พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 786 (เล่ม 59)

ความแปรไป สิ่งที่เปรี้ยวและไม่เปรี้ยวทั้งสองนั้น แม้จะมีกำเนิดอย่าง
เดียวกัน ท่านก็เรียกต่างกัน ว่าเปรี้ยว ไม่เปรี้ยว ฉันใด โทสะก็ฉันนั้น
เหมือนกัน เมื่อก่อนเป็นความโกรธ ต่อเมื่อแปรไปแล้วจึงเป็นความคิด
ประทุษร้ายในภายหลัง สภาวธรรมทั้งสองนั้น แม้จะมีกำเนิดอย่างเดียว
กัน โดยความเป็นอกุศลมูลด้วยกัน ท่านก็เรียกต่างกันว่า ความโกรธ
ความคิดประทุษร้าย เปรียบเหมือน สิ่งที่มีรสเปรี้ยวเกิดจากสิ่งที่ไม่มี
รสเปรี้ยว ฉันใด โทสะแม้นั้น ก็ตั้งขึ้นจากโกธะฉันนั้น เพราะเหตุนั้น
โทสะจึงมีชื่อว่า โกธะเป็นสมุฏฐาน. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะ
โทสะมีโทษเป็นอเนกอย่างนี้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจโทสะเลย.
บทว่า อโลภสหสาการา ความว่า ชื่อว่าก่อให้เกิดอาการหยาบ
เพราะปล้นฆ่าชาวบ้านทุกวัน ๆ โดยการใช้อาวุธจ่อที่ตัวแล้วข่มขู่ว่า จง
ให้สิ่งชื่อนี้แก่เรา.
บทว่า นิกติ วญฺจนานิ จ ความว่า การแสดงของปลอม
เปลี่ยนเอาของของผู้อื่นไป ชื่อว่า การสับเปลี่ยน การสับเปลี่ยนนั้น
พึงเห็นตัวอย่าง ในการให้ทองเก๊ว่าทองแท้ และกหาปณะปลอมว่า
กหาปณะแท้ แล้วถือเอาสิ่งของของผู้อื่นไป ส่วนการถือเอาสิ่งของของ
ผู้อื่นไป ด้วยสามารถแห่งปฏิภาณ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ชื่อว่า
การล่อลวง พึงทราบเรื่องราวของการล่อลวงนั้นอย่างนี้ว่า บุรุษชาว-
บ้านผู้มีความซื่อตรงคนหนึ่ง นำกระต่ายมาจากป่าวางไว้ที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว

786
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 787 (เล่ม 59)

ลงอาบน้ำ ลำดับนั้น นักเลงคน ๑ เอากระต่ายนั้นวางไว้บนศีรษะ
แล้วลงอาบน้ำ บุรุษชาวบ้านขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่เห็นกระต่าย จึงมองหา
ข้างโน้นข้างนี้ นักเลงเห็นดังนั้นจึงถามบุรุษนั้นว่า มองหาอะไรท่านผู้
เจริญ. บุรุษชาวบ้านนั้นตอบว่า ข้าพเจ้าวางกระต่ายไว้ตรงนี้ แต่ไม่
เห็นกระต่ายนั้น. นักเลงจึงกล่าวว่า แน่ะอันธพาล ท่านไม่รู้ดอกหรือ
ว่า ชื่อว่ากระต่ายทั้งหลาย ที่บุคคลวางไว้ที่ฝั่งแม่น้ำย่อมหนีไปได้ ท่าน
ดูซิ ฉันยังต้องเอากระต่ายของตนวางไว้บนศีรษะอาบน้ำด้วยเลย. บุรุษ
ชาวบ้านเข้าใจว่า จักเป็นอย่างนั้น เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่มีปฏิภาณ.
จึงหลีกไป ในข้อนี้ พึงเล่าเรื่องที่เขารับเอาลูกเนื้อด้วยเงิน ๑ กหาปณะ
ให้ลูกเนื้อนั้นอีก แล้วจึงรับเอาเนื้อ ซึ่งมีราคา ๒ กหาปณะ.
บทว่า ทิสฺสติ โลภธมฺเมสุ ความว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ บาป
ธรรมทั้งหลายมีโลภะเป็นต้นเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในสภาวะคือความโลภ
ทั้งหลาย คือ ในสัตว์ทั้งหลายถูกความโลภครอบงำแล้ว เพราะว่า
สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่โลภแล้ว. ย่อมไม่กระทำกรรมเห็นปานนี้ ความโลภมี
โทษมากมายอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจความโลภ.
บทว่า เสฺนหสงฺคนฺถิตา คนฺถา ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด
กายคืออภิชฌาทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายมีประการต่าง ๆ
ถูกสิเนหาอันมีความติดอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายเป็นลักษณะร้อยรัดแล้ว
คือสืบต่อแล้วด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นบ่อย ๆ ดุจดอกไม้ทั้งหลายที่
เขาร้อยไว้ด้วยด้าย ฉะนั้น.

787
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 788 (เล่ม 59)

บทว่า เสนฺติ มโนมยา ปุถู ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด
กายคืออภิชฌาทั้งหลาย อันเกิดขึ้นแล้วในอารมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็น
เครื่องสำเร็จได้ด้วยใจ เพราะเป็นสภาพที่เกิดขึ้นทางใจ ดุจวัตถุทั้งหลาย
มีเครื่องประดับเป็นต้น อันเกิดแล้วจากรัตนะทั้งหลายมีทองเป็นต้น
ชื่อว่าอันสำเร็จแล้วด้วยรัตนะทั้งหลายมีทองเป็นอาทิ นอนเนื่องอยู่ใน
อารมณ์เหล่านั้น.
บทว่า เต ภุสํ อุปตาเปนฺติ ความว่า กิเลสเหล่านั้น ถ้า
นอนเนื่องอยู่แล้วเป็นอันมาก คือมีกำลังรู้ชัดอยู่ มักทำบุคคลให้เดือด-
ร้อน คือให้ลำบากโดยยิ่ง ก็ในการที่กิเลสเหล่านั้นมักทำให้บุคคลเดือด-
ร้อนโดยยิ่ง พึงนำเรื่องของคาถาว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ เป็นต้น และ
พระสูตรทั้งหลายมีความว่า ดูก่อนคฤหบดี ความเศร้าโศก ความร่ำไร
ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นทั้งหลายล้วนเกิดแต่ความ
รัก ล้วนมีความรักเป็นแดนเกิดทั้งนั้น ความโศกย่อมเกิดแต่สิ่งที่รัก
ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก. ดังนี้เป็นต้น มาเป็นอุทาหรณ์อีกอย่าง
หนึ่ง หัวใจของสุมังคลโพธิสัตว์แตกแล้ว เพราะความโศกอันมีกำลัง
เหตุให้เด็กทั้งหลายเป็นทาน โทมนัสเป็นอันมากก็ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระ-
เวสสันดรโพธิสัตว์ ความรักย่อมทำให้พระมหาสัตว์ทั้งหลายผู้บำเพ็ญ
บารมีแล้วเดือดร้อนได้ด้วยประการฉะนี้ เพราะโทษนี้มีอยู่ในความ
สิเนหาฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจ แม้ซึ่งความสิเนหา.

788
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 789 (เล่ม 59)

ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับคำวิสัชนาปัญหาแล้ว จึงตรัสว่า
ข้าแต่ท่านกัณหบัณฑิต ปัญหานี้ท่านกล่าวดี เปรียบดังพุทธลีลา ข้าพ-
เจ้ายินดีเหลือเกิน ฉะนั้น ขอท่านจงรับพรอย่างอื่นอีก แล้วตรัสพระ-
คาถาที่ ๑๐ ว่า :-
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าวดี
แล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้
พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาต่อไปว่า :-
ข้าแต่ท้าวสักกผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง
ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขออา-
พาธทั้งหลายอันเป็นของร้ายแรง ซึ่งจะทำ
อันตรายแก่ตบะกรรมได้ อย่าพึงเกิดขึ้นแก่
ข้าพระองค์ผู้อยู่ในป่า ซึ่งอยู่แต่ผู้เดียวเป็น
นิตย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตรายกรา ภุสา คือ อันจำทำ
อันตรายแก่ตบะกรรมของข้าพระองค์นี้.
ท้าวสักกะได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า กัณหบัณฑิตเมื่อ
จะรับพร ก็ไม่รับพรที่อาศัยอามิส รับแต่พรที่อาศัยตบะกรรมเท่านั้น

