พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 796 (เล่ม 59)

[๑๓๕๑] ท่านนั้นแลเป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีผู้อื่น
ยิ่งกว่า เป็นผู้ถึงธรรม รู้แจ้งธรรม มีปัญญาดี
พิจารณาปัญหาด้วยปัญญา เป็นนักปราชญ์ตัด
ความสงสัย ความเคลือบแคลงทั้งหลายเสีย
ได้ ตัดความสงสัยความเคลือบแคลงทั้งหลาย
สำเร็จแล้ว ดุจนายช่างตัดงาช้างด้วยเครื่องมือ
อันคม ฉะนั้น.
[๑๓๕๒] ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ข้าพเจ้าพอใจ
ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของท่าน จึงขอให้ผ้า
ผืนนี้ ซึ่งมีสีสดใสดุจสีอุบลเขียว ไม่หม่น
หมองหาค่ามิได้ มีสีเสมอด้วยควันไฟ เพื่อ
เป็นธรรมบูชาแก่ท่าน.
[๑๓๕๓] ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ข้าพเจ้าพอใจ
ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของท่าน จึงขอให้
ดอกไม้ทองมีกลีบตั้งร้อยอันแย้มบาน มีเกสร
ประดับด้วยรัตนะจำนวนพัน เพื่อเป็นธรรม
บูชาแก่ท่าน.

796
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 797 (เล่ม 59)

[๑๓๕๔] ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ข้าพเจ้าพอใจ
ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของท่าน จึงขอให้แก้ว
มณีอันหาค่ามิได้งามผ่องใส คล้องอยู่ที่คอ
เป็นแก้วมณีเครื่องประดับคอของข้าพเจ้า เพื่อ
เป็นธรรมบูชาแก่ท่าน.
[๑๓๕๕] ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ข้าพเจ้าพอใจ
ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของท่าน จึงขอให้โคนม
โคผู้และช้างอย่างละพัน รถเทียมด้วยม้า
อาชาไนย ๑๐ คัน และบ้านส่วย ๑๖ ตำบล
แก่ท่าน.
[๑๓๕๖] พญานาคในกาลนั้น เป็นพระสารีบุตร
พญาครุฑ เป็นพระโมคคัลลานะ ท้าวสักก-
เทวราช เป็นพระอนุรุทธะ พระเจ้าโกรัพยะ
เป็นพระอานนท์บัณฑิต วิฑุรบัณฑิตเป็นพระ-
โพธิสัตว์นั่นเอง ขอท่านทั้งหลายจงจำชาดกไว้
อย่างนี้.
จบ จุตโปสถิกชาดกที่ ๓

797
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 798 (เล่ม 59)

อรรถกถาจตุโปสถิกชาดกที่ ๓
จตุโปสถิกชาดกนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย โกปเนยฺโย จักมีแจ้งใน
ปุณณกชาดก.
จบ อรรถกถาจตุโปสถิกชาดกที่ ๓

798
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 799 (เล่ม 59)

๔. สังขชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ถวายรองเท้า
[๑๓๕๗] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านก็เป็น
พหูสูต ได้ฟังธรรมมาแล้ว ทั้งสมณพราหมณ์
ทั้งหลาย ท่านก็ได้เห็นมาแล้ว เหตุไรท่านจึง
แสดงคำพร่ำเพ้อในขณะอันไม่สมควร คนอื่น
นอกจากข้าพเจ้า ใครเล่าที่จะมาเจรจากับท่าน
ได้.
[๑๓๕๘] นางฟ้าหน้างาม รูปสวยเลิศ ประดับด้วย
เครื่องประดับทอง ยกถาดทองเต็มด้วยอาหาร
ทิพย์ มาร้องเชิญให้เราบริโภค นางเป็นผู้มี
ศรัทธาและปลื้มจิต เราตอบกะนางว่า ไม่
บริโภค.
[๑๓๕๙] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ วิสัยบุรุษผู้ยัง
ปรารถนาความสุข ได้พบเห็นเทวดาเช่นนี้แล้ว
ควรจะถามดูให้รู้แน่ ขอท่านจงลุกขึ้นประนม
มือถามเทวดานั้นว่า นางเป็นเทวดาหรือมนุษย์.

799
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 800 (เล่ม 59)

[๑๓๖๐] เพราะเหตุที่ท่านมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสาย-
ตาอันแสดงความรัก ร้องเชิญให้ข้าพเจ้าบริโภค
อาหาร ดูก่อนนางผู้มีอานุภาพใหญ่ ข้าพเจ้า
ขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ?
[๑๓๖๑] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็น
เทวดาผู้มีอานุภาพมาก มาในกลางน้ำสาครนี้ ก็
เพราะเป็นผู้มีความเอ็นดู จะได้มีจิตประทุษร้าย
หาไม่ ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่
ท่านนั่นเอง.
[๑๓๖๒] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ในสมุทรนี้มี
ข้าว น้ำ ที่นอน ที่นั่ง และยานพาหนะมากอย่าง
ใจของท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้น
สำเร็จแก่ท่านทุกอย่าง.
[๑๓๖๓] ข้าแต่เทพธิดาผู้มีร่างงาม มีตะโพกผึ่งผาย
มีคิ้วงาม ผู้เอวบางร่างน้อย ทานซึ่งเป็นส่วน
บูชา และการเซ่นสรวงของข้าพเจ้า อย่างใด
อย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่ ท่านเป็นผู้สามารถรู้วิบาก

800
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 801 (เล่ม 59)

แห่งกรรมของข้าพเจ้าทุกอย่าง การที่ข้าพเจ้า
ได้ที่พึ่งในสมุทรนี้ เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร.
[๑๓๖๔] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวาย
รองเท้ากะพระภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เดินกระโหย่งเท้า
สะดุ้ง ลำบากอยู่ในหนทางอันร้อน ทักษิณา
นั้นอำนวยผลสิ่งน่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้.
[๑๓๖๕] ขอจงมีเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดาน น้ำ
ไม่รั่ว มีใบสำหรับพาเรือให้แล่นไป เพราะใน
สมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอย่างอื่นมิได้
มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินี ใน
วันนี้เถิด.
[๑๓๖๖] นางเทพธิดานั้น มีจิตชื่นชมโสมนัส
ปราโมทย์ เนรมิตเรืออันงามวิจิตร แล้วพา
สังขพราหมณ์กับบุรุษคนใช้มาส่งถึงเมือง อัน
เป็นที่สำราญรื่นรมย์.
จบ สังขชาดกที่ ๔

801
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 802 (เล่ม 59)

อรรถกถาสังขพราหณชาดกที่ ๔
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ถวายบริขารทั้งปวง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหุสฺสุโต ดังนี้.
ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสกคนหนึ่ง ฟังธรรม
เทศนาของพระตถาคตแล้ว มึจิตเลื่อมใสในพระศาสดา จึงเข้าไปนิมนต์
เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น แล้วให้ทำมณฑปใกล้ประตูเรือนของตน ประดับ
ตกแต่งเป็นอย่างดี วันรุ่งขึ้นให้คนไปกราบทูลภัตกาลต่อพระตถาคต
พระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร เสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับนั่งบน
บวรพุทธาอาสน์ที่อุบาสกปูลาดไว้ อุบาสกพร้อมด้วยบุตรภรรยาและ
บริวารชน ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้
นิมนต์ฉันถวายมหาทานอย่างนี้ต่อไปถึง ๗ วัน ในเว้นที่ ๗ ได้ถวาย
เครื่องบริขารทุกอย่าง แลเมื่อจะถวายนั้น ใดจัดทำรองเท้าถวายเป็น
พิเศษ คือคู่ที่ถวายแด่พระทศพล ราคาพันหนึ่ง ที่ถวายพระอัครสาวก
ทั้งสอง ราคาคู่ละ ๕๐๐ ที่ถวายพระภิกษุ ๕๐๐ นอกนั้น ราคาคู่ละ
ร้อย. อุบาสกนั้นครั้นถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง ดังนี้แล้ว ได้ไปนั่ง
อยู่ในสำนักพระผู้มีพระภาคกับบริษัทของตน.
ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุโมทนาด้วยพระสุรเสียงอัน
ไพเราะแก่อุบาสกนั้น ได้ตรัสว่า นี่แน่ะอุบาสก การ ๆ ถวายเครื่องบริขาร
ทุกอย่างของท่าน โอฬารยิ่ง ท่านจงชื่นชมเถิด ครั้งก่อนเมื่อพระพุทธ-

802
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 803 (เล่ม 59)

เจ้ายังไม่เกิดขึ้น ชนทั้งหลายถวายรองเท้าคู่หนึ่งแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า
เรือไปแตกในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึงมิได้ เขายังได้ที่พึ่งด้วยผลานิสงส์ที่
ถวายรองเท้า ก็ตัวท่านได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประธาน ผลแห่งการถวายรองเท้าของท่านนั้น ทำไมจักไม่
เป็นที่พึ่งเล่า ดังนี้ แล้วอุบาสกนั้น ทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึง
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระนครพาราณสีนี้ มีนามว่าโมลินี พระเจ้า-
พรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโมลินี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังขะ
เป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มาก มีเครื่องที่ทำให้ปลื้มใจ เช่น ทรัพย์
ข้าวเปลือกและเงินทองมากมาย ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือประตูเมือง
๔ ประตู ที่กลางเมือง และที่ประตูเรือน สละทรัพย์วันละ ๖ แสนให้
ทานเป็นการใหญ่ แก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้นทุกวัน วันหนึ่ง
เขาคิดว่า เมื่อทรัพย์ในเรือนสิ้นแล้ว เราจักไม่อาจไห้ทานได้ เมื่อทรัพย์
ยังไม่สิ้นไปนี้ เราจักลงเรือไปสุวรรณภูมิ นำทรัพย์มา คิดดังนี้แล้ว
จึงให้ต่อเรือบรรทุกสินค้าจนเต็ม แล้วเรียกบุตรภรรยามาสั่งว่า พวกท่าน
จงให้ทานของเราเป็นไปโดยไม่ขาดจนกว่าเราจะกลับมา แล้วก็แวดล้อม
ไปด้วยทาสและกรรมกร กั้นร่มสวมรองเท้าเดินตรงไปยังบ้านท่าเรือจอด
ในเวลาเที่ยง.
ในขณะนั้น ที่ภูเขาคันธมาทน์ มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
พิจารณาดูก็ได้เห็นพราหมณ์นั่นกำลังจะเดินทางเพื่อนำทรัพย์มา จึง

803
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 804 (เล่ม 59)

พิจารณาดูว่า มหาบุรุษจักไปหาทรัพย์ จักมีอันตรายในสมุทรหรือไม่
หนอ ถ็ทราบว่า จักมีอันตราย จึงคิดว่า มหาบุรุษนั้นเห็นเราแล้ว
จักถวายร่มและรองเท้าแก่เรา เมื่อเรือแตกกลางสมุทร เขาจักได้ที่พึ่ง
ด้วยอานิสงส์ที่ถวายรองเท้า เราจักอนุเคราะห์แก่เขา แล้วก็เหาะมาลง
ณ ที่ใกล้สังขพราหมณ์ เดินเหยียบทรายร้อนเช่นกับถ่านเพลิง เพราะ
ลมแรงแดดกล้า ตรงมายังสังขพราหมณ์.
สังขพราหมณ์พอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเท่านั้น ก็ยินดีว่า
บุญเขตของเรามาถึงแล้ว วันนี้เราควรจะหว่านพืช คือทานลงในบุญเขต
นี้ จึงรีบเข้าไปนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ขอท่านได้ลงจากทางสักหน่อย แล้ว
เข้าไปที่โคนต้นไม้นี้ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปโคนต้นไม้ ก็พูนทราย
ขึ้นแล้วเอาผ้าห่มปูลาดนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วล้างเท้าด้วยน้ำ
ที่อบและกรองใสสะอาด ทาเท้าด้วยน้ำมันหอม ถอดรองเท้าที่ตนสวม
ออกเช็ด ทาด้วยน้ำมันหอม แล้วสวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ถวาย
ร่มและรองเท้าด้วยวาจาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงสวมรองเท้า
กั้นร่มไปเถิด.
พระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อจะอนุเคราะห์สังขพราหมณ์ จึงรับร่ม
และรองเท้า และเพื่อจะให้ความเลื่อมใสเจริญยิ่งขึ้น จึงเหาะไปภูเขา
คันธมาทน์ให้สังขพราหมณ์แลเห็น.

804
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 805 (เล่ม 59)

สังขพราหมณ์โพธิสัตว์ได้เห็นดังนั้นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใสยิ่งขึ้น
เดินไปสู่ท่าลงเรือ เมื่อสังขพราหมณ์กำลังเดินทางอยู่กลางมหาสมุทร
พอถึงวันที่ ๗ เรือได้ทะลุ น้ำไหลเข้า ไม่มีใครสามารถจะวิดน้ำให้หมด
ได้. หาชนกลัวต่อมรณภัย ต่างก็พากันนมัสการเทวดาที่นับถือของตน ๆ
ร้องกันเซ็งแซ่. พระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากคือคนใช้คน ๑ ทาสรีระ
ด้วยน้ำมัน เคี้ยวจุรณน้ำตาลกรวดกับเนยใสพอแก่ความต้องการแล้ว
ให้อุปัฏฐากกินบ้าง แล้วขึ้นบนยอดเสากระโดงกับอุปัฏฐาก กำหนด
ทิศว่า เมืองของเราอยู่ข้างทิศนี้ เมื่อจะเปลื้องตนจากอันตรายจากปลา
และเต่า จึงโดดล่วงไปสิ้นที่ประมาณอุสภะ ๑ พร้อมกับอุปัฏฐากนั้น.
มหาชนพากันพินาศสิ้น ส่วนพระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากพยายามว่ายข้าม
มหาสมุทรไปได้ ๗ วัน วันนั้นเป็นวันอุโบสถ พระโพธิสัตว์ได้บ้วน
ปากด้วยน้ำเค็มแล้ว รักษาอุโบสถ.
ครั้งนั้น นางเทพธิดาชื่อมณิเมขลา ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ตั้งไว้ให้
พิทักษ์รักษาสมุทร ด้วยคำสั่งว่า ถ้าเรือมาแตกลง มนุษย์ที่ถือไตร-
สรณคมน์ก็ดี มีศีลสมบูรณ์ก็ดี ปฏิบัติชอบในมารดาบิดาก็ดี มาตกทุกข์
ในสมุทรนี้ ท่านพึงพิทักษ์รักษาเขาไว้. นางประมาทด้วยความเป็นใหญ่
ของตนเสีย ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ นางตรวจดูสมุทร ได้เห็นสังข-
พราหมณ์ประกอบด้วยศีลและอาจาระ เกิดสังเวชจิตคิดว่า พราหมณ์นี้
ตกทะเลมาได้ ๗ วันแล้ว ถ้าพราหมณ์จักตายลง เราคงได้รับครหาเป็น

805