พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 716 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า โย เต วิสฺสาสเต เท่ากับ
โย ตว วิสฺสาเสยฺย แปลว่า ผู้ใดพึงคุ้นเคยกับเจ้า. สองบทว่า
ขเมยฺย เต ความว่า ผู้ใดพึงอดทนต่อความคุ้นเคยที่เจ้ากระทำแล้ว
ในตน. บทว่า สุสฺสูสี จ ตีติกฺขี จ ความว่า ผู้ใดพึงเป็นผู้ประกอบ
แล้วด้วยการฟังด้วยดี ซึ่งถ้อยคำของเจ้าและด้วยการอดกลั้นต่อถ้อยคำ
ของเจ้า. ด้วยบทว่า โอรสีว ปติฏฺฐาย เจ้าพึงตั้งตน คือพึงดำรงตน
อยู่เหมือนบุตรผู้เกิดแต่อกของมารดา ฉะนั้น แล้วรู้สึกอยู่ว่า เหมือน
มารดาของตนพึงคบผู้นั้น. บทว่า โย จ ธมฺเมน จรติ ความว่า
ผู้ใดประพฤติโดยสุจริตธรรมสามอย่างนั่นแล. บทว่า น มญฺญติ
ความว่า แม้เมื่อประพฤติอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ถือตัวว่าเราประพฤติธรรม.
บทว่า วิสุทฺธการึ ได้แก่ผู้กระทำกุศลกรรมบถสิบประการอันบริสุทธิ์.
บทว่า ราควิราคินํ ได้แก่ผู้รักง่ายและหน่ายเร็ว คือมีอันรักแล้ว
ก็หน่ายในขณะนั้นเป็นสภาพ. บทว่า นิมฺมนุสฺสมฺปิ เจ สิยา ความว่า
แม้ถ้าว่าพื้นชมพูทวีปจะไม่มีมนุษย์ไชร้ มีแต่มนุษย์ผู้นั้นประดิษฐาน
อยู่ผู้เดียว แม้ถึงกระนั้นเจ้าก็อย่าคบคนเช่นนั้น. บทว่า มหาปถํ
คือดุจบุคคลละเว้นหนทางที่เปรอะเปื้อนด้วยคูถฉะนั้น. บทว่า ยานีว
คือดุจบุคคลผู้ไปด้วยยาน. บทว่า วิสมํ คือที่ไม่เรียบราบเช่นเป็น
ที่ลุ่มที่ดอนมีตอและหินเป็นต้น. บทว่า พาลํ อจฺจูปเสวโต ได้แก่
ผู้คบคนพาลคือคนไม่มีปัญญา. บทว่า สพฺพทา ความว่า แน่ะพ่อ
ขึ้นชื่อว่าการอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ คือตลอดกาลเป็นนิจ

716
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 717 (เล่ม 59)

เหมือนอยู่ร่วมกับศัตรูฉะนั้น. สองบทว่า ตํ ตาหํ ความว่า เพราะเหตุนั้น
พ่อจึงขอร้องเจ้า.
ดาบสหนุ่มนั้นได้ฟังคำสอนของบิดาอย่างนี้แล้ว กล่าวว่า ข้าแต่
พ่อฉันไปสู่ครรลองมนุษย์ จักไม่ได้บัณฑิตเช่นพ่อฉันกลัวการไปใน
ครรลองมนุษย์นั้น ฉันจักอยู่ในสำนักของพ่อนี้แหละ ลำดับนั้น ดาบส
ผู้เป็นบิดาได้ให้โอวาทแก่ดาบสหนุ่มยิ่งขึ้นไปอีก แล้วสอนให้บริกรรม
ในกสิณ ต่อมาไม่นานนักดาบสหนุ่มก็ได้อภิญญาและสมาบัติ เป็นผู้มี
พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้ากับดาบสผู้เป็นบิดา.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ได้ทรง
ประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระดาบสหนุ่มในครั้งนั้น ได้มาเป็น
ภิกษุผู้กระสันในบัดนี้ นางกุมาริกาในครั้นนั้น ได้มาเป็นนางถูลกุมาริกา
ในบัดนี้ ส่วนพระดาบสผู้เป็นบิดา คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาหลิททราคชาดกที่ ๙

717
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 718 (เล่ม 59)

๑๐. สมุคคชาดก
ว่าด้วยเปรียบหญิงมีอาการคล้ายก้นเหว
[๑๒๙๒] แน่ะท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมา
จากที่ไหนหนอ ท่านทั้งหลายมาดีแล้ว เชิญ
มานั่งที่อาสนะนี้เถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายเห็นจะสุขสบายดี ไม่มีความเจ็บไข้
กระมัง นานมาแล้ว ท่านทั้งหลายเพิ่งมาใน
ที่นี้.
[๑๒๙๓] วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงที่นี้คนเดียวเท่านั้น
อนึ่ง ใครผู้ที่จะเป็นที่สองของข้าพเจ้าก็มีได้มี
ข้าแต่พระฤาษี คำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า แน่ะ
ท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมาจากที่ไหน
หนอ ดังนี้ หมายถึงอะไร ?
[๑๒๙๔] ท่านคนหนึ่ง และภรรยาที่รักของท่าน
ที่ท่านใส่ไว้ในสมุคคนหนึ่ง ภรรยาที่ท่านใส่ไว้
ในท้อง รักษาไว้ทุกเมื่อนั้น ร่วมยินดีกับ

718
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 719 (เล่ม 59)

วิชาธรชื่อว่าวายุบุตรภายในท้องของท่านนั้นอีก
คนหนึ่ง.
[๑๒๙๕] ทานพนั้นอันฤาษีชี้แจงให้ฟังแล้ว ก็มี
ความสลดใจสะดุ้งกลัว จึงคายสมุคออกมา
เปิดดู ได้เห็นภรรยาผู้ทัดทรงดอกไม้อันสะอาด
ร่วมยินดีกับวิทยาธรชื่อว่าวายุบุตรในสมุคนั้น.
[๑๒๙๖] เหตุข้อนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูง
เห็นดีแล้ว นรชนทั้งหลายเหล่าใดเป็นคน
เลวทราม อยู่ในอำนาจแห่งความชื่นชม
ยินดี นรชนทั้งหลายเหล่านั้น ได้แก่ตัวเราเอง
เพราะว่าภรรยาที่เรารักษาไว้ในท้อง เพียงดัง
ชีวิต กลับมาประทุษร้ายเราไปชื่นชมยินดีกะ
บุรุษอื่น.
[๑๒๙๗] เราบำรุงบำเรอภรรยานั้นทั้งกลางวัน
กลางคืน เหมือนดาบสผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอ
บูชาไฟอันลุกโชนฉะนั้น นางยังก้าวล่วงธรรม
ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควรเชยชิด
ภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้.

719
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 720 (เล่ม 59)

[๑๒๙๘] เรามักมั่นใจหญิงผู้ไม่มีความสงบ ไม่
สำรวมว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา และมั่น
ใจว่าเป็นภรรยาของเรา ดังนั้น นางจึงก้าวล่วง
ธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควร
เชยชิดภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้.
[๑๒๙๙] บัณฑิตจะพึงวางใจว่า หญิงนี้เรารักษา
ไว้ดีแล้วดังนี้อย่างไรได้ อุบายที่จะป้องกัน
รักษาหญิงผู้มีหลายใจไม่พึงมีโดยแท้ เพราะว่า
หญิงเหล่านั้นมีอาการคล้ายกับเหวที่เรียกกันว่า
บาดาล บุรุษผู้ประมาทในหญิงเหล่านั้น ย่อม
ถึงความพินาศทั้งนั้น.
[๑๓๐๐] เพราะเหตุนั้นแหละ ชนเหล่าใดไม่
เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้นเป็นผู้มี
ความสุขไร้โศก ความประพฤติไม่คลุกคลี
กับมาตุคามนี้ เป็นคุณนำความสุขมาให้ ผู้
ปรารถนาความเกษมอันอุดม ไม่ควรเชยชิด
ด้วยมาตุคามทั้งหลาย.
จบ สมุคคชาดกที่ ๑๐

720
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 721 (เล่ม 59)

อรรถกถาสมุคคชาดกที่ ๑๐
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ.
ภิกษุผู้กระสัน จึงได้ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กุโต นุ อาคจฺฉถ ดังนี้.
ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุผู้กระสันนั้นว่า ดูก่อน
ภิกษุ ได้ยินว่า เธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริง
พระเจ้าข้า ดังนี้ รู้ว่า ดูก่อนภิกษุ เธอปรารถนามาตุคามเพราะ
เหตุไร ? ขึ้นชื่อว่ามาตุคามไม่ใช่สัตบุรุษุ เป็นอกตัญญู แม้ยักษ์ทานพ
ในกาลก่อน กลืนมาตุคามเข้าไว้ในท้องพาเที่ยวไป ก็ยังไม่อาจรักษา
มาตุคาม ทำให้เธอมีสามีคนเดียวได้ เธอจักอาจรักษาได้อย่างไร ดังนี้
แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์สละกามเข้าไปในดินแดนป่าหิมพานต์ บวช
เป็นฤาษี ได้อภิญญาและสมาบัติแล้ว ดำรงชีพอยู่ด้วยผลไม้น้อยใหญ่
ณ ที่ไม่ไกลบรรณศาลาของพระโพธิสัตว์นั้น มียักษ์ทานพตนหนึ่งอยู่
ยักษ์นั้นเข้าไปหาพระมหาสัตว์ ฟังธรรมอยู่เสมอ ๆ อนึ่ง ยักษ์นั้นมัก
ไปอยู่ที่หนทางที่มนุษย์ทั้งหลายสัญจรไปมาในดง เห็นมนุษย์เดินทางมา
ก็จับกินเสีย.
ครั้งนั้น ในแคว้นกาสี มีนางกุลธิดาคนหนึ่ง มีรูปร่างสวยงาม
มาก อาศัยอยู่ ณ ปัจจันตคามแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง นางมาเพื่อจะเยี่ยม

721
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 722 (เล่ม 59)

มารดาบิดา ในเวลากลับทานพนั้นเห็นพวกบริวารของนาง จึงวิ่งขับไล่
ด้วยรูปร่างที่น่ากลัว พวกบริวารที่ถือข้าวของไปต่างก็พากันทิ้งสิ่งของ
หนีไปสิ้น ทานพเห็นมาตุคามรูปงามนั่งมาในยาน เกิดจิตปฏิพัทธ์
จึงนำไปถ้ำของตนเลี้ยงดูเป็นภรรยา ตั้งแต่นั้นมา ทานพได้นำเนยใส
ข้าวสาร ปลา เนื้อ เป็นต้น และผลไม้ที่อร่อยมาเลี้ยงดูภรรยา และ
ประดับนางด้วยเครื่องประดับคือผ้า ให้นางนอนในมุคมีสัณฐานเหมือน
ขวด แล้วกลืนสมุคนั้นเข้าไว้ในท้อง พิทักษ์รักษาภรรยาด้วยท้อง
วันหนึ่ง ทานพนั้นไปสระน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะอาบน้ำ คายสมุค
ออกแล้วเอานางออกจากสมุคนั้นให้อาบน้ำ ทาแป้ง แต่งกาย แล้ว
กล่าวว่า เธอจงตากอากาศสักครู่หนึ่ง ให้นางยืนอยู่ใกล้ ๆ สมุค ตนเอง
ก็ลงไปที่ท่าน้ำ มิได้มีความสงสัยภรรยา จึงได้ไปอาบไกลไปหน่อย
ขณะนั้น วิทยาธรชื่อวายุบุตรเหน็บพระขรรค์เหาะมา นางนั้นเห็น
วิทยาธรแล้วยกมือชูขึ้นเป็นเชิงให้รู้ว่า มานี่เถิดท่าน วิทยาธรก็ลงมา
ทันที ลำดับนั้น นางเอาวิทยาธรนั้นใส่ในสมุค คอยแลดูทางมาของ
ทานพ พลางนั่งลงบนสมุค ครั้นเห็นทานพมาก็แสดงตนแก่ทานพนั้น
เมื่อทานพยังไม่ทันถึงสมุค นางก็เปิดสมุคแล้วเข้าไปข้างในนอนทับ
วิทยาธรแล้วเอาผ้าห่มของตนคลุมไว้ ทานพมาไม่ได้ตรวจตราสมุคให้ดี
ก่อน กลืนสมุคเข้าไปด้วยเข้าใจว่าเมียเราคนเดียวไปถ้ำของตน ใน
ระหว่างทางคิดว่า เราไม่ได้เยี่ยมท่านดาบสเสียนาน วันนี้เราจัก

722
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 723 (เล่ม 59)

นมัสการท่านก่อน จึงไปสู่สำนักท่านดาบส ดาบสเห็นทานพนั้นมา
แต่ไกลรู้ว่ามีคนสองคนอยู่ในท้อง เมื่อจะเจรจา จึงได้กล่าวคาถา
ที่ ๑ ว่า :-
แน่ะท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมา
จากที่ไหนหนอ ท่านทั้งหลายมาดีแล้ว เชิญ
มานั่งที่อาสนะนี้เถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายเห็นจะสุขสบายดี ไม่มีความเจ็บไข้
กระมัง นานมาแล้ว ท่านทั้งหลายเพิ่งมาใน
ที่นี้.
ศัพท์ว่า โภ ในคาถานั้นเป็นอาลปนะ.
บทว่า กจฺจิตฺถ เท่ากับ กจฺจิ โหถ ภาถ วิชฺชถ ความว่า
ท่านทั้งหลายจำเริญดีแลหรือ ? ดาบสเมื่อจะทักทายอีกจึงกล่าวว่า โภนฺโต
แปลว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย. สองบทว่า กุสลํ อนามยํ ความว่า
ท่านทั้งหลายเห็นจะเป็นสุขสบายดีไม่มีโรคกระมัง ? บทคาถาว่า จิรสฺ-
สพฺภาคมนํ หิ โว อิธ ความว่า นานแล้วท่านทั้งหลายเพิ่งมาใน
ที่นี้วันนี้.
ทานพได้ฟังดังนั้น คิดว่า เรามาสำนักท่านดาบสนี้คนเดียว
เท่านั้น แต่ท่านดาบสนี้กล่าวว่าสามคน ท่านดาบสกล่าวดังนี้ เพราะ

723
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 724 (เล่ม 59)

เหตุไร ท่านดาบสนี้รู้ภาพความจริงจึงกล่าวหรือ หรือว่าเป็นบ้าจึงเพ้อ
ไป เข้าไปหาท่านดาบสนมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อ
จะเจรจากับท่านดาบสนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงที่นี้คนเดียวเท่านั้น
ใครผู้ที่จะเป็นที่สองของข้าพเจ้าก็มิได้มี
ข้าแต่พระฤาษีคำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า แน่ะ
ท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมาจากที่ไหน
หนอ ? ดังนี้ หมายถึงอะไร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธมชฺช ตัดบทเป็น อิธ อชฺช
บทคาถาว่า กิเมว สนฺธาย เต ภาสิตํ อิเส ความว่า ข้าแต่
พระฤาษีผู้เจริญ คำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวนั้นหมายถึงอะไร ? ขอท่านจง
บอกให้แจ่มแจ้งแก่ข้าพระเจ้าเถิด.
ท่านดาบสย้อนถามว่า อาวุโส ท่านต้องการฟังจริง ๆ หรือ ?
เมื่อทานพตอบว่า จริงครับ จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟังดังนี้แล้ว
จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ท่านคนหนึ่ง และภรรยาที่รักของท่าน
ที่ท่านใส่ไว้ในสมุคคนหนึ่ง ภรรยาที่ท่านใส่ไว้
ในท้อง รักษาไว้ทุกเมื่อนั้น ร่วมยินดีกับ

724
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 725 (เล่ม 59)

วิทยาธรชื่อว่าวายุบุตรภายในท้องของท่านนั้น
อีกคนหนึ่ง.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ตฺวญฺจ เอโก คืออันดับแรก
ท่านคนหนึ่ง. บทว่า ปกฺขิตฺตนิกิณฺณมนฺตเร ความว่า ที่ท่านใส่สมุค
เก็บไว้ข้างใน คือที่ท่านผู้ต้องการจะรักษาภริยานั้นทุกเมื่อ จึงใส่ไว้ใน
สมุคนั้น เก็บไว้ข้างในคือวางไว้ภายในท้องพร้อมทั้งสมุค. สองบทว่า
วายุสฺส ปุตฺเตน สหา คือร่วมยินดีกับวิทยาธรผู้มีชื่ออย่างนี้. บทว่า
ตหึ รตา คือร่วมยินดีด้วยความยินดี ด้วยอำนาจกิเลสภายในท้องของ
ท่านนั้นนั่นแหละ. ท่านดาบสนั้นกล่าวว่า บัดนี้ ท่านคิดว่า เราจักทำ
มาตุคามให้มีสามีคนเดียว จึงพิทักษ์รักษาไว้ด้วยท้อง เที่ยวอุ้มแม้ชายชู้
ของนางไปอยู่.
ทานพได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งกลัวว่า ธรรมดาวิทยาธรย่อมมีมายา
มาก ถ้าวิทยาธรนั้นมีพระขรรค์อยู่ในมือก็จักผ่าท้องเราหนีไป จึงคาย
สมุควางไว้ตรงหน้าทันที.
พระศาสดาผู้เป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อจะทรงประกาศความเป็นไป
นั้น จึงได้ตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-
ทานพนั้นอันฤาษีชี้แจงให้ฟังแล้ว ก็มี
ความสลดใจสะดุ้งกลัว จึงคายสมุคออกมา

725