789
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 790 (เล่ม 59)

ท้าวเธอยิ่งทรงเลื่อมใสมากขึ้น เมื่อจะประทานพรอื่นอีก จึงตรัสพระ-
คาถานอกนี้ว่า :-
ดูก่อนท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าว
ดีแล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้
พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด.
แม้พระโพธิสัตว์ เมื่อจะแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะโดยอ้างการรับ
พร จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง
ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขอใจ
หรือร่างกายของข้าพระองค์ อย่าเข้าไปกระทบ
กระทั่งใคร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย ขอได้ทรง
โปรดประทานพรนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโน วา ได้แก่ มโนทวาร. บทว่า
สรีรํ วา ได้แก่ กายทวาร. แม้วจีทวาร ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอา
แล้วด้วยการถือเอาทวารเหล่านั้นเหมือนกัน. บทว่า มงฺกุเต คือ เพราะ
เหตุแห่งข้าพระองค์. บทว่า อุปหญฺเญถ ได้แก่ อย่าเข้าไปกระทบ-
กระทั่ง คือ พึงเป็นทวารอันบริสุทธิ์แล้ว.

790
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 791 (เล่ม 59)

ข้อนี้มีอธิบายว่า ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขออย่าให้กรรมที่เป็น
ไปในทวาร แม้ทั้ง ๓ นี้เข้าไปกระทบแก่ใคร ๆ คือแก่ท้าวสักกะในกาล
ไหน ๆ เพราะเหตุแห่งข้าพระองค์ คือเพราะอาศัยข้าพระองค์ ได้แก่
เพราะความที่แห่งข้าพระองค์เป็นผู้ใคร่ต่อความพินาศ คือ ขอกรรมที่
เป็นไปในทวารทั้ง ๓ นี้พึงเป็นธรรมชาติอันหลุดพ้นแล้ว คือ บริสุทธิ์
แล้ว จากอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ มีปาณาติบาตเป็นต้นนั้นเทียว.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะรับพรในฐานะทั้ง ๖ ได้รับเอาพรอันอาศัย
เนกขัมมะเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ จริงอยู่ พระโพธิสัตว์นั้น ย่อม
ทราบว่า ขึ้นชื่อว่าสรีระ ย่อมมีความเจ็บเป็นธรรมดา ท้าวสักกะไม่
อาจเพื่อจะกระทำสรีระนั้นให้มีความไม่เจ็บเป็นธรรมดาได้ อนึ่ง ความ
ที่แห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีตนอันบริสุทธิ์แล้วในทวารทั้ง ๓ อันท้าว-
สักกะก็ไม่อาจทำให้เป็นนิสัยของตนได้เลย แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระ-
มหาสัตว์ก็ได้รับพรเหล่านี้แล้ว เพื่อแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะนั้น แม้
ท้าวสักกเทวราชก็ได้ทรงบันดาลต้นไม้นั้นให้มีผลหวานอร่อย นมัสการ
พระมหาสัตว์ประคองอัญชลีเหนือพระเศียร ตรัสว่า ขอท่านจงอยู่ที่นี้
โดยปราศจากโรคเถิด. แล้วได้เสด็จไปยังพิมานของพระองค์ แม้พระ-
โพธิสัตว์ก็มิได้เสื่อมจากฌาน ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้อง-
หน้า.

791
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 792 (เล่ม 59)

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนอานนท์ ที่นี้เป็นภูมิประเทศที่เราเคยอยู่มาแล้ว ดังนี้แล้วทรง
ประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะในบัดนี้
ส่วนกัณหบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากัณหชาดกที่ ๒

792
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 793 (เล่ม 59)

๓. จตุโปสถิกชาดก
ว่าด้วยสมณะ
[๑๓๔๒] ผู้ใดไม่ทำความโกรธในบุคคลผู้ควรโกรธ
ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ ย่อมไม่โกรธในกาลไหน ๆ
บุคคลนั้นแม้จะโกรธ ก็ไม่ทำความโกรธให้
ปรากฏ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นแล
ว่าเป็นสมณะในโลก.
[๑๓๔๓] นรชนใดมีท้องพร่อง ย่อมทนความหิว
ได้ นรชนนั้นเป็นผู้ฝึกตนแล้ว มีตบะ มีข้าว
และน้ำพอประมาณ ย่อมไม่บาปเพราะเหตุแห่ง
อาหาร นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวนรชนนั้นแล
ว่าเป็นสมณะในโลก.
[๑๓๔๔ ] บุคคลละการเล่นและความยินดีทั้งปวง
ได้เด็ดขาด ไม่กล่าวคำเหลาะแหละนิดหน่อย
ในโลก เว้นจากการแต่งเนื้อแต่งตัว และเว้น
จากเมถุนธรรม นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าว
บุคคลนั่นแล ว่าเป็นสมณะในโลก.

793
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 794 (เล่ม 59)

[๑๓๔๕] บุคคลใดละสิ่งที่เขาหวงแหนและโลภ
ธรรมทั้งปวงเสีย ด้วยปัญญาเครื่องกำหนดรู้
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นแล ผู้ฝึก
คนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ไม่มีตัณหา ไม่มีความหวัง
ว่าเป็นสมณะในโลก.
[๑๓๔๖] ดูก่อนท่านผู้มีปัญญาสามารถจะรู้เหตุ
และมิใช่เหตุที่ควรทำ เราขอถามท่าน ความทุ่ม
เถียงกันในถ้อยคำทั้งหลาย บังเกิดมีแก่เราทั้ง
หลาย ขอท่านโปรดช่วยตัดเสีย ซึ่งความ
สงสัย ความเคลือบแคลงในวันนี้ ขอได้โปรด
ช่วยเราทั้งหมดให้ข้ามพ้นความสงสัยนั้น ใน
วันนี้.
[๑๓๔๗] บัณฑิตเหล่าใดเป็นผู้สามารถเห็นเนื้อ
ความ บัณฑิตเหล่านั้นจึงจะกล่าวได้โดยแยบ-
คาย ในกาลนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชา-
นิกร ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย จะพึงวินิจฉัยเนื้อ
ความแห่งถ้อยคำทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้กล่าวแล้ว
ได้อย่างไรหนอ.

794
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 795 (เล่ม 59)

[๑๓๔๘] พญานาคกล่าวอย่างไร ? พญาครุฑ
กล่าวอย่างไร ? ท้าวสักกะผู้เป็นพระราชาของ
คนธรรพ์ตรัสอย่างไร ? และพระราชาผู้ประ-
เสริฐของชาวกุรุรัฐตรัสอย่างไร ?
[๑๓๔๙] พญานาคกล่าวสรรเสริญขันติ พญา
ครุฑกล่าวยกย่องการไม่ประหาร ท้าวสักกะผู้
เป็นพระราชาของตนธรรพ์ตรัสชมการละความ
ยินดี พระราชาผู้ประเสริฐของชาวกุรุรัฐตรัส
สรรเสริญความไม่กังวล.
[๑๓๕๐] คำเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสุภาษิต ในถ้อยคำ
ของท่านทั้ง ๔ นี้ ไม่มีคำทุพภาษิตแม้นิดหน่อย
เลย คุณทั้ง ๔ มีขันติเป็นต้นนี้ ตั้งมั่นอยู่ใน
ผู้ใดก็เปรียบได้กับกำรถสอดเข้าสนิทดี ที่ดุม
รถฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวบุคคลผู้
พร้อมเพรียงด้วยธรรม ๔ ประการนั้นแล ว่า
เป็นสมณะในโลก.

795