พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 252 (เล่ม 60)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ความว่า ถ้าเจ้าชอบใจอยู่ใน
แว่นแคว้น เจ้าจงสำเหนียกธรรมคือจารีตของชนบท. บทว่า ยตฺโต อาสีวิเส
ความว่า เจ้าพึงประพฤติสำรวม เตรียมพร้อมเที่ยวไปใกล้อสรพิษ เมื่ออาจ
ก็พึงเว้นอสรพิษเสียให้ห่างไกล.
ดาบสกุมารเมื่อไม่รู้เนื้อความของคำที่บิดากล่าวไว้โดยย่อ จึงถามว่า
ผมขอถาม คุณพ่อกล่าวอะไรว่าเป็นพิษ เป็นเหว
เป็นเปือกตม เป็นอสรพิษ ของพรหมจรรย์ ผมถาม
แล้ว คุณพ่อโปรดบอกความข้อนั้นแก่ผมเถิด.
ฝ่ายดาบสโพธิสัตว์ ได้พยากรณ์แก่บุตรว่า
ดูก่อนนารทะ น้ำดองในโลกเขาเรียกว่า สุรา
สุรานั้น ทำใจให้ฮึกเหิม มีกลิ่นหอม ทำให้พูดมาก
มีรสหวาน แหลมปานน้ำผึ้ง พระอริยะทั้งหลายกล่าว
สุรานั้น ว่าเป็นพิษของพรหมจรรย์.
ดูก่อนนารทะ หญิงทั้งหลายในโลก ย่อมย่ำยี
บุรุษผู้ประมาทแล้ว หญิงเหล่านั้น ย่อมจูงจิตของ
บุรุษไป เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่หล่นจากต้นไป ฉะนั้น
นี่บัณฑิตกล่าวว่า เป็นเหวของพรหมจรรย์.
ดูก่อนนารทะ ลาภ สรรเสริญ สักการะ และ
การบูชาในตระกูลอื่น นี่บัณฑิตกล่าวว่า เป็นเปือกตม
ของพรหมจรรย์.
ดูก่อนนารทะ พระราชาเป็นใหญ่ครอบครอง
แผ่นดินนี้ เจ้าอย่าเข้าไปใกล้พระราชาผู้เป็นใหญ่ เป็น
จอมแห่งมนุษย์เช่นนั้น.

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 253 (เล่ม 60)

ดูก่อนนารทะ เจ้าอย่าเที่ยวไปใกล้บาทมูลแห่ง
พระราชาทั้งหลาย ผู้เป็นอิสระ และเป็นอธิบดีเหล่านั้น
พระราชานั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นอสรพิษของพรหม-
จรรย์.
บุคคลผู้ต้องการอาหารในเวลาอาหาร พึงเข้าไป
ใกล้เรือนใด พึงรู้กุศล คืออโคจร ๕ ที่ควรเว้นในสกุล
นั้นแล้วพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น บุคคล
เข้าไปสู่ตระกูลอื่นเพื่อปานะหรือโภชนะแล้วพึงรู้จัก
ประมาณบริโภคแต่พอควรและไม่พึงใส่ใจในรูปหญิง.
เจ้าจงเว้นให้ห่างไกลซึ่งการตั้งคอกโค ร้านขาย
สุรา คนเกเร ที่ประชุมและขุมทรัพย์ทั้งหลาย เหมือน
บุคคลผู้ไปด้วยยาน เว้นหนทางอันไม่ราบเรียบฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสโว ได้แก่ยาพิษอันเป็นเช่นกับน้ำดอง
ดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ตทาหุ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสุรานั้นกล่าว
คือน้ำดองว่าเป็นพิษแห่งพรหมจรรย์. บทว่า ปมตฺตํ ได้แก่ ผู้มีสติหลงลืม.
บทว่า ตูลภฏฺฐํว ความว่า เปรียบดังปุยนุ่นที่ถูกลมพัดจากต้นร่วงลงมา.
บทว่า อกฺขาโต แปลว่า อันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นตรัสแล้ว. บทว่า
สิโลโก ได้แก่ เกียรติคุณ. บทว่า สกฺกาโร ได้แก่ กรรมมีอัญชลีกรรม
เป็นต้น. บทว่า ปูชา ได้แก่ การบูชาด้วยสักการะมีของหอมและระเบียบ
ดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ปงฺโก ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวเปือกตม
เพราะอรรถว่า ทำให้จมลง. บทว่า มหนฺเต แปลว่า ถึงความเป็นผู้มีอานุภาพ
มาก. บทว่า น เตสํ ปาทโต จเร ความว่า ไม่พึงเที่ยวไปใกล้พระบาท
ของพระราชาเหล่านั้น คือไม่พึงเข้าถึงราชสกุล. จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายทรง

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 254 (เล่ม 60)

กริ้วแล้ว ย่อมให้ถึงความวอดวายโดยครู่เดียวเท่านั้น เหมือนอสรพิษ
ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความด้วยอำนาจโทษดังกล่าวแล้วใน
การเข้าไปภายในพระราชวัง. บทว่า ภตฺตตฺโถ ความว่า เป็นผู้มีความต้องการ
ด้วยภัต. บทว่า ยนฺเตตฺถ กุสลํ ความว่า ในบรรดาเรือนที่เจ้าพึงเข้าไป
เรือนใดเป็นกุศล คือ ไม่มีโทษ เจ้าพึงรู้เรือนที่เว้นจากอโคจร ๕ ประการ
พึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น. บทว่า น จ รูเป มนํ กเร ความว่า
เจ้าพึงเป็นผู้รู้จักประมาณในตระกูล แม้เมื่อบริโภคเล่าก็อย่าไว้วางใจในรูปสตรี
ในตระกูลนั้น อย่าลืมตายึดเอานิมิตในรูปหญิง. บาลีในคัมภีร์ทั้งหลายว่า
คุฏฺฐํ มชฺชํ กิราสญฺจ ดังนี้ แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าว โคฏฺฐํ มชฺชํ
กิราสญฺจ แล้วกล่าวว่า บทว่า โคฏฺฐํ ได้แก่ ที่โคทั้งหลายพักอยู่. บทว่า
มชฺชํ ได้แก่ โรงสุรา. บทว่า กิราสํ ได้แก่ คนผู้เป็นนักเลง และคนเกเร.
บทว่า สภาธิกรณานิ จ ได้แก่ ที่ประชุม ที่ขุมทรัพย์ แห่งเงินและทอง.
บทว่า อารกา ความว่าเจ้าพึงเว้นสิ่งทั้งหมดนั้นเสียให้ห่างไกล. บทว่า ยานีว
ความว่าเหมือนบุคคลมียานอันเต็มด้วยเนยใสและน้ำมันไปสู่หนทางอันราบเรียบ
ฉะนั้น.
เมื่อบิดากำลังกล่าวสอนอยู่นั้นเอง มาณพกลับได้สติกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ
ข้าพเจ้าไม่ควรไปแดนมนุษย์ ลำดับนั้น บิดาได้สอนวิธีเจริญเมตตาเป็นต้น
แก่ดาบสกุมาร ๆ ตั้งอยู่ในโอวาทของบิดา ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิด โดย
ไม่นานนัก สองดาบสพ่อลูก มิได้เสื่อมจากฌาน ได้บังเกิดในพรหมโลก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า นางกุมาริกา นี้ ได้มาเป็นนางสาวเทื้อนี้ ดาบสกุมารได้เป็น
ภิกษุผู้กระสัน ส่วนดาบสบิดา คือเราตถาคตนั่นเองแล.
จบอรรถกถาจุลลนารทกัสสปชาดก

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 255 (เล่ม 60)

๕. ทูตชาดก
ว่าด้วยการบอกความทุกข์แก่ผู้ที่ควรบอก
[๑๗๗๗] ดูก่อนพราหมณ์ เราส่งทูตทั้งหลายมา
เพื่อท่านผู้เพ่งอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา ทูตเหล่านั้นถาม
ท่าน ท่านก็มิได้บอกให้แจ่มแจ้ง ความทุกข์ที่เกิดขึ้น
แก่ท่านนั้น เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ.
[๑๗๗๘] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐกาสีให้
เจริญ ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้ใดไม่พึง
เปลื้องพระองค์จากทุกข์ได้ พระองค์อย่าได้ตรัสบอก
ความทุกข์นั้นแก่ผู้นั้น.
[๑๗๗๙] ผู้ใดพึงเปลื้องทุกข์ของบุคคลผู้เกิด-
ทุกข์ได้ส่วนเดียวโดยธรรม พึงบอกเล่าแก่ผู้นั้นได้
โดยแท้.
[ ๑๗๘๐] ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอก
ก็ดี ของนกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่ง
กว่านั้น.
[๑๗๘๑] อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คนทั้ง-
หลายนับถือว่าเป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภาย
หลังผู้นั้นกลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้
ยากอย่างนี้.

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 256 (เล่ม 60)

[๑๗๘๒] ผู้ใดถูกถามเนือง ๆ ถึงทุกข์ของตน
ย่อมบอกในกาลอันไม่ควร ผู้นั้นย่อมมีแต่มิตรผู้แสวง-
หาประโยชน์ แต่ไม่ยินดีร่วมทุกข์ด้วย.
[๑๗๘๓] บุคคลรู้กาลอันควร และรู้จักบัณฑิต
ผู้มีปัญญาว่าใจร่วมกัน แล้วพึงบอความทุกข์
ทั้งหลายแก่บุคคลผู้เป็นนั้น นักปราชญ์พึงบอกความ
ทุกข์ร้อนแก่ผู้อื่น พึงเปล่งวาจาอ่อนหวานมีประโยชน์.
[๑๗๘๔] อนึ่ง ถ้าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของ
ตนไม่ได้ก็พึงรู้ว่า ประเพณีของโลกนี้จะมีเพื่อถึงความ
สุขสำหรับเราผู้เดียวไม่ได้ นักปราชญ์เมื่อเพ่งเล็งหิริ
และโอตตัปปะอันเป็นของจริง พึงอดกลั้นความ
ทุกข์ร้อนไว้ผู้เดียวเท่านั้น.
[๑๗๘๕] ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ต้อง
การจะหาทรัพย์ให้อาจารย์ จึงเที่ยวไปทั่วแว่นแคว้น
นิคม และราชธานีทั้งหลาย.
[๑๗๘๖] ขอกะคฤหบดี ราชบุรุษ และพราหมณ์
มหาศาลได้ทองคำ ๗ ลิ่ม ทองคำ ๗ ลิ่มของข้าพระองค์
นั้นหายเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศก
มาก.
[๑๗๘๗] ข้าแต่พระมหาบุรุษ บุรุษผู้เป็นทูตของ
พระองค์เหล่านั้น ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า ไม่
สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะ
เหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่บอกแก่บุรุษเหล่านั้น.

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 257 (เล่ม 60)

[๑๗๘๘] ข้าแต่พระมหาราชา ส่วนพระองค์
ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า พระองค์สามารถจะ
ปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะเหตุนั้น
ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ.
[๑๗๘๙] พระราชาผู้บำรุงรัฐกาสีให้เจริญ มี
พระหฤทัยเลื่อมใส ได้พระราชทานทองคำ ๑๔ แท่ง
แก่พระโพธิสัตว์นั้น.
จบทูตชาดกที่ ๕
อรรถกถาทูตชาดก
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
พระปรารภการสรรเสริญปัญญาของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า ทูเต เต พฺรหฺเม ปาเหสึ ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันถึงถ้อยคำปรารภพระคุณของพระศาสดาใน
โรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย
ของพระทศพลเถิด พระองค์แสดงนางอัปสรทั้งหลาย แก่นันทกุลบุตร แล้ว
ประทานพระอรหัต ทรงประทานผ้าเก่าแก่พระจุลปันถกะ แล้วประทานพระ-
อรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ทรงประทานดอกปทุมแก่นายช่างทอง แล้ว
ประทานพระอรหัต พระองค์ทรงแนะสัตว์ทั้งหลายด้วยอุบายต่าง ๆ อย่างนี้

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 258 (เล่ม 60)

พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนา
กันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น ที่ตถาคตเป็นผู้ฉลาดในอุบาย
โดยรู้อุบายว่า นี้เป็นดังนี้ แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้ฉลาดในอุบายเหมือน
กัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุง
พาราณสี ชนบทไม่มีเงินใช้ เพราะพระเจ้าพรหมทัตทรงบีบบังคับชาวชนบท
ขนเอาทรัพย์ไปหมด. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์
ณ กาสิกคาม ครั้นเจริญวัยแล้ว ได้ไปเมืองตักกศิลา กล่าวกะอาจารย์ว่า
ข้าพเจ้าจักเที่ยวขอเขาโดยธรรม แล้วจักนำเอาทรัพย์มาให้อาจารย์ภายหลัง
แล้วเริ่มเรียนศิลปศาสตร์ ครั้นเรียนสำเร็จสอบไล่ได้แล้ว จึงบอกอาจารย์ว่า
ข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมจักไปนำทรัพย์ค่าจ้างสอนมาให้ท่าน แล้วออกเที่ยว
ไปตามชนบทแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม ได้ทองคำเจ็ดลิ่ม จึงไปด้วยคิดว่า
จักให้อาจารย์ ในระหว่างทางได้ลงสู่เรือเพื่อข้ามแม่น้ำคงคา เรือโคลงไปมาใน
แม่น้ำนั้น ทองคำของพระโพธิสัตว์ก็ตกน้ำ พระโพธิสัตว์คิดว่า เงินเป็นของ
หายาก เมื่อเราจะเที่ยวแสวงหาทรัพย์ค่าจ้างสอนตามชนบท ก็จักเนิ่นช้า
อย่ากระนั้นเลย เราควรนั่งอดอาหาร อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี่แหละ พระราชาจัก
ทรงทราบความที่เรานั่งอยู่โดยลำดับ ก็จักส่งพวกอำมาตย์มา เราจักไม่พูดจา
กับพวกอำมาตย์เหล่านั้น ลำดับนั้น พระราชาก็จักเสด็จมาเอง เราจักได้ทรัพย์
ค่าจ้างสอนในสำนักของพระราชาด้วยอุบายนี้ คิดดังนี้แล้ว ห่มผ้าสาฎกเฉวียงบ่า
เอายัญและสายสิญจน์วงไว้โดยรอบ นั่งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ประดุจรูปปฏิมา
ทองคำบนพื้นทราย ซึ่งมีสีดังแผ่นเงินฉะนั้น.

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 259 (เล่ม 60)

มหาชนเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอดอาหารอยู่ จึงถามว่า ท่านนั่งเพื่ออะไร.
พระโพธิสัตว์มิได้กล่าวแก่ใคร ๆ วันรุ่งขึ้น ผู้ที่อยู่บ้านใกล้ประตูพระนคร
ได้ฟังว่า พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ที่นั้น จึงพากันไปถาม. พระโพธิสัตว์ก็มิได้กล่าว
แม้แก่ชนเหล่านั้น. ชนเหล่านั้นเห็นความลำบากของพระโพธิสัตว์ ก็พากัน
คร่ำครวญหลีกไป. ในวันที่ ๓ ชาวพระนครพากันมา ในวันที่ ๔ อิสรชนพา
กันมาจากพระนคร ในวันที่ ๕ ราชบุรุษพากันมา ในวันที่ ๖ พระราชา
ทรงส่งพวกอำมาตย์มา พระโพธิสัตว์ก็มิได้กล่าวแม้แก่ชนเหล่านั้น. ในวันที่
๗ พระราชาทรงกลัวภัย จึงเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ เมื่อจะตรัสถาม
จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราส่งทูตทั้งหลายมาเพื่อท่านผู้
เพ่งอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา ทูตเหล่านั้นถามท่าน ท่าน
ก็มิได้บอกให้แจ่มแจ้ง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ท่านนั้น
เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุยฺหํ มตํ นุ เต ความว่า ดูก่อน
พราหมณ์ ความทุกข์ซึ่งเกิดแก่ท่านนั้น เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ ท่าน
จึงไม่บอกแก่คนอื่น.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์
จะบอกแก่ผู้ที่สามารถจะนำทุกข์ไปได้เท่านั้น ไม่บอกแก่ผู้อื่น แล้วกล่าวคาถา
๗ คาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐกาสีให้เจริญ ถ้า
ความทุกข์เกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้ใดไม่พึงเปลื้องทุกข์
จากพระองค์ได้ พระองค์อย่าได้ตรัสบอกความทุกข์
นั้นแก่ผู้นั้น.

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 260 (เล่ม 60)

ผู้ใดพึงเปลื้องทุกข์ของบุคคลผู้เกิดทุกข์ ได้
ส่วนเดียวโดยธรรม พึงบอกเล่าแก่ผู้นั้นได้โดยแท้.
ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี ของ
นกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่านั้น.
อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คนทั้งหลายนับถือ
ว่าเป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้น
กลับกลายเป็นศัตรูไปได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยาก
อย่างนี้.
ผู้ใดถูกถามเนือง ๆ ถึงทุกข์ของตน ย่อมบอก
ในกาลไม่ควร ผู้นั้นย่อมมีแต่มิตรผู้แสวงหาประโยชน์
แต่ไม่ยินดีร่วมทุกข์ด้วย.
บุคคลรู้กาลอันควร และรู้จักบัณฑิตผู้มีปัญญา
มีใจร่วมกันแล้ว พึงบอกความทุกข์ทั้งหลายแก่บุคคล
ผู้เช่นนั้น นักปราชญ์พึงบอกความทุกข์ร้อนแก่บุคคล
อื่น พึงเปล่งวาจาอ่อนหวานมีประโยชน์.
อนึ่ง ถ้าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้
ก็พึงรู้ว่า ประเพณีของโลกนี้ จะมีเพื่อถึงความสุข
สำหรับเราผู้เดียวไม่ได้ นักปราชญ์เมื่อเพ่งเล็งหิริและ
โอตัปปะอันเป็นของจริง พึงอดกลั้นความทุกข์ร้อน
ไว้ผู้เดียวเท่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺเช ความว่า ถ้าความทุกข์พึง
เกิดขึ้นแก่พระองค์. บทว่า มา อกฺขาหิ แปลว่า จงอย่าบอก. บทว่า

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 261 (เล่ม 60)

ทุพฺพิชานครํ ความว่า ถ้อยคำของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่าถ้อยคำของสัตว์
ดิรัจฉาน เพราะเหตุนั้น คือเพราะไม่รู้โดยถ่องแท้ ไม่พึงบอกทุกข์ของตน
ซึ่งไม่สามารถจะนำไปได้. บทว่า อปิ เจ ความว่า เพราะท่านกล่าวไว้ใน
คาถาแล้ว. บทว่า อนานุปุฏฺโฐ แปลว่า ถูกถามบ่อย ๆ. บทว่า ปเวทเย
แปลว่า ย่อมกล่าว. บทว่า อกาลรูเป แปลว่า ในกาลอันไม่สมควร. บทว่า
กาลํ ความว่า ตลอดกาลที่พูดถึงความลับของตน. บทว่า ตถาวิธสฺส
ความว่า รู้จักบุรุษผู้เป็นบัณฑิต ว่าผู้ใดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตนแล้ว
พึงบอกแก่บุคคลเช่นนั้น. บทว่า ติปฺปานิ แปลว่า ทุกข์. บทว่า สเจ
ความว่า ถ้าว่าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้ พึงรู้ว่าเป็นน่าที่ของตน
ในเมื่อเรี่ยวแรงแห่งชาติชายตนหรือของผู้อื่นมีอยู่. บทว่า นีติ ความว่า
ประเพณีโลกเป็นอย่างนี้ อธิบายว่า โลกธรรม ๘. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้
ว่า ถ้าประเพณีของโลกนี้ จะมีเพื่อถึงความสุขสำหรับเราเท่านั้นไม่ได้ ขึ้นชื่อว่า
ผู้จะพ้นไปจากโลกธรรมทั้ง ๘ ประการที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่มี เมื่อเป็นเช่นนี้
นักปราชญ์ผู้ปรารถนาแต่ความสุข เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ ไม่พึง
ทำกรรมที่ชื่อว่ายกทุกข์ให้แก่ผู้อื่น และเราก็มีหิริและโอตตัปปะ เพราะเหตุนั้น
นักปราชญ์เมื่อเพ่งหิริโอตตัปปะในตนซึ่งเป็นของมีจริง ไม่พึงบอกแก่บุคคลอื่น
พึงนอนปรับทุกข์อยู่แต่ผู้เดียว.
พระมหาสัตว์ครั้นแสดงธรรมถวายพระราชาด้วยคาถา ๗ คาถาอย่างนี้
แล้ว เมื่อจะแสดงความที่ตนแสวงหาทรัพย์เพื่ออาจารย์ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา
ว่า
ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระองค์ต้องการจะหา
ทรัพย์ให้อาจารย์ จึงเที่ยวไปทั่วแว่นแคว้นนิคม และ
ราชธานีทั้งหลาย.

261