พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 726 (เล่ม 59)

เปิดดู ได้เห็นภรรยาผู้ทัดทรงดอกไม้อันสะอาด
ร่วมยินดีกับวิทยาธรชื่อว่า วายุบุตรในสมุคนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทฺทกฺขิ คือเปิดสมุคแล้วจึงได้เห็น.
พอทานพเปิดสมุคขึ้นเท่านั้น วิทยาธรก็ร่ายวิชา ถือพระขรรค์
เหาะไปในอากาศ ทานพเห็นดังนั้นก็มีความยินดีต่อพระมหาสัตว์ จึงได้
กล่าวคาถาที่เหลือมีความสรรเสริญเป็นเบื้องต้นว่า :-
เหตุข้อนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูง
เห็นดีแล้ว นรชนทั้งหลายเหล่าใดเป็นคน
เลวทราม ตกอยู่ในอำนาจแห่งความชื่นชม
ยินดี นรชนทั้งหลายเหล่านั้น ได้แก่ตัวเราเอง
เพราะว่าภรรยาที่เรารักษาไว้ในท้อง เพียงดัง
ชีวิต กลับมาประทุษร้ายเราไปชื่นชมยินดีกะ
บุรุษอื่น.
เราบำรุงบำเรอภรรยานั้นทั้งกลางวัน
กลางคืน เหมือนดาบสผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอ
บูชาไฟอันลุกโชนฉะนั้น นางยังก้าวล่วงธรรม
ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควรเชยชิด
ภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้.

726
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 727 (เล่ม 59)

เรามักมั่นใจหญิงผู้ไม่มีความสงบ ไม่
สำรวมว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา และมั่น
ใจว่าเป็นภรรยาของเรา ดังนั้น นางจึงก้าวล่วง
ธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควร
เชยชิตภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้.
บัณฑิตจะพึงวางใจว่า หญิงนี้เรารักษา
ไว้ดีแล้วดังนี้อย่างไรได้ อุบายที่จะป้องกัน
รักษาหญิงผู้มีหลายใจไม่พึงมีโดยแท้ เพราะว่า
หญิงเหล่านั้นมีอาการคล้ายกับเหวที่เรียกกันว่า
บาดาล บุรุษผู้ประมาทในหญิงเหล่านั้น ย่อม
ถึงความพินาศทั้งนั้น.
เพราะเหตุนั้นแหละ ชนเหล่าใดไม่
เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้นเป็นผู้มี
ความสุขไร้โศก ความประพฤติไม่คลุกคลี
กับมาตุคามนี้ เป็นคุณนำความสุขมาให้ ผู้
ปรารถนาความเกษมอันอุดม ไม่ควรเชยชิด
ด้วยมาตุคามทั้งหลาย.

727
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 728 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทิฏฺฐรูปุคฺคตปานุวตฺตินา ความว่า
ข้าแต่พระฤาษีผู้เจริญ เหตุอันนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูงเห็นดีแล้ว.
บทว่า หีนา คือเป็นคนต่ำ. บทว่า ยถา หเว ปาณริเวตฺถ รกฺขิตา
ความว่า ภรรยานี้ที่เราดูแลรักษาไว้ในที่นี้คือภายในท้องนี้เพียงดังชีวิต
ของตน. สองบทว่า ทุฏฺฐา มยิ ความว่า บัดนี้ กลับมาทำกรรมของ
ผู้ประทุษร้ายมิตร ประทุษร้ายเราไปชื้นชมยินดีกะบุรุษอื่น. บทว่า
โชติริวา วเน วสํ ความว่า เราบำรุงคือบำเรอภรรยานั้นเหมือนฤาษี
ผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอไฟฉะนั้น. บทว่า สา ธมฺมมุกฺกมฺม ความว่า
ภรรยานั้นยังก้าวล่วงคือล่วงเกินธรรม. บทว่า อกฺรียรูโป เท่ากับ
อกตฺตพฺพรูโป แปลว่า ไม่ควรทำ. บทว่า สรีรมชฺฌมฺหิ  ิตาติ
มญฺญิหํ มยฺหํ อยนฺติ อสตํ อสญฺญตํ ความว่า เรามักมั่นใจ
หญิงนี้ผู้ไม่มีความสงบ คือผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษผู้ไม่สำรวม
คือผู้ทุศีลว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา แต่มั่นใจว่า ดังนี้ เป็นภรรยา
ของเรา. บทว่า สุรกฺขิตมฺเมติ กถนฺนุ วิสลเส ความว่า บัณฑิต
จะพึงวางใจอย่างไรได้ว่า หญิงนี้เรารักษาไว้ดีแล้ว แม้แต่คนเช่นเรา
รักษาภรรยาไว้ในท้องของตนแท้ ๆ ยังไม่อาจรักษาไว้ได้. บทว่า ปาตาล
ปปาตสนฺนิภา ความว่า ชื่อว่ามีอาการคล้ายกับเหว ที่เรียกกันว่า
บาดาลในมหาสมุทร เพราะหญิงเหล่านั้นเป็นผู้ยากที่บุคคลจะให้เต็ม
ด้วยความยินดีของชาวโลกได้. บทว่า เอตฺถปฺปมตฺโต ความว่า บุรุษ
ผู้ประมาทในหญิงผู้ไร้คุณแบบนี้เหล่านั้น ย่อมถึงความพินาศใหญ่. บทว่า

