พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 476 (เล่ม 59)

บทว่า ตฺยชฺช เภเกน ความว่า วันนี้พวกเราเมื่อไม่ได้ปลา
เหล่านั้นเป็นอาหาร ก็จะพากันเลี้ยงชีพด้วยกบ.
บทว่า โอกํ ความว่า ถึงพวกเราจะถูกความหิวบีบคั้นถึงเพียงนี้
ก็จะไม่ยอมละทิ้งที่อยู่ไป.
พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ด้วยเหตุดังทูล
มานี้ นกยางนั้น ถูกความหิวบีบคั้นจึงร้อง แม้ถ้าพระองค์ประสงค์จะ
เปลื้องนกยางนั้น ให้พ้นจากความหิว จงชำระสวนให้สะอาด แล้วไข
น้ำเข้าให้เต็มสระโบกขรณี. พระราชารับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งกระทำ
ตามนั้น.
พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า แม่กาตัวหนึ่ง
อยู่ที่เสาระเนียดโรงช้างของพระองค์ โศกเศร้าถึงลูกของตัว จึงได้ร้อง
เป็นเสียงที่สอง แม้เพราะเหตุนั้นภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้แล้วกล่าว
คาถาที่ ๒ ความว่า :-
ใครจะทำลายนัยน์ตาข้างที่สองของนาย
พันธุระ ผู้มีอาวุธในมือให้แตกได้ ใครจักกระ
ทำลูกรักของเรา และตัวเราให้มีความสวัสดี ได้.
ครั้นกล่าวดังนี้ ได้ทูลถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร นายควาญช้าง
ที่โรงช้างของพระองค์ชื่อไร ?
ชื่อพันธุระขอรับ ท่านผู้เจริญ

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 477 (เล่ม 59)

มหาบพิตร เขาตาบอดข้างหนึ่งหรือ ?
พระราชา ถูกแล้ว ท่านผู้เจริญ
ก่อนมหาบพิตร แม่กาตัวหนึ่งทำรังอยู่ที่เสาระเนียดประตูโรง
ช้าง ออกไข่ ฟักไข่แล้ว ลูกก็ออกจากฟองไข่ นายควาญช้างขี่ช้าง
เข้าออกจากโรงช้าง เอาขอตีแม่กาบ้าง ลูกกาบ้าง รื้อรังเสียบ้าง แม่
กาได้รับความลำบากเช่นนั้น จึงร้องขอให้นัยน์ตานายควาญช้างนั้นบอด
เสียทั้งสองข้าง. ถ้าพระองค์จะทรงมีพระทัยเมตตาแก่แม่กา โปรดเรียก
นายพันธุระนั้นมา จงห้ามอย่าให้รื้อรังอีก. พระราชาให้หาตัวนาย-
พันธุระมา ทรงบริภาษแล้วไล่ออก แล้วทรงตั้งคนอื่นเป็นนายควาญ-
ช้างแทน.
พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาพิตร มีแมลงภู่ตัวหนึ่ง
อยู่ที่ช่อฟ้ามหาปราสาท กัดกระพี้กินหมดแล้ว ไม่อาจกัดแก่นกินได้
เมื่อไม่ได้อาหารก็ไม่อาจออกไป จึงคร่ำครวญเป็นเสียงที่สาม แม้เพราะ
เหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้แล้ว โดยที่กำหนดรู้กิริยาของ
แมลงภู่นั้นด้วยญาณของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :-
ดูก่อนมหาบพิตร คติของกระพี้ไม้นั้นมี
อยู่เพียงใด กระพี้ไม้ทั้งหมด แมลงภู่เจาะกิน
สิ้นแล้วเพียงนั้น แมลงภู่หมดอาหารแล้ว จึง
ไม่ยินดีในไม้แก่น.

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 478 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว ตสฺสา คตี อหุ ความว่า
กระพี้ไม้นั้น ได้ให้ความสำเร็จประโยชน์มาแล้วเพียงใด กระพี้ไม้นั้น
แมลงภู่ก็กัดกินเสียหมดสิ้นเพียงนั้น.
บทว่า น รมตี ความว่า พระดาบสทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร
แมลงภู่นั้น ออกจากที่นั้นแล้ว เมื่อไม่เห็นทางที่จะบินไปได้ จึงได้ร้อง
คร่ำครวญอยู่ ขอพระองค์จงให้คนนำแมลงภู่นั้น ออกจากช่อฟ้าเถิด.
พระราชารับสั่งให้บุรุษคนหนึ่ง นำแมลงภู่ออกได้ด้วยอุบาย.
พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในพระราชวัง
ของพระองค์ มีนกดุเหว่าที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ?
พระราชาตรัสว่า มีอยู่ขอรับ.
พระดาบสกราบทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร นกดุเหว่านั้นคิดถึง
ไพรสณฑ์ที่ตนเคยอยู่ ดิ้นรนคิดว่า เมื่อไรหนอเราจึงจะพ้นกรงนี้ ไป
สู่ไพรสณฑ์ที่น่ารื่นรมย์ จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่สี่ แม้เพราะเหตุนี้
ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :-
ไฉนหนอ เราจึงจะจากที่นี่ไปให้พ้น จาก
ราชนิเวศน์เสียได้บันเทิงใจ ชมต้นไม้กิ่งไม้ที่
มีดอก ทำรังอาศัยอยู่ตามประสาของเรา.

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 479 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมสาขานิเกตินี ความว่า ทำรัง
อาศัยอยู่อย่างสบาย ที่ต้นไม้กิ่งไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง.
ก็แหละครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ได้กราบทูลต่อไปว่า ดูก่อน
มหาบพิตร นกดุเหว่านั้นดิ้นรน ขอพระองค์จงปล่อยนกดุเหว่านั้นเถิด.
พระราชารับสั่งให้กระทำตามนั้น. พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ในพระ-
ราชวังของพระองค์มีเนื้อที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ?
พระราชาตรัสว่า มีขอรับ.
พระดาบสกราบทูลว่า เนื้อนั้นเป็นนายฝูง คิดถึงนางเนื้อของตน
ดิ้นรนด้วยอำนาจกิเลส จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่ห้า แม้เพราะเหตุนั้น
ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :-
ไฉนหนอ เราจึงจะไปจากที่นี่ ให้พ้น
พระราชนิเวศน์ไปเสียได้ เราจักนำหน้าฝูง ไป
ดื่มน้ำที่ดีเลิศได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺโคทกานิ ความว่า เมื่อไรหนอ
แล เราจักนำหน้าฝูงไปดื่มน้ำที่ดีเลิศ ซึ่งเนื้ออื่น ๆ ยังไม่เคยดื่มมาก่อน.
พระมหาสัตว์ผู้ดาบส ได้กราบทูลขอให้พระราชาทรงปล่อยเนื้อ
นั้นไป แล้วกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในพระราชวังของ
พระองค์มีลิงที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ? เมื่อพระราชารับสั่งว่า มีขอรับ

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 480 (เล่ม 59)

พระดาบสได้กราบทูลว่า ลิงนั้นกำหนัดอยู่ด้วยกาม กับฝูงนางลิงในป่า
หิมวันตประเทศเที่ยวไป ถูกนายพรานชื่อภารตะนำมาที่นี่ บัดนี้ ดิ้น
รนอยากจะไปที่นั้น จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่หก แม้เพราะเหตุนั้น ภัย
ก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า :-
นายพรานภารตะ ชาวพาหิกรัฐนำเราผู้
มัวเมาด้วยกามทั้งหลาย ผู้กำหนัดหมกมุ่นอยู่
ในกามมาแล้ว ลิงนั้นกล่าวว่า ขอความเจริญ
จงมีแต่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาหิโก ได้แก่นายพรานภารตะ
ชาวพาหิกรัฐ.
บทว่า ภทฺทมตฺถุ เต วานรนั้นกล่าวความข้อนี้ว่า ขอความ
เจริญจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด.
พระมหาสัตว์ขอให้พระราชาทรงปล่อยลิงนั้นแล้ว ทูลถามต่อไปว่า
ในพระราชวังของพระองค์ มีกินนรที่เลี้ยงไว้มิใช่หรือ ? เมื่อพระราชา.
ตรัสว่า มี จึงกราบทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร กินนรนั้น คิดถึงคุณที่
นางกินรีทำไว้แก่ตน เร่าร้อนเพราะกิเลส จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่เจ็ด
ด้วยว่าวันหนึ่งกินนรนั้น ขึ้นไปสู่ยอดเขาตุงคบรรพต กับนางกินรี
พากันเลือกเก็บดอกไม้ที่มีสีงาม กลิ่นหอม และมีรสอร่อยนานาชนิด
ประดับกายตน ไม่ได้กำหนดพระอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงคต เมื่อพระ-

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 481 (เล่ม 59)

อาทิตย์อัสดงคตแล้ว ความมืดได้มีแก่กินนรและกินรี ผู้กำลังลงจากยอด
เขา นางกินรีได้กล่าวกะกินนรว่า ที่รักมืดเหลือเกิน ท่านจงระวัง
ก้าวลงอย่าให้พลาด แล้วจับมือก้าวลงไป กินนรคิดถึงคำของนางกินรีนั้น
จึงได้ร้องขึ้น แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้ เมื่อจะ
การทำเรื่องราวนั้นได้ปรากฏ โดยที่กำหนดรู้ได้ด้วยญาณของตน จึง
กล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า :-
เมื่อความมืดมิด ปรากฏเบื้องบนภูเขา
อันแข็งคม นางกินรีนั้น ได้กล่าวกะเราด้วย
ถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน ท่านอย่าจรดเท้า
ลงบนแผ่นหิน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺธการติมิสฺสาย ความว่า เมื่อ
ความมืดอันกระทำความบอด ปรากฏ.
บทว่า ตุงฺเค แปลว่า แหลมคม.
บทว่า สณฺเหน มุทุนา ความว่า ด้วยถ้อยคำอันไพเราะ
อ่อนหวาน.
ย อักษร ในบทว่า มา ปาทํ ขณิยฺสมินิ นี้ ท่านถือเอาด้วย
อำนาจแห่งพยัญชนะสนธิ. มีคำอธิบายดังนี้ นางกินรีนั้นได้พูดกะเรา
ด้วยวาจาอันอ่อนหวานนุ่มนวลว่า. ที่รักท่านอย่าประมาท ท่านอย่ากด

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 482 (เล่ม 59)

เท้าลงบนแผ่นหิน คือ ค่อย ๆ ก้าวลง อย่าให้ลื่นพลาดไปที่แผ่นหินได้.
ดังนี้แล้ว จับมือก้าวลงไป.
พระมหาสัตว์ได้กราบทูลถึงเหตุที่กินนรร้องดังนี้แล้ว ได้ทูลขอ
ให้ทรงปล่อยกินนรนั้น แล้วกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร เสียง
ที่ ๘ เป็นเสียงเปล่งอุทาน คือที่เงื้อมภูเขา นันทมูลกะ พระปัจเจก-
พุทธเจ้าองค์หนึ่งว่า อายุสังขารของตนจะสิ้นแล้ว จึงคิดว่าจักไปแดน
มนุษย์ ปรินิพพานในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี พวกมนุษย์
จักเผาศพเรา จักเล่นสาธุกีฬา บูชาธาตุบำเพ็ญทางสวรรค์ ดังนี้แล้ว
เหาะมาด้วยฤทธานุภาพ เวลามาถึงยอดปราสาทของพระองค์ ได้ปลง
ขันธภาระเปล่งอุทานแสดงเมืองแก้วคือนิพพาน ดังนี้แล้ว กล่าวคาถา
ที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้ ความว่า :-
เราเห็นพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นชาติ ไม่
ต้องกลับมานอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย
ความเกิดของเรานี้ มีในที่สุดแล้ว การนอน
ในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสารเพื่อภพ
ใหม่ต่อไปของเราสิ้นสุดแล้ว.
คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้. เราชื่อว่าเห็นชัดที่สุดแห่งความสิ้น
ชาติ เพราะได้เห็นพระนิพพาน กล่าวคือความสิ้นไปแห่งชาติแล้ว ไม่
ต้องเวียนมาสู่การนอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรา

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 483 (เล่ม 59)

นี้มีในที่สุดแล้ว การนอนในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสาร กล่าว
คือลำดับแห่งเบญจขันธ์ เพื่อภพใหม่ของเรา ก็สิ้นสุดแล้ว.
ก็และพระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวคาถานี้ด้วยสามารถแห่งอุทาน
แล้วมาสู่พระราชอุทยานนี้ ปรินิพพานที่โคนตันรังอันมีดอกบานสะพรั่ง
ต้นหนึ่ง ดูก่อนมหาบพิตร ขอเชิญพระองค์เสด็จไปปลงศพพระปัจเจก-
พุทธเจ้านั้นเถิด.
พระมหาสัตว์ พาพระราชาไปที่พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพาน
ชี้ให้ทอดพระเนตรสรีระนั้น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นสรีระของ
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว พร้อมด้วยพลนิกาย บูชาด้วยของหอมเป็น
ต้น ทรงอาศัยคำของพระโพธิสัตว์รับสั่งให้งดยัญญกรรม พระราชทาน
ชีวิตแก่สัตว์ทั้งหมด ให้ตีกลองประกาศห้ามฆ่าสัตว์ในพระนคร ให้
เล่นสาธุกีฬาเจ็ดวัน แล้วให้เผาศพพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยสักการะใหญ่
บนจิตกาธานที่ทำด้วยของหอมทุกอย่าง แล้วให้สร้างสถูปไว้ที่ทาง ๔
แพร่ง.
แม้พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระราชาแล้วกล่าวสอนว่า ขอ
พระราชาจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิดดังนี้ แล้วเข้าป่าหิมพานต์เจริญพรหม-
วิหาร ไม่เสื่อมจากฌาน มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัส
ว่า มหาบพิตร อันตรายไร ๆ จะมีแก่พระองค์ เพราะทรงสดับเสียงนั้น
หามิได้ พระองค์จงงดการบูชายัญนั้นเสีย จงประทานชีวิตแก่มหาชน

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 484 (เล่ม 59)

ดังนี้แล้วให้พระราชาทรงบำเพ็ญชีวิตทาน ให้ตีกลองประกาศให้มาฟัง
ธรรมทั่วพระนคร แล้วทรงแสดงธรรมประชุมชาดกว่า พระราชา
ในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ มาณพได้เป็นพระสารีบุตร พระดาบส
ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอัฏฐสัททชาดกที่ ๒

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 485 (เล่ม 59)

๓. สุลสาชาดก
ว่าด้วยผู้รอบรู้เหตุผลย่อมรอดพ้นศัตรู
[๑๑๓๗] สร้อยคอทองคำนี้ มีแก้วมุกดา แล้ว
ไพฑูรย์เป็นอันมา ตลอดจนทรัพย์นับเป็น
พันทั้งหมด ข้าพเจ้ายกให้ท่าน ขอความ
เจริญจงมีแก่ท่าน และจงประกาศข้าพเจ้าว่า
เป็นทาสีเกิด.
[๑๑๓๘] แน่ะแม่คนงาม เจ้าจงเปลื้องเครื่อง
ประดับออกอย่ามัวร่ำไรให้มากไปเลย เราไม่
รับรู้อะไรทั้งนั้น เรานำเจ้ามาเพื่อทรัพย์อย่าง
เดียวเท่านั้น.
[๑๑๓๙] ฉันมานึกถึงตัวเอง แต่น้อยคุ้มใหญ่
ฉันไม่ได้รู้จักรักชายอื่น ยิ่งไปกว่าท่านเลย.
[๑๑๔๐] ขอเชิญท่านนั่งลง ฉันจักขอกอดท่าน
ให้สมรัก และจักกระทำประทักษิณแก่ท่าน
เสียก่อน เพราะว่าต่อแต่นี้ไป การคบหากัน
ระหว่างฉันกับท่านจะไม่มีอีก.

485