พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 406 (เล่ม 59)

ที่นั้นมีสีเหมือนสีทองแล้วทำความเสน่หาในชะมดเหล่านั้น กระทำ
สักการะแพะให้แก่ชะมดทั้งหลายโดยไม่คำนึงแพะ เมื่อเหล่าชะมดหนีไป
ป่าหิมพานต์ในสารทกาล และเมื่อแพะทั้งหลายหายไปแล้วไม่เห็นชะมด
จึงเป็นโรคผอมเหลือง เพราะความโศกถึงความสิ้นชีวิตแล้ว. พราหมณ์
คนนี้ทำการสงเคราะห์สัตว์ที่จรมา จึงเศร้าโศกลำบากถึงความพินาศ
มากกว่าพระองค์ร้อยเท่าพันเท่า ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
พราหมณ์วาเสฏฐะผู้มีฟืนมากอยู่ในป่า
กับฝูงแพะไม่เฉื่อยชา ได้ก่อไฟให้เกิดควัน
ทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน. ชะมดทั้งหลายถูกยุง
รบกวน ได้พากันเข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักของ
พราหมณ์นั้นตลอดฤดูฝน เพราะกลิ่นควันนั้น.
พราหมณ์นั้นเอาใจใส่ชะมด ไม่เอาใจใส่แพะ
ทั้งหลายว่า จะมาเข้าคอกหรือจะไปป่า แพะ
เหล่านั้นของเขาจึงหายไปแล้ว. แต่ในสารทกาล
ในป่าที่ยุงซาลงแล้ว ชะมดทั้งหลายก็ไปสู่ยอด
เขาและที่ที่เป็นต้นน้ำลำธาร. พราหมณ์เห็น
ชะมดทั้งหลายไปแล้ว และแพะทั้งหลายถึง
ความวิบัติแล้ว ก็ซูบผอมมีผิวพรรณซีด และ

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 407 (เล่ม 59)

เป็นโรคผอมเหลือง. ผู้ใดละทิ้งคนของตน ทำ
คนที่มารหมู่ให้เป็นที่รักอย่างนี้ ผู้นั้นคนเดียว
จะเศร้าโศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีเศร้า
โศกอยู่ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุเตนฺโท ความว่า ผู้มีเชื้อเพลิง
เพียงพอ. บทว่า ธูมํ อกาสิ ความว่า ได้ก่อขึ้นทั้งไฟทั้งควัน เพื่อ
ประโยชน์แก่การนำไปซึ่งอันตรายคือแมลงวัน. คำว่า วาเสฏฺโฐ เป็น
โคตร คือนามสกุลของเขา. บทว่า อตนฺทิโต ได้แก่เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน
บทว่า ตํธูมคนฺเธน ความว่า เพราะกลิ่นควันนั้น. บทว่า สรภา ได้แก่
มฤคคือชะมด. บทว่า มกสทฺทิตา ความว่า ถูกยุงทั้งหลายรบกวน
คือเบียดเบียนแล้ว. แม้แมลงวันที่เหลือก็เป็นอันถือเอาแล้วด้วย มกส
ศัพท์นั่นเอง. บทว่า วสฺสาวาสํ ความว่า อยู่แล้วตลอดราตรีแห่งกาล
ฝน ในสำนักของพราหมณ์นั้น. บทว่า มนํ กตฺวา ความว่า ให้เกิด
ความเสน่หาขึ้น. บทว่า นาวพุชฺฌถ ความว่า ไม่รู้ว่าแพะทั้งหลาย
ออกจากป่ากำลังมาเข้าคอก ออกจากคอกกำลังไปป่า และมาแล้วจำนวน
เท่านี้ ยังไม่มาจำนวนเท่านี้. บทว่า ตสฺส ตา วิน สุํ ความว่า เมื่อ
เขาไม่ได้ตรวจตราดูแพะเหล่านั้นอยู่อย่างนี้ แพะทั้งหลาย ที่เขาไม่ได้
รักษาอยู่จากอันตรายมีสิงห์โตเป็นต้น พินาศไปแล้วเพราะอันตรายมี
สิงห์โตเป็นต้น หรือแพะทั้งหมดพินาศไปแล้ว. บทว่า นทีนํ ปภวานิ จ
ความว่า เข้าไปแล้วสู่ที่เป็นที่แรกเกิดของแม่น้ำทั้งหลายที่เกิดแต่ภูเขา

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 408 (เล่ม 59)

ด้วย. บทว่า วิภวํ ได้แก่ความไม่เจริญเห็น คือรู้แพะทั้งหลายที่ถึงความ
พินาศแล้ว. บทว่า กีโสจวิวณฺโณ ความว่า พราหมณ์ละทิ้งแพะ
ทั้งที่ให้น้ำนมเป็นต้น แล้วสงเคราะห์ชะมดทั้งหลาย เมื่อไม่เห็นสัตว์
ทั้ง ๒ ชนิดนั้น ก็เป็นผู้เสื่อมจากสัตว์ทั้ง ๒ พวก ถูกความโศกครอบงำ
แล้วจึงได้เป็นคนซูบผอมและมีผิวพรรณซูบซีด. บทว่า เอวํ โย สนฺนิรงฺ
กตฺวา ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้นั้นแหละ ผู้ใดนำคนภายในของตน
ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ออกไป คือละทิ้งแล้วทำความรักใคร่คนที่มาใหม่ โดย
ไม่คำนึงถึงใคร ๆ อีกเลย ผู้นั้นเป็นคนเดียวเช่นกับพระองค์ย่อมเศร้า
โศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีที่ข้าพระองค์ ทูลแสดงถวายพระองค์
แล้วฉะนั้น.
พระมหาสัตว์ ทูลพระราชาให้ทรงรู้สึกพระองค์อย่างนี้แล้ว. ฝ่าย
พระราชาทรงทำความรู้สึกพระองค์แล้ว ทรงเลื่อมใสแล้วได้พระราช-
ทานทรัพย์จำนวนมากแก่พระโพธิสัตว์นั้น. จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์
ก็ทรงทำการสงเคราะห์คนภายในอยู่เท่านั้น ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมี
ทานเป็นต้นแล้ว ได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในภายภาคหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกไว้ว่า พระเจ้าโกรัพยะในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ ในบัดนี้
พราหมณ์ธูมการี ได้แก่ พระเจ้าปเสนทิโกศล ส่วนวิธูรบัณฑิต ได้แก่
เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาธูมการิชาดกที่ ๘

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 409 (เล่ม 59)

๙. ชาครชาดก
ว่าด้วยผู้หลับและผู้ตื่น
[๑๑๐๐] เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ตื่นอยู่ ใคร
เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้
หลับแล้ว ใครเป็นผู้ตื่น ใครเข้าใจปัญหา
ข้อนี้ของเรา ใครจะแก้ปัญหาข้อนี้ของเรา
ได้.
[๑๑๐๑] เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้า
เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว
ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนั้น
ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหาของท่านได้.
[๑๑๐๒] เมื่อคนทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านจะเป็นผู้
หลับได้อย่างไร เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว
ท่านจะเป็นผู้ตื่นได้อย่างไร ท่านเข้าใจปัญหา
ข้อนี้อย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาของข้าพเจ้า
อย่างไร ?

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 410 (เล่ม 59)

[๑๑๐๓] ดูก่อนเทวดา ชนเหล่าใดไม่รู้ธรรม คือ
สัญญมะและทมะ เมื่อชนเหล่านั้นหลับแล้ว
เพราะประมาท ข้าพเจ้าตื่นอยู่.
[๑๑๐๔] พระอริยเจ้าเหล่าใดสำรอกราคะโทสะ
และอวิชชาออกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้น
ตื่นอยู่ ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หลับแล้ว ท่านเทวดา.
[๑๑๐๕] เมื่อพระอริยบุคคลทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้า
ชื่อว่า เป็นผู้หลับแล้วอย่างนี้ แต่เมื่อคน
ทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอย่าง
นี้ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนี้อย่างนี้ ข้าพเจ้า
แก้ปัญหาของท่านอย่างนี้.
[๑๑๐๖] ถูกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่
ท่านเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับ
แล้ว ท่านเป็นผู้ตื่นดีแล้ว ท่านเข้าใจปัญหา
ของข้าพเจ้าข้อนี้ดีแล้ว ท่านตอบปัญหาของ
ข้าพเจ้าถูกต้องแล้ว.
จบ ชาครชาดกที่ ๙

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 411 (เล่ม 59)

อรรถกถาชาครชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภ
อุบาสกคนใดคนหนึ่ง แล้วตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โกธ ชาครตํ
สุตฺโต ดังนี้.
ความพิสดารว่า อุบาสกคนนั้น เป็นอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน
เดินทางกันดารไปกับพ่อค้าเกวียน. นายกองเกวียน คือหัวหน้าพ่อค้า
ปลาเกวียน ๕๐๐ เล่มไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งในทางกันดารนั้น เป็นสถานที่
หาน้ำได้สะดวก จัดแจงเคี้ยวของกินแล้ว ก็เข้าที่พักผ่อน. คนเหล่านั้น
พากันนอน ณ ที่นั้น ๆ แล้วก็หลับไป. ส่วนอุบาสกตั้งใจเดินจงกรม
ที่ควงต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ ๆ นายกองเกวียน. ลำดับนั้น พวกโจร ๕๐๐
คน ผู้ต้องการจะปล้นพ่อค้านั้น ได้พากันถืออาวุธนานาชนิดมายืนล้อม
พ่อค้านั้นไว้. พวกเขาเห็นอุบาสกนั้นกำลังจงกรมอยู่ คิดว่า พวกเรา
จักปล้นเวลาอุบาสกคนนี้หลับ แล้วได้พากันอยู่ ณ ที่นั้น ๆ. ฝ่ายอุบาสก
ก็ได้จงกรมอยู่ตลอดราตรี ๓ ยามทีเดียว. เวลาย่ำรุ่ง พวกโจรพากัน
ทิ้งก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้น ที่ถือมาแล้ว พูดว่า นายกองเกวียน
ผู้เจริญ ท่านได้ชีวิตแล้วเกิดเป็นเจ้าของของสิ่งที่มีอยู่ของท่าน เพราะ
อาศัยบุรุษคนนี้ผู้ตื่นอยู่ เพราะความไม่ประมาท ท่านควรทำสักการะ
บุรุษคนนี้ ดังนี้แล้ว จึงหลีกหนีไป. คนทั้งหลายลุกขึ้นตามเวลานั่นเอง
เห็นก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้น ที่พวกโจรเหล่านั้นทิ้งไว้ แล้วพูดว่า
พวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยอุบาสกคนนี้ แล้วได้พากันทำสักการะอุบาสก.

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 412 (เล่ม 59)

ฝ่ายอุบาสกไปสู่ที่ที่ตนต้องการทำกิจเสร็จแล้ว กลับมากรุงสาวัตถีอีกได้ไป
สู่พระวิหารเชตวัน บูชาพระตถาคต ถวายนมัสการแล้วนั่ง เมื่อพระองค์
ตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านไม่ปรากฏตัวหรือ ? แล้วจึงกราบทูล
เนื้อความนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ก็ท่านเองไม่หลับนอน
ปฏิบัติอยู่แต่ไม่ได้คุณพิเศษเลย ฝ่ายบัณฑิตในปางก่อน เมื่อปฏิบัติ
ก็ได้คุณพิเศษ ดังนี้ แล้วถูกอุบาสกทูลขอร้อง จึงทรงนำเอาเรื่องใน
อดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เติบโตแล้ว เรียน
ศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกศิลาจบ กลับมาอยู่ที่ท่ามกลางเรือน ในเวลา
ต่อมาก็ออกบวชเป็นฤาษี ไม่นานเท่าไร ก็ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น
เป็นผู้มีอิริยาบถยืนจงกรมอยู่ในถิ่นป่าหิมพานต์ ไม่เข้าถึงการนอน.
จงกรมอยู่ตลอดทั้งคืน. ลำดับนั้น เทวดาผู้เกิดบนต้นไม้ใกล้ที่จงกรม
ของท่านดีใจ ยืนอยู่ที่ค่าคบต้นไม้ เมื่อจะถามปัญหา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑
ว่า :-
เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ตื่นอยู่ ใคร
เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้
หลับแล้ว ใครเป็นผู้ตื่น ใครเข้าใจปัญหา
ข้อนี้ของเรา ใครจะแก้ปัญหาข้อนั้นของเรา
ได้ ?

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 413 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า โกธ ตัดบทเป็น โก อิธ ความว่า
ในโลกนี้ใคร. บทว่า โก เมตํ ความว่า เทวดาถามว่า ใครรู้ชัดปัญหา
ข้อนี้ของเรา. บทว่า โก ตํ ปฏิภณ ความว่า ใครจะตอบปัญหาที่เรา
ถามข้อนั้น ๆ ของเราได้ คือว่าใครจักสามารถกล่าวแก้ปัญหาได้.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้า
เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว
ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนั้น
ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหาของท่านได้.
ดังนี้แล้ว ถูกเทวดานั้น ถามคาถานี้ว่า :-
เมื่อคนทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านจะเป็นผู้
หลับได้อย่างไร เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว
ท่านจะเป็นผู้ตื่นได้อย่างไร ท่านเข้าใจปัญหา
ข้อนี้อย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาของข้าพเจ้า
อย่างไร ? ดังนี้
เมื่อจะพยากรณ์เนื้อความนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนเทวดา ชนเหล่าใดไม่รู้ธรรม คือ
สัญญมะและทมะ เมื่อชนเหล่านั้นหลับแล้ว

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 414 (เล่ม 59)

เพราะประมาท ข้าพเจ้าตื่นอยู่. พระอริยเจ้า
เหล่าใดสำรอกราคะโทสะและอวิชชาออกแล้ว
เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้
หลับแล้ว ท่านเทวดา. เมื่อพระอริยเหล่า-
นั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้วอย่างนี้
แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าชื่อว่า
เป็นผู้ตื่นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนี้
อย่างนี้ ข้าพเจ้าแก้ปัญหาของท่านอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถํ ชาครตํ สุตฺโต ความว่า
ท่านชื่อว่าเป็นผู้ตื่นแล้ว ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างไร ? ใน
ทุกบทก็มีนัยนี้. บทว่า เย ธมฺมํ ความว่า สัตว์เหล่าใดไม่รู้ชัด
โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ อย่าง. บทว่า สญฺญโมติ ทโมติ จ ความว่า
และไม่รู้ทั้งศีล ทั้งอินทรีย์สังวร ที่มาแล้วโดยมรรคอย่างนี้ว่า นี้สัญญมะ
นี้ทมะ. จริงอยู่อินทรีย์สังวรท่านเรียกว่า ทมะ เพราะข่มอินทรีย์
ทั้งหลาย มีใจเป็นที่ ๖ ไว้. บทว่า เตสุ สุตฺตปฺปมาเทสุ ความว่า
เมื่อสัตว์เหล่านั้นหลับแล้ว ด้วยอำนาจกิเลสข้าพเจ้าก็ตื่น ด้วยอำนาจ
แห่งความไม่ประมาท. คาถาว่า เยสํ ราโค จ เป็นต้น มีเนื้อความว่า
กิเลสเหล่านี้ คือราคะ กล่าวคือ ความโลภ ๑,๕๐๐ ที่ท่านแสดงไว้
ด้วยสตบท โทสะที่มีอาฆาตวัตถุ ๙ ประการเป็นสมุฏฐาน และอวิชชา

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 415 (เล่ม 59)

ที่เป็นความไม่รู้ในวัตถุ ๘ ประการ มีทุกข์เป็นต้น อันพระมหาขีณาสพ
เหล่าใดคลายแล้ว คือละได้แล้ว. ดูก่อนเทวดา เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้น
ตื่นอยู่ โดยอาการทั้งปวง ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้ว เพราะหมายเอา
พระอริยเจ้าเหล่านั้น. บทว่า เอวํ ชาครตํ ความว่า ข้าพเจ้าชื่อว่า
เป็นผู้หลับแล้ว ในระหว่างพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ ด้วยเหตุอย่างนี้
ดังนี้. ในทุก ๆ บท มีนัยนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์แก้ปัญหาอย่างนี้แล้ว เทวดาพอใจ เมื่อจะ
ทำการสดุดีพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ถูกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่
ท่านเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับ
แล้ว ท่านได้เป็นผู้ตื่นดีแล้ว ท่านเข้าใจปัญหา
ข้อนี้ของข้าพเจ้าดีแล้ว ท่านตอบปัญหาของ
ข้าพเจ้าถูกต้องแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นต้น ความว่า ท่านแก้
ปัญหาข้อนี้ทำให้ดีแล้ว คือเจริญแล้ว ถึงเราก็จะแก้ปัญหาข้อนั้นอย่างนี้
เหมือนกัน.
เทวดานั้น ครั้นทำการสดุดีพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็เข้าไปสู่
วิมานของตนที่เดียว.

415