พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 396 (เล่ม 59)

[๑๐๙๑] เพราะว่าต้นไม้ทั้งหลายที่งอกขึ้น จะ
เจริญเติบโตขึ้นเลยต้นไม้เจ้าป่า ที่มีลำต้นใหญ่
ไป. ข้าแต่ พญาครุฑ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า
มองเห็นภัยที่ยังไม่มาถึง จึงสั่นสะท้านอยู่.
[๑๐๙๒] ธีรชนควรระแวงภัยที่ควรระแวง ควร
ระวังภัยที่ยังไม่มาถึง ธีรชนย่อมพิจารณาเห็น
โลกทั้ง ๒ เพราะภัยในอนาคต.
จบ โกฏสิมพลิชาดกที่ ๗
อรรถกถาโกฏสิมพลิชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
การข่มกิเลสแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหํ ทสสตพฺยามํ
ดังนี้ เรื่องจักมีแจ้งชัดในปัญญาสชาดก.
แต่ในที่นี้ พระศาสดาทรