พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 486 (เล่ม 59)

[๑๑๔๑] ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่
แม้หญิงก็เป็นบัณฑิตมีปัญญาเฉลียวฉลาด ใน
ที่นั้น ๆ ได้.
[๑๑๔๒] ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่
แม้หญิงก็เป็นบัณฑิตมีปัญญา ดำริเหตุผลได้
รวดเร็ว.
[๑๑๔๓] นางสุลสา หญิงแพศยายืนอยู่ ณ ที่ใกล้
โจร คิดอุบายจะฆ่าโจร ได้ฆ่าโจรสัตตุกะตายได้
รวดเร็ว เหมือนนายพรานเนื้อผู้ฉลาด ฆ่าเนื้อ
ได้เร็วพลัน เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้วฉะนั้น.
[๑๑๔๔] ในโลกนี้ ผู้ใดไม่รู้เหตุผลที่เกิดขึ้น
ฉับพลัน ผู้นั้นมีปัญญาเขลา ย่อมถูกฆ่าตาย
เหมือนโจร ถูกฆ่าตายที่ซอกภูเขาฉะนั้น.
[๑๑๔๕] ในโลกนี้ ผู้ใดย่อมรอบรู้เหตุที่เกิดขึ้น
ได้ฉับพลัน ผู้นั้นย่อมพ้นจากความเบียดเบียน
ของศัตรูได้ เหมือนนางสุลสาหญิงแพศยา
หลุดพ้นไปจากโจรสัตตุกุฉะนั้น.
จบ สุลสาชาดกที่ ๓

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 487 (เล่ม 59)

อรรถกถาสุลสาชาดกที่ ๓
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
นางทาสีของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทํ
สุวณฺณกายูรํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในวันที่มีการเล่นมหรสพ วันหนึ่ง เมื่อนางทาสีนั้น
จะไปสวนกับหมู่นางทาสี ได้ขอเครื่องแต่งตัวกะนางบุญลักษณเทวี ผู้
เป็นนายของตน. นางบุญลักษณเทวีได้ให้เครื่องแต่งตัวของตน ซึ่งมี
ราคาถึงหนึ่งแสนแก่นางทาสีนั้น. นางประดับเครื่องแต่งตัวนั้นแล้วไป
สวนกับหมู่นางทาสี. ครั้งนั้นโจรคนหนึ่งเกิดความโลภ ในเครื่องแต่งตัว
ของนางทาสี คิดว่า เราจักฆ่าหญิงนี้แล้ว ขโมยเครื่องแต่งตัวไป ได้เดิน
เจรจา กับนางทาสีไปจนถึงสวน แล้วได้ให้ปลาเนื้อ และสุราเป็นต้นแก่
นางทาสี. นางทาสีคิดว่า ชะรอยชายผู้นี้จะให้ของด้วยอำนาจกิเลส จึง
รับเอาไว้แล้วเที่ยวเล่นในสวน เพื่อจะทดลองดูให้รู้แน่ ในเวลาเย็นได้
ปลุกหมู่นางทาสี ที่นอนหลับให้ลุกขึ้น แล้วตนได้ไปสู่สำนักโจรนั้น.
โจรนั้นกล่าวว่า น้องรักที่ตรงนี้ไม่มิดชิด เราเดินไปข้างหน้าอีกหน่อย
เถิด. นางได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า ที่นี้ก็อาจทำความลับกันได้ แต่ชายผู้นี้
ประสงค์จะฆ่าเราขโมยเครื่องแต่งตัวเป็นแน่ เอาเถิดเราจักให้เขาสำนึก
ให้จงได้ จึงกล่าวว่า นาย ฉันอ่อนเพลียเพราะเมาสุรา ท่านจงหาน้ำดื่ม
ให้ฉันดื่มก่อน แล้วก็พาไปที่บ่อน้ำแห่งหนึ่ง บอกว่า จงตักน้ำจากบ่อนี้

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 488 (เล่ม 59)

มาให้ฉัน แล้วชี้เชือกและหม้อน้ำให้. โจรเอาเชือกผูกหม้อน้ำ แล้ว
หย่อนลงบ่อ. ครั้นโจรก้มหลังจะตักน้ำ นางทาสีผู้มีกำลังมา จึงใช้
มือทั้งสองทุบตะโพก แล้วจับเหวี่ยงลงไปในบ่อ แล้วกล่าวว่า เพียงเท่านี้
ท่านจักยังไม่ตาย จึงได้เอาอิฐแผ่นใหญ่ทุ่มลงไปบนกระหม่อมอีกแผ่น
หนึ่ง. โจรตายในบ่อนั้นเอง.
นางทาสีกลับเข้าพระนคร มอบเครื่องแต่งตัวให้แก่นาย แล้ว
เล่าว่า นายวันนี้ ฉันจวนตายเพราะอาศัยเครื่องแต่งตัวนี้ แล้วเล่าเรื่อง
ทั้งหมดให้นายฟัง. นางบุญลักษณเทวี ได้เล่าแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี.
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้กราบทูลพระตถาคต พระบรมศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นางทาสีนั้นประกอบไปด้วย
ปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ แม้ในกาลก่อนนางก็ประกอบไปด้วยปัญญา
เหมือนกัน และมิใช่แต่ในบัดนี้ เท่านั้นที่นางทาสีนั้นฆ่าโจร แม้ในกาล
ก่อน นางทาสีก็ได้ฆ่าโจรนั้นเหมือนกัน อนาถบิณฑิกเศรษฐี กราบ-
ทูลให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงน้ำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี หญิงนครโสเภณีคนหนึ่ง ชื่อสุลสามีนางวรรณทาสี ห้าร้อย
เป็นบริวาร ผู้ที่จะมาร่วมกับนางต้องเสียเงินพัน. ในพระนครนั้น มี
โจรชื่อสัตตุกะมีกำลังเท่าช้างสาร เวลากลางคืน เข้าไปยังเรือนของ
อิสสรชน ปล้นเอาตามใจชอบ. ชาวเมื่อประชุมกันร้องทุกข์แด่พระ-

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 489 (เล่ม 59)

ราชา. พระราชาทรงบังคับผู้รักษาเมืองให้วางคนไว้เป็นหมู่ ๆ ตามที่
นั้น ๆ รับสั่งให้ช่วยกันจับโจรตัดหัวเสีย. ผู้รักษาเมืองจับโจรนั้นมัดมือ
ไพล่หลัง เฆี่ยนด้วยหวาย ทีละ ๔ นำไปสู่ตะแลงแกง. มีข่าวลือไป
ทั่วพระนครว่า จับโจรได้แล้ว.
ครั้งนั้น นางสุลสา ยืนอยู่ที่หน้าต่าง แลดูระหว่างถนนเห็น
โจรเข้า ก็มีจิตรักใคร่ คิดว่า ถ้าเราจักสามารถ ทำบุรุษที่ถูกจับหาว่า
เป็นโจรนี้ให้พ้นไปได้ เราจักอยู่ร่วมกับเขาคนเดียว โดยไม่กระทำ
กรรมที่เศร้าหมอง เช่นที่แล้วมา คิดดังนี้แล้ว นางได้ติดสินบนพัน
กหาปณะแก่ผู้รักษาเมืองตามนัยที่กล่าวแล้วในกัณณเวรชาดก ในหน
หลัง. ให้โจรนั้นหลุดพ้นแล้ว นางได้ร่วมอภิรมย์กับโจรนั้น. ครั้นล่วง
มาได้สามสี่เดือน โจรคิดว่า เราไม่อาจอยู่ที่นี้ได้ และก็ไม่อาจจะไป
มือเปล่า เครื่องแต่งตัวของนางสุลสานี้มีราคาถึงหนึ่งแสน เราฆ่านาง
แล้วจักเอาเครื่องแต่งตัวนี้ไป. อยู่มาวันหนึ่งเขากล่าวกะนางว่า น้องรัก
เมื่อราชบุรุษเขาจับตัวพี่นำมา พี่ได้บนบานจะถวายพลีกรรมแก่รุกขเทว-
ดาที่ยอดเขาโน้น เมื่อรุกขเทวดาไม่ได้พลีกรรม ก็ฉะมาเบียดเบียนพี่
ส่งไป. โจรกล่าวว่า น้องรัก การส่งไปนั้นไม่สมควรแก่เราทั้งสอง ต้อง
ประดับร่างกายด้วยสรรพาภรณ์ ไปถวายพลีกรรมด้วยบริวารใหญ่. นาง
กล่าว ดีแล้วพี่ เราจักกระทำตามนั้น.