728
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 729 (เล่ม 59)

ตสฺมา หิ ความว่า เพราะผู้ตกอยู่ในอำนาจของมาตุคาม ย่อมถึงความ
พินาศใหญ่ ฉะนั้นชนเหล่าใดไม่เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้น
ย่อมเป็นผู้มีความสุข. บทว่า เอตํ สวํ ความว่า ความประพฤติของ
บุคคลผู้ไม่คลุกคลีคือไม่เกี่ยวข้องกับมาตุคามนี้เป็นความสุข คือเป็น
ความดี ได้แก่เป็นความเกษมอันอุดมอันบุคคลพึงปรารถนา ผู้ปรารถนา
ความเกษมอันอุดมนั้น ไม่ควรทำความเชยชิดสนิทสนมกับ มาตุคาม
เลย.
ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ทานพได้หมอบลงแทบเท้าของ
พระมหาสัตว์ กล่าวสรรเสริญชื่นชมพระมหาสัตว์ว่า ข้าพเจ้าได้ชีวิตไว้
เพราะอาศัยท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่ถูกนางผู้มีธรรมลามกนี้ใช้ให้วิทยาธร
ฆ่า แม้พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงธรรมแก่ทานพนั้นแล้วกล่าวว่า ท่าน
อย่าได้ทำกรรมชั่วอะไร ๆ แก่หญิงนี้ จงรับศีล ให้ทานพนั้นตั้งอยู่ใน
ศีลห้า ทานพคิดว่า แม้เราจะพิทักษ์รักษาด้วยท้อง ก็ยังไม่อาจรักษา
หญิงนั้นไว้ได้ คนอื่นใครเล่าจะรักษาได้ จึงส่งนางนั้นไปแล้ว ตนเองก็
เข้าป่าอันเป็นที่อยู่ของตน.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ให้ทรง
ประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ได้ดำรงอยู่ในโสดา-
ปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ดาบสผู้มีทิพยจักษุในครั้งนั้น
คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสมุคคชาดกที่ ๑๐

729
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 730 (เล่ม 59)

๑๑. ปูติมังสชาดก
ว่าด้วยโทษของการมองในเวลาที่ไม่ควรมอง
[๑๒๐๑] แน่ะสหาย การจ้องดู ของสุนัขจิ้งจอก
ชื่อปูติมังสะไม่เป็นที่ชอบใจเราเลย บุคคลพึง
เว้นสหายเช่นนี้ ให้ห่างไกล.
[๑๓๐๒] สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่า เวณีนี้เป็นบ้า
ไป ได้พรรณนาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายให้
ผัวฟัง ครั้นแพะตัวเมียถอยหลังกลับไปไม่มา
ก็นั่งซบเซาถึงแพะตัวเมียชื่อเมณฑิมาตา ผู้มา
แล้วถอยหลังกลับไปเสีย.
[๑๒๐๓] แน่ะเพื่อน ท่านนั้นแหละเป็นบ้า มี
ปัญญาทราม ขาดปัญญาเครื่องพิจารณา ท่าน
นั้นทำอุบายล่อลวงว่าตาย แต่ชะเง้อดู โดย
กาลอันไม่ควร.
[๑๒๐๔] บัณฑิตไม่ควรเพ่งดูในกาลอันไม่ควร
ควรเพ่งดูแต่ในกาลอันควร ผู้ใดเพ่งดูในกาล

730
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 731 (เล่ม 59)

อันไม่ควร ผู้นั้นย่อมซบเซา เหมือนสุนัขจิ้ง-
จอกชื่อปูติมังสะ ฉะนั้น.
[๑๓๐๕] ดูก่อนสหาย ขอความรักจงมีแก่เรา
ท่านจงให้ความเอิบอิ่มแก่เรา สามีของเรากลับ
ฟื้นขึ้นมาแล้ว ถ้าท่านมีความรักเรา ก็จงมา
กับเราเถิด.
[๑๓๐๖] แน่ะสหาย ขอความรักจงมีแก่ท่าน เรา
จะให้ความเอิบอิ่มแก่ท่าน เราจักมาด้วยบริวาร
เป็นอันมาก ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เถิด.
[๑๓๐๗] บริวารของท่านเป็นเช่นไร เราจักจัดแจง
โภชนาหารเหล่าใด ก็บริวารเหล่านั้นทั้งหมดมี
ชื่อว่าอย่างไร เราขอถาม ขอท่านจงบอกบริวาร
เหล่านั้นแก่เรา.
[๑๓๐๘] บริวารของเราเช่นนี้ คือ สุนัขชื่อมาลิ-
ยะ ๑ ชื่อจตุรักขะ ๑ ชื่อปิงคิยะ ๑ ชื่อชัม-
พุกะ ๑ ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เพื่อบริวาร
เหล่านั้นเถิด.

731
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 732 (เล่ม 59)

[๑๓๐๙] เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของของ
ท่านไม่มีใครดูแล จักเสียหาย คำพูดของ
สหายมิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี้เถิด
อย่าไปเลย.
จบ ปูติมังสชาดกที่ ๑๑
อรรถกถาปูติมังสชาดกที่ ๑๑
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ความไม่สำรวม จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น โข เม รุจฺจติ
ดังนี้.
ความย่อมีว่า สมัยหนึ่ง ภิกษุจำนวนมากไม่คุ้มครองทวารใน
อินทรีย์ทั้งหลาย พระศาสดาตรัสแก่พระอานนทเถระว่า ควรจะกล่าว
สอนภิกษุเหล่านี้. รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์เป็นพิเศษ เสด็จไปในท่าม-
กลางประทับนั่งเหนือบัลลังก์อันประเสริฐที่จัดไว้ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย
มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรถือนิมิตรใน
รูปเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร เพราะถ้าตายลงในขณะนั้น จะ
บังเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ฉะนั้น อย่าถือศุภนิมิตรในรูปเป็นต้น
ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรยึดรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ เพราะผู้ที่ยึดรูปเป็นต้น

732
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 733 (เล่ม 59)

เป็นอารมณ์ ย่อมถึงมหาพินาศในปัจจุบันทีเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น จักขุนทรีย์ที่ถูกแทงด้วยซี่เหล็กแดงประเสริฐ ว่าการ
แลดูศุภนิมิตรในรูปไม่ประเสริฐเลย เวลาที่พวกเธอจะควรแลดูรูปมีอยู่
บางคราว เวลาที่พวกเธอไม่ควรแลดูรูปมีอยู่บางคราว ในเวลาแลดู
ไม่ควรแลดูด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร ควรแลดูด้วยสามารถแห่งอศุภ-
นิมิตรเท่านั้น เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็จักไม่เสื่อมจากอารมณ์ของตน ก็อะไร
เล่าเป็นอารมณ์ของพวกเธอ คือ สติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘
โลกุตตรธรรม ๙ เมื่อพวกเธอโคจรอยู่ในอารมณ์เช่นนี้ มารก็จะไม่ได้
โอกาสทำร้าย แต่ถ้าพวกเธอตกอยู่ในอำนาจกิเลส แลดูด้วยสามารถแห่ง
ศุภนิมิตร ก็จักเสื่อมจากอารมณ์ของตน เหมือนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ
เสื่อมจากที่หาอาหารฉะนั้น แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อ
ไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนคร
พาราณสี. มีแพะหลายร้อยอยู่ในถ้ำเชิงภูเขา ในแดนป่าหิมพานต์ ณ ที่
ใกล้ ๆ กับที่อยู่ของแพะเหล่านั้น มีสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะกับภรรยาชื่อ
เวณี อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกเที่ยวไปกับภรรยา เห็น
แพะเหล่านั้น คิดว่า เราควรจะกินเนื้อแพะเหล่านี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง
แล้วได้ใช่อุบายฆ่าแพะวันละตัว สุนัขจิ้งจอกทั้งสองกินเนื้อแพะจนมี
กำลังร่างกายอ้วนสมบูรณ์ แพะก็น้อยลงโดยลำดับ ในกลุ่มแพะเหล่า

733
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 734 (เล่ม 59)

นั้น มีแพะตัวเมียตัวหนึ่งชื่อเมณฑิกมาตา เป็นแพะฉลาดรู้เท่าทันอุบาย
สุนัขจิ้งจอกไม่อาจฆ่ามันได้ วันหนึ่ง จึงปรึกษากับภรรยาว่า ที่รัก
แพะทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว เราควรใช้อุบายกินแพะตัวเมียตัวนี้ และ
ในเรื่องนี้มีอุบายดังนี้ คือตัวเจ้าผู้เดียว จงไปเป็นเพื่อนกับเขา ครั้น
เมื่อนางแพะมีความคุ้นเคยกับเจ้า เราจักนอนทำเป็นตาย เจ้าจงเข้าไป
หานางแพะแล้วพูดว่า แม่แพะเอ๋ย สามีของฉันตายเสียแล้ว และฉัน
ก็ไม่มีที่พึ่ง นอกจากท่านแล้ว ญาติคนอื่นของฉันไม่มี ท่านจงมาเถิด
พวกเราจักพากันร้องไห้คร่ำครวญเผาศพสามีของฉัน ดังนี้แล้ว จงพา
เขามา แล้วฉันจักโดดขึ้นกัดคอฆ่าแพะนั้นเสีย. สุนัขจิ้งจอกตัวเมียรับ
คำว่า ดีแล้ว จึงไปคบมันเป็นเพื่อน เมื่อคุ้นเคยกันแล้ว ก็ได้กล่าวกะมัน
อย่างนั้น. มันจึงกล่าวว่า แน่ะสหายการที่เราจะไปนั้นไม่ควร สามี
ของท่านกินญาติของเราจนหมด เรากลัวไม่อาจไป สุนัขจิ้งจอกตัวเสีย
จึงกล่าวว่า แน่ะสหาย อย่ากลัวเลยผู้ที่ตายแล้วจะทำอะไรได้ แพะตัว
เมียแม้กล่าวตอบอย่างนี้ว่า สามีของท่านมีฤทธิ์เดชมาก ฉันกลัวจริง
ดังนี้ ถูกสุนัขจิ้งจอกตัวเมียวิงวอนอยู่บ่อย ๆ คิดว่า สุนัขจิ้งจอกคงตาย
แน่ จึงรับคำแล้วไปกับสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย และเมื่อไปมันคิดว่า ใคร
จะรู้ว่าจักมีเหตุอะไรเกิดขึ้น จึงให้สุนัขจิ้งจอกตัวเมียไปข้างหน้า มัน
ตามไปพลาง คอยกำหนดสุนัขจิ้งจอกอยู่ด้วย เพราะความสงสัยใน
สุนัขจิ้งจอกนั้น.

734
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 735 (เล่ม 59)

สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ได้ยินเสียง/ ีเท้าสัตว์ทั้งสอง คิดว่า แพะตัวเมีย
มาถึงหรือยัง จึงยกศีรษะขึ้นชำเลืองดู. แพะตัวเมียเห็นสุนัขจิ้งจอกทำ
ดังนั้น คิดว่า สุนัขจิ้งจอกนี้เลวมาก ประสงค์จะลวงเรามาฆ่า นอน
ทำเป็นตาย จึงกลับไป สุนัขจิ้งจอกตัวเมียจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงหนี
ไปเสีย ? เมื่อจะกล่าวเหตุนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
แน่ะสหาย การจ้องดู ของสุนัขจิ้งจอก
ชื่อปูติมังสะไม่เป็นที่ชอบใจเราเลย บุคคลพึง
เว้นสหายเช่นนี้ ให้ห่างไกล.
บรรดาเหล่านั้น บทว่า อาฬิ เป็นอาลปนะ ความว่า ดูก่อน
เพื่อน คือ ดูก่อนสหาย. บทว่า เอตาทิสา สขารสฺมา ความว่า
บุคคลหลีกจากสหายเห็นปานนี้ แล้วพึงเว้นสหายนั้นให้ห่างไกล.
ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว แพะตัวเมียได้กลับไปที่อยู่ของตน.
สุนัขจิ้งจอกตัวเมียเมื่อไม่อาจให้แพะตัวเมียกลับมาได้ก็โกรธแพะตัวเมีย
ไปสำนักของสามีตน นั่งซบเซาอยู่. ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ เมื่อ
จะติเตียนสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่า เวณีนี้เป็นบ้า
ไปได้ พรรณนาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายให้

735