วเข้าใกล้สรรเสริฐพระพุทธคุณเท่านั้น.
พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
กาลิงคพราหมณ์ เมื่อไม่รับคำสรรเสริญนั้น จึง
ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์เป็นผู้
ชำนาญการพยากรณ์ชื่อว่า พุทธะ ผู้รู้เหตุทั้งปวงก็จริง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวยฺยญฺชนิกา ความว่า ข้าแต่พระ-
มหาราชเจ้า ข้าพระองค์เห็นพยัญชนะแล้ว เป็นผู้สามารถเมื่อพยากรณ์ได้
ชื่อว่าสุคตพุทธะ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ก็พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้เหตุทั้งปวง
เป็นผู้รู้ธรรมทั้งปวง ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงทราบและทรงรู้แจ้งเหตุ
ทั้งปวงต่างด้วยอดีตเหตุเป็นต้น คือพระพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมรู้เห็นทั้งปวง
ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ โดยลักษณะ ส่วนข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นผู้สามารถ
ในอาคม (นิกายเป็นที่มา) รู้ด้วยกำลังศิลปะเท่านั้น และรู้เพียงเอกเทศเดียว
เท่านั้น ส่วนพระพุทธเจ้าทั้งหลายรู้เหตุทั้งปวงแล.
เจ้ากาลิงคะได้สดับพุทธคุณแล้วเกิดโสมนัส จึงให้ชนผู้อยู่ในสกล
จักรวาลนำของหอมเเละมาลาเป็นอันมาก มากระทำการบูชาพระมหาโพธิมณฑล
สิ้น ๗ วัน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถา
ว่า
พระเจ้ากาลิงคะ ทรงนำเอามาลาและเครื่องลูบ-
ไล้พร้อมด้วยดนตรีต่าง ๆ ไปบูชาพระมหาโพธิ์แล้ว
รับสั่งให้กระทำกำแพงแวดล้อมไว้.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 279 (เล่ม 60)

รับสั่งให้เก็บดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียน
มาบูชาโพธิมณฑลอันเป็นอนุตริยะ แล้วเสด็จกลับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปายาสิ ความว่า ท้าวเธอได้เสด็จไป
ยังสำนักของพระชนกชนนีแล้ว ทรงรับสั่งให้ยกเสาทองคำ สูงประมาณ ๑๘ ศอก
ณ มหาโพธิมณฑลแล้วให้สร้างเวที แล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ ถวายพระ-
มหาโพธินั้น เกลี่ยทรายเจือด้วยแก้ว ให้สร้างกำแพงล้อมไว้ ให้สร้างซุ้ม
ประตู ให้รวบรวมดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียนทุกวัน ๆ แล้วบูชา
โพธิมณฑลด้วยประการฉะนี้. แต่ในบาลีมาเพียงเท่านี้ว่า สฏฺฐิวาหสหสฺสานิ
ปุปฺผานํ ดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียน.
พระเจ้ากาลิงคะ ครั้นทรงทำการบูชาพระมหาโพธิอย่างนี้แล้ว เสด็จ
ไปหาพระชนกชนนีมาสู่เมืองทันตุปุระแล้วบำเพ็ญกุศลทั้งหลายมีทานเป็นต้น
สิ้นพระชนม์แล้วบังเกิดในดาวดึงสพิภพ.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า อานนท์
ได้ทำการบูชาโพธิมณฑลในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน อานนท์ก็ได้
กระทำการบูชาโพธิมณฑลแล้วเหมือนกัน แล้วตรัสประชุมชาดกว่า พระเจ้ากา-
ลิงคะ ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนปุโรหิตชื่อว่าภารทวาชะ
ชาวกาลิงคะคือเราตถาคตแล.
จบอรรถกถากาลิงคชาดก

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 280 (เล่ม 60)

๗. อกิตติชาดก
ว่าด้วยอกิตติดาบสขอพรท้าวสักกะ
[๑๘๐๖] ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทรงเห็น
อกิตติดาบสผู้ยับยั้งอยู่จึงได้ตรัสถามว่าดูก่อนพราหมณ์
ท่านปรารถนาสมบัติอะไร ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอัน
แห้งแล้ง.
[๑๘๐๗] ดูก่อนท้าวสักกะ การเกิดบ่อย ๆ เป็น
ทุกข์ อนึ่ง ความแตกทำลายแห่งร่างกายและความตาย
อย่างหลงใหล ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพ
จึงยับยั้งอยู่ ณ ที่นี้.
[๑๘๐๘] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่
พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต
โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
[๑๘๐๙] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้ง-
ปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ
ชนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวเปลือกและ
สิ่งของอันเป็นที่รักทั้งหลาย แล้วยังไม่อิ่มด้วยความ
โลภใด ความโลภนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.
[๑๘๑๐] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่
พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต
โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 281 (เล่ม 60)

[๑๘๑๑] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต
ทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ
นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกรย่อมเสื่อมสิ้น
ไปด้วยโทสะใด โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.
[๑๘๑๒] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่
พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต
โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
[๑๘๑๓] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต
ทั้งปวง ถ้ามหาบพิตร จะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ
อาตมภาพไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ฟังคนพาล ไม่พึงอยู่
ร่วมกับคนพาล ไม่ขอกระทำและไม่ขอชอบใจการ
เจรจาปราศรัยกับคนพาล.
[๑๘๑๔] ข้าแต่ท่านกัสสปะ คนพาลได้กระทำ
อะไรให้แก่ท่านหรือ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม
เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล.
[๑๘๑๕] คนพาลผู้มีปัญญาทรามย่อมแนะนำสิ่ง
ที่ไม่ควรจะแนะนำ ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ
การแนะนำชั่วเป็นความดีของเขา คนพาลนั้นถึงจะ
พูดดีก็โกรธ เขามิได้รู้วินัย การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็น
ความดี.
[๑๘๑๖] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่
พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต
โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

281