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 490 (เล่ม 59)

ลำดับนั้น โจรให้นางจัดหาของเสร็จตามที่ตกลงกันแล้ว ใน
เวลาที่เดินทางไปถึงเชิงเขา จึงกล่าวว่า น้องรัก รุกขเทวดาเห็นคนมา
มาก จักไม่รับพลีกรรม เราขึ้นไปถวายกันเพียงสองคนเถิด. โจรนั้น
ครั้นนางรับคำแล้ว จึงให้นางแบกถาดเครื่องพลี ตนเองเหน็บอาวุธ
ห้าชนิด ขึ้นยอดภูเขา ให้นางวางถาดเครื่องพลีที่โคนต้นไม้ซึ่งเกิดที่
ปากเหวลึก ชั่วร้อยบุรุษ แล้วกล่าวว่า น้องรัก พี่ไม่ได้มาเพื่อพลี
กรรม แต่หมายจะฆ่าเธอแล้วเอาเครื่องแต่งตัวของเธอไป จึงได้มา เธอ
จงเปลื้องเครื่องแต่งตัวของเธอออกห่อผ้าสาฎก.
นางถามว่า พี่จะฆ่าฉันทำไม ?
โจรกล่าวว่า เพื่อต้องการทรัพย์.
นางกล่าวว่า พี่จงระลึกถึงคุณที่ฉันทำไว้ ฉันเปลี่ยนแปลงพี่
ซึ่งถูกเขามัด นำมาให้เป็นลูกเศรษฐี ให้ทรัพย์มาก ให้ได้ชีวิต แม้
ฉันเองจะได้ทรัพย์วันละพันกหาปณะ. ก็ยังไม่เหลียวแลชายอื่น ฉันมี
อุปการะแก่พี่ถึงเพียงนี้ ขอพี่อย่าได้ฆ่าฉันเลย ฉันจะให้ทรัพย์แก่พี่อีก
เป็นจำนวนมาก และจะเป็นคนรับใช้ของพี่ด้วย. ดังนี้ เมื่อจะวิงวอน
โจรนั้นได้กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :-
สร้อยคอทองคำนี้ มีแก้วมุกดา แก้ว-
ไพฑูรย์เป็นอันมาก ตลอดจนทรัพย์นับเป็น

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 491 (เล่ม 59)

พันทั้งหมด ข้าพเจ้ายกให้ท่าน ขอความ
เจริญจงมีแก่ท่าน และจงประกาศข้าพเจ้าว่า
เป็นทาสีเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายูรํ ได้แก่ ร้อยสำหรับสวม
ประดับที่คอ.
บทว่า สาวยา ความว่า ท่านจงประกาศในท่ามกลางมหาชน
ยึดข้าพเจ้า เป็นทาสีเถิด.
ต่อจากนั้น เมื่อโจรสัตตุกะกล่าวคาถาที่สองตามอัธยาศัยของตน
ความว่า :-
แน่ะ แม่คนงาม เจ้าจงเปลื้องเครื่อง
ประดับออก อย่ามัวร่ำไรให้มากไปเลย เราไม่
รับรู้อะไรทั้งนั้น เรานำเจ้ามาเพื่อทรัพย์อย่าง
เดียวเท่านั้น.
ดังนี้แล้ว นางสุลสาฉุกคิดถึงเหตุที่จะเอาตัวรอดได้ คิดว่า โจร
นี้จักไม่ยอมละชีวิตเรา เราจักใช้อุบายนี้ผลักโจรนี้ให้ตกลงในเหว ให้
ตายเสียก่อน ดังนี้แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า :-
ฉันมานึกถึงตัวเอง แต่น้อยคุ้มใหญ่
ฉันไม่ได้รู้จักรักชายอื่น ยิ่งไปกว่าท่านเลย.

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 492 (เล่ม 59)

ขอเชิญท่านนั่งลง ฉันจักขอกอดท่าน
ให้สมรัก และจักกระทำประทักษิณแก่ท่าน
เสียก่อน เพราะว่าต่อแต่นี้ไป การคบหากัน
ระหว่างฉันกับท่าน จะไม่มีอีก.
สัตตุกโจร รู้ไม่ทันความประสงค์ของนาง จึงกล่าวว่าดีแล้ว
น้องรัก จงมากอดรัดฉันเถิด. นางสุลสา ทำประทักษิณโจร ๓ ครั้ง แล้ว
กอดรัด กล่าวว่า พี่จ๋า ที่นี้ฉันจักไหว้พี่ที่ข้างทั้ง ๔ ด้าน แล้วนางก็ก้ม
ศีรษะลงที่หลังเท้าไหว้ข้างซ้าย ข้างขวา แล้วทำเป็นไปไหว้ข้างหลัง
นางเป็นหญิงแพศยา มีกำลังเท่าช้างสาร จึงรวบแขนทั้งสองของโจร
เข้าไว้ กดหัวลง โยนลงไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ. โจรได้แหลก
ละเอียดตายลงในเหวนั้นเอง. เทวดาที่สิงสถิตอยู่ยอดภูเขา ได้เห็น
กิริยาอาการนั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า :-
ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่
แม้หญิง เป็นบัณฑิตมีปัญญาเฉลียวฉลาด ใน
ที่นั้น ๆ ได้.
ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่
แม้หญิงก็เป็นบัณฑิตมีปัญญา ดำริเหตุผลได้
รวดเร็ว.

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 493 (เล่ม 59)

นางสุลสา หญิงแพศยายืนอยู่ ณ ที่ใกล้
โจร คิดอุบายจะฆ่าโจร ได้ฆ่าโจรสัตตุกะได้
รวดเร็ว เหมือนนายพรานเนื้อผู้ฉลาด ฆ่าเนื้อ
ได้เร็วพลัน เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้วฉะนั้น.
ในโลกนี้ ผู้ใดไม่รู้เหตุผลที่เกิดขึ้น
ฉับพลัน ผู้นั้นมีปัญญาเขลา ย่อมถูกฆ่าตาย
เหมือนโจร ถูกฆ่าตายที่ซอกภูเขาฉะนั้น.
ในโลกนี้ ผู้ใดย่อมรอบรู้เหตุที่เกิดขึ้น
ได้ฉับพลัน ผู้นั้นย่อมพ้นจากความเบียดเบียน
ของศัตรูได้ เหมือนนางสุลสาหญิงแพศยา
หลุดพ้นไปจากโจรสัตตุกะฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตา โหติ ความว่า แม้หญิงก็
เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉลียวฉลาดในที่นั้น ๆ ได้. อีกอย่างหนึ่ง แม้หญิง
เป็นทั้งบัณฑิตด้วย เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดในที่นั้น ๆ ด้วย.
บทว่า ลหุมตฺถํ วิจินฺติกา ความว่า แม้หญิงก็เป็นบัณฑิต
มีปัญญาดำริเหตุผลได้รวดเร็ว.
บทว่า ลหุญฺจ วต ความว่า ไม่ช้าเลยหนอ.

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 494 (เล่ม 59)

บทว่า ขิปฺปญฺจ ความว่า โดยเวลาไม่นานเลย.
บทว่า นิกฏฺเฐ สมเจตยิ ความว่า นางสุลสายืนอยู่ใกล้โจร
คิดอุบายให้โจรนั้นตาย ได้รวดเร็ว.
บทว่า ปุณฺณายตเนว ความว่า เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้ว.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ เหมือนนายพรานเนื้อผู้ฉลาด เมื่อมีธนูบริบูรณ์
มากแล้ว ย่อมฆ่าเนื้อได้โดยว่องไวฉันใด นางสุลสาฆ่าโจรสัตตุกะได้
ก็ฉันนั้น.
บทว่า โยธ ได้แก่ ในสัตวโลกนี้.
บทว่า นิพฺโพธติ แปลว่า ย่อมรู้.
บทว่า สตฺตุกามิว ความว่า ผู้นั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียน
ของศัตรู ดังนางสุลสาพ้นมือสัตตุกโจรได้ฉะนั้น.
นางสุลสา ฆ่าโจรได้แล้ว ลงจากภูเขาไปสำนักพวกบริวารชน
ของตน ถูกถามว่า ลูกเจ้าหายไปไหน ? นางตอบว่า อย่าถามถึงมัน
เลย แล้วขึ้นรถ เข้าไปยังพระนครทันที ดังกล่าวมานี้.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบลง
แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า สามีภรรยาทั้งสองในครั้งนั้น ได้มาเป็น
สามีภรรยาคู่นี้เอง ส่วนเทวดา ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาสุลสาชาดกที่ ๓

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 495 (เล่ม 59)

๔. สุมังคลชาดก
ว่าด้วยคุณธรรมของกษัตริย์
[๑๑๔๖] พระเจ้าแผ่นดินทรงรู้ว่า เรากำลังกริ้วจัด
ไม่พึงลงอาชญา อันไม่สมควรแก่ตน โดยไม่
ใช่ฐานะก่อน พึงเพิกถอนความทุกข์ของผู้อื่น
อย่างร้ายแรงไว้.
[๑๑๔๗] เนื้อใดพึงรู้ว่าจิตของตนผ่องใส พึงใคร่
ครวญความผิดที่ผู้อื่นทำไว้ พึงพิจารณาให้เห็น
แจ่มเเจ้งด้วยตนเองว่า นี้ส่วนประโยชน์ นี่
ส่วนโทษ เมื่อนั้น พึงปรับไหมบุคคลนั้น ๆ
ตามสมควร.
[๑๑๔๘] อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ไม่
ถูกอคติครอบงำ ย่อมแนะนำผู้อื่นที่ควรแนะนำ
และไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระ-
องค์นั้น ชื่อว่าไม่เผาผู้อื่นและพระองค์เอง
พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลง
อาชญาสมควรแก่โทษ พระเจ้าแผ่นดินพระ-

495