พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 706 (เล่ม 59)

เข้าต่อสู้สงครามได้ ดูก่อนนกจักรพราก แต่สี
ของเราหาเหมือนกับของท่านไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ ความว่า อาหารที่ท่านกินเรา
ไม่ชอบใจ. บทคาถาว่า อสฺมึ ภเว โภชนสนฺนิกาโส ความว่า
อาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหาร
นั้น คือ อาหารใดที่ท่านกินในภพที่เป็นนกจักรพรากนี้ ท่านก็เป็นผู้
คล้ายกันกับอาหารนั้น คือ เป็นผู้เช่นกับด้วยอาหารนั้น ได้แก่ เป็น
ผู้สมควรแก่อาหารนั้น อธิบายว่า ท่านเป็นผู้มีสรีระกายสมบูรณ์อย่างยิ่ง.
หลายบทว่า ตโต เม อญฺญถา ความว่า เมื่อก่อนความเข้าใจดังนี้
ได้มีแก่ข้าพเจ้าเพราะเป็นพวกท่านว่า นกจักรพรากเหล่านี้ เคี้ยวกินผลไม้
นานาชนิด และเคี้ยวกินปลาและเนื้อในสระนี้ เพราะเหตุนั้น จึงมีรูป
ร่างด้วยเลิศอย่างนี้ แต่บัดนี้เรากลายเป็นอย่างอื่นจากนี้ไป. บทว่า
อิจฺเจว เม ความว่า ด้วยเหตุนี้แหละ เราจึงเกิดความสงสัยในสีกาย
ของท่านนี้ว่า เหตุไฉนหนอแลนกจักรพรากเหล่านี้ กินอาหารที่เศร้า-
หมองเห็นปานนี้ จึงมีสีดุจทอง. บทว่า อหํปิ เท่ากับ อหํ หิ, อีกอย่าง
๑ บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ภุญฺเช เท่ากับ ภุญฺชามิ คือกิน.
บทว่า อนฺนานิ จ เท่ากับ โภชนานิ จ คือโภชนาหาร. บทว่า
โลณิยเตลิยานิ แปลว่า ที่เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน. บทว่า รสํ
คือ มีรสประณีตที่มนุษย์เขากินกันในหมู่มนุษย์. บทว่า วิเชตฺวา

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 707 (เล่ม 59)

ความว่า นักรบได้กินอาหารมีรสประณีตเหล่านั้น จึงกล้าหาญ มีความ
เพียร เข้าผจญต่อสู้สงครามได้ฉันใด เราก็ฉันนั้น ได้กินอาหารมีรส
ที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญเข้าต่อสู้สงครามได้.
ด้วยคำว่า ยถา ตว นี้ กาชี้แจงว่า สีของเราแม้ผู้บริโภค
อาหารอันประณีตอย่างนี้ หาได้เหมือนกับของท่านไม่ เราจึงไม่เชื่อคำ
ของท่าน.
ลำดับนั้น นกจักรพรากเมื่อจะกล่าวถึงเหตุที่ไม่เจริญแห่งวรรณ-
สมบัติของกา และเหตุที่เจริญแห่งวรรณสมบัติของตน ได้กล่าวคาถาที่
เหลือว่า :-
ดูก่อนกา ท่านเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์
มักจะโฉบลงในขณะที่เขาพลั้งเผลอ จะได้กิน
ข้าวและน้ำก็โดยยาก ลูกไม้ทั้งหลายท่านก็ไม่
ชอบใจกิน หรือเนื้อในกลางป่าช้า ท่านก็ไม่
ชอบใจกิน.
ดูก่อนกา ผู้ใดอาศัยบริโภคโภคสมบัติ
ด้วยธรรมอันสาหัส มักจะโฉบลงในขณะที่เขา
พลั้งเผลอ ภายหลังสภาวธรรมตนเอง ก็ย่อม

707
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 708 (เล่ม 59)

ติเตียนผู้นั้น ผู้นั้นถูกสภาวธรรมตนเองติเตียน
แล้ว ก็ย่อมละทิ้งวรรณะ และกำลังเสีย.
ถ้าผู้ใดบริโภคอาหาร แม้จะนิดหน่อย
ซึ่งเป็นของเย็น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นถึงสาหัส
ในกาลนั้น กำลังกายและวรรณะ ย่อมมีแก่
ผู้นั้น วรรณะทั้งปวงจะได้มีแก่ผู้นั้น ด้วยอาหาร
มีประการต่าง ๆ เท่านั้นก็หาไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุทฺธภกฺโขสิ ความว่า ท่าน
ชื่อว่าเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์ เพราะลักเขากินขโมยเขากิน. บทว่า
ขณานุปาตี คือ มักโฉบลงในขณะที่เขาเผลอ. สองบทว่า กิจฺเฉน เต
ความว่า ท่านนั้นจะได้กินข้าวและน้ำก็โดยยาก. บทว่า มํสานิ วา
ความว่า หรือเนื้อเหล่าใดที่มีอยู่ในท่ามกลางป่าช้า เนื้อเหล่านั้นท่านก็
ไม่ยินดี. บทว่า ตโต เท่ากับ ปจฺฉา แปลว่า ภายหลัง. หลายบทว่า
อุปกฺโกสติ นํ สภาโว คือ ตนนั่นแล ย่อมติเตียนบุคคลผู้นั้น. บทว่า
อุปกฺกุฏฺโฐ ความว่า บุคคลผู้นั้นถูกตนเองบ้าง ถูกผู้อื่นบ้างติเตียนแล้ว
คือ ตำหนิแล้วย่อมละทิ้งวรรณะและกำลังเสีย เพราะเป็นผู้มีความเดือด-
ร้อน. สองบทว่า นิพฺพุตึ ภุญฺชติ ยทิ ความว่า ก็ผิว่าผู้ใดบริโภค
อาการแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งได้มาโดยธรรมชื่อว่าเป็นของเย็น ไม่เบียด-
เบียนผู้อื่น. สองบทว่า ตทสฺส โหติ ความว่า ในกาลนั้น กำลังกาย

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 709 (เล่ม 59)

และวรรณะในสรีระ ย่อมมีแก่ผู้นั้นผู้เป็นบัณฑิต. บทว่า อาหารมเยน
คือ ด้วยอาหารมีประการต่าง ๆ เท่านั้น มีคำที่นกจักรพรากกล่าวไว้ดังนี้
ว่า ดูก่อนกา ขึ้นชื่อว่าวรรณะนั้นมีสมุฏฐาน ๔ ประการ คือ อาหาร
ความอบอุ่น ความคิด และกิจการที่ทำ.
นกจักรพรากติเตียนกาโดยปริยายไม่น้อยอย่างนี้ กาเกิดความ
เกลียดชังนกจักรพราก คิดว่าเราไม่ต้องการสีของท่าน แล้วร้องขึ้นว่า
กา กา บินหนีไป.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามาแสดงแล้ว ทรง
ประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุเหลาะแหละดำรงอยู่ในอนาคามิผล
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุเหลาะ-
แหละในบัดนี้ นางนกจักรพรากในครั้งนั้น ได้มาเป็นมารดาพระราหุล
ในบัดนี้ ส่วนนกจักรพราก ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๘

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 710 (เล่ม 59)

๙. หลิททราคชาดก
ว่าด้วยลักษณะของผู้ที่จะคบ
[๑๒๘๓] ความอดทนด้วยดีอยู่ในป่าอันมีที่นอน
และที่นั่งอันสงัดเงียบ จะมีผลดีอะไร ส่วน
ชนเหล่าใดอดทนอยู่ในบ้าน ชนเหล่านั้นเป็น
ผู้ประเสริฐกว่าท่าน.
[๑๒๘๔] ข้าแต่พ่อ ฉันออกจากป่าสู่บ้านแล้ว
ควรคบคนที่มีศีลอย่างไร มีวัตรอย่างไร ฉัน
ขอถามท่าน ขอท่านจงบอกฉันด้วย.
[๑๒๘๕] แน่ะพ่อ ผู้ใดคุ้นเคยกับเจ้า อดทนต่อ
ความคุ้นเคยของเจ้าได้ เป็นผู้ตั้งใจฟังคำพูด
ของเจ้าและอดทนต่อคำพูดของเจ้าได้ เจ้าไป
จากที่นี้แล้วจงคบผู้นั้นเถิด.
[๑๒๘๖] ผู้ใดไม่มีกรรมชั่วด้วยกายวาจาใจ เจ้า
ไปจากที่นี้แล้ว จงตั้งตัวเหมือนบุตรที่เกิดแต่
อกผู้นั้น จงคบผู้นั้นเถิด.

710
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 711 (เล่ม 59)

[๑๒๘๗] อนึ่ง ผู้ใดย่อมประพฤติโดยธรรม แม้
เมื่อประพฤติอยู่ก็ไม่ถือตัว เจ้าไปจากที่นี้แล้ว
จงคบผู้นั้น ผู้กระทำกรรมอันบริสุทธิ์ มีปัญญา
เถิด.
[๑๒๘๘] แน่ะพ่อ เจ้าอย่าคบบุรุษที่มีจิตกลับ-
กลอกดุจผ้าที่ย้อมด้วยน้ำขมิ้น รักง่ายหน่าย
เร็ว ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปจะพึงไร้มนุษย์.
[๑๒๘๙] เจ้าจงเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล
เหมือนบุคคลผู้ละเว้นอสรพิษที่ดุร้าย เหมือน
บุคคลผู้ละเว้นหนทางที่เปื้อนคูถ และเหมือน
บุคคลผู้ไปด้วยยานละเว้นหนทางที่ขรุขระ
ฉะนั้น.
[๑๒๙๐] แน่ะพ่อ ความพินาศย่อมมีแก่ผู้ที่คบ
คนพาล เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลย การอยู่
ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนอยู่
ร่วมกับศัตรูฉะนั้น.

711
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 712 (เล่ม 59)

[๑๒๙๑] แน่ะพ่อ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงขอร้อง
เจ้า ขอเจ้าจงกระทำตามคำของพ่อ เจ้าอย่า
สมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับ
คนพาลเป็นทุกข์.
จบ หลิททราคชาดกที่ ๙
อรรถกถาหลิททราคชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ความประเล้าประโลมของนางถูลกุมารี จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า
สุตีติกฺขํ ดังนี้. เรื่องที่เป็นปัจจุบันจักมีแจ้งในจุลลนารทชาดก ใน
เตรสนิบาต.
ส่วนเรื่องที่เป็นอดีต มีความดังต่อไปนี้ :- นางกุมาริกานั้น
ทำลายศีลของดาบสหมู่นั้นแล้ว รู้ว่าดาบสหนุ่มตกอยู่ในอำนาจของตน
คิดว่าเราจักลวงดาบสหนุ่มนี้นำไปในครรลองมนุษย์ คิดดังนี้แล้วพูดว่า
ขึ้นชื่อว่าศีลที่รักษาในป่าซึ่งเว้นจากกามคุณมีรูปเป็นต้น ย่อมจะมีผล
ใหญ่ไปไม่ได้ ศีลที่รักษาในครรลองมนุษย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งกามคุณ
มีรูปเป็นต้น ย่อมมีผลใหญ่ มาเถิดท่านจงไปรักษาศีลกับเราในครรลอง
มนุษย์นั้น ป่าจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ท่าน ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา
ที่ ๑ ว่า :-

712
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 713 (เล่ม 59)

ความอดทนด้วยศีลอยู่ในป่าอันมีที่นอน
และที่นั่งอันสงัดเงียบ จะมีผลดีอะไร ส่วน
ชนเหล่าใดอดทนอยู่ในบ้าน ชนเหล่านั้นเป็น
ผู้ประเสริฐกว่าท่าน.
ความอดกลั้นด้วยดี ชื่อว่า สุตีติกฺขํ ในคาถานั้น. บทว่า
ตีติกฺขนฺติ คือ อดกลั้นภัยธรรมชาติทั้งหลายมีความเย็นเป็นต้น.
ดาบสหนุ่มได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า บิดาของเราไปป่า เมื่อท่านมาแล้ว
เราจักลาท่านก่อนแล้วจึงไป.
นางกุมาริกานั้นคิดว่า ได้ยินว่า ดาบสหนุ่มนี้มีบิดาถ้าท่านเห็น
เราก็จักโบยตีให้เราถึงความพินาศด้วยไม้คานเราควรไปก่อนเถิด ครั้น
แล้วก็กล่าวกะพระดาบสหนุ่มว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันจะทำเครื่องหมายใน
หนทางไปก่อนท่านจงตามมาภายหลัง. ดาบสหนุ่มนั้นครั้นนางกุมาริกา
ไปแล้วก็มิได้เก็บฟืน มิได้ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ได้แต่นั่งซบเซาอยู่อย่างเดียว
เท่านั้น แม้เวลาบิดามาก็มิได้ต้อนรับ ลำดับนั้น บิดารู้ว่าบุตรของเรานี้
ตกอยู่ในอำนาจของหญิงเสียแล้ว จึงถามดาบสหนุ่มนั้นว่า แน่ะพ่อ
เหตุไรเจ้าจึงไม่เก็บฟืน ไม่ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ได้แต่นั่งซบเซาอยู่อย่างเดียว
เท่านั้น ดาบสหนุ่มถามว่า ข้าแต่พ่อได้ยินว่า ศีลที่รักษาในป่าไม่มีผลมาก
ศีลที่รักษาในครรลองมนุษย์มีผลมากกว่า ฉันจักไปรักษาศีลในครรลอง

713
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 714 (เล่ม 59)

มนุษย์ สหายของฉันสั่งว่าจงตามมาภายหลัง แล้วเขาไปล่วงหน้า ฉัน
จักไปกับสหายนั้น เมื่อฉันอยู่ในครรลองมนุษย์นั้น ควรคบคนเช่นไร
ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ข้าแต่พ่อ ฉันออกจากป่าสู่บ้านแล้ว
ควรคบคนที่มีศีลอย่างไร มีวัตรอย่างไร ฉัน
ขอถามท่าน ขอท่านจงบอกฉันด้วย.
ลำดับนั้น ดาบสผู้บิดาเมื่อจะบอกแก่ดาบสหนุ่ม จึงได้กล่าว
คาถาที่เหลือว่า :-
แน่ะพ่อ ผู้ใดคุ้นเคยคับเจ้า อดทนต่อ
ความคุ้นเคยของเจ้าได้ เป็นผู้ตั้งใจฟังคำพูด
ของเจ้าและอดทนต่อคำพูดของเจ้าได้ เจ้าไป
จากที่นี้แล้ว จงคบผู้นั้นเถิด.
ผู้ใดไม่มีกรรมชั่วด้วยกายวาจาใจ เจ้า
ไปจากที่นี้แล้ว จงตั้งตัวเหมือนบุตรที่เกิดแต่
อกผู้นั้น จงคบผู้นั้นเถิด.
อนึ่ง ผู้ใดย่อมประพฤติโดยธรรม แม้
เมื่อประพฤติอยู่ก็ไม่ถือตัว เจ้าไปจากที่นี้แล้ว

714
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 715 (เล่ม 59)

จงคบผู้นั้น ผู้กระทำกรรมอันบริสุทธิ์ มีปัญญา
เถิด.
แน่ะพ่อ เจ้าอย่าคบบุรุษที่มีจิตกลับ-
กลอกดุจผ้าที่ย้อมด้วยนำขมิ้น รักง่ายหน่าย
เร็ว ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปจะพึงไร้มนุษย์.
เจ้าจงเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล
เหมือนบุคคลผู้ละเว้นอสรพิษที่ดุร้าย เหมือน
บุคคลผู้ละเว้นหนทางที่เปื้อนคูถ และเหมือน
บุคคลผู้ไปด้วยยานละเว้นหนทางที่ขรุขระ
ฉะนั้น.
แน่ะพ่อ ความพินาศย่อมมีแต่ผู้ที่คบ
คนพาล เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลย การอยู่
ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนอยู่
ร่วมกับศัตรูฉะนั้น.
แน่ะพ่อ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงขอร้อง
เจ้า ขอเจ้าจงกระทำตามคำของพ่อ เจ้าอย่า
สมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับ
คนพาลเป็นทุกข์.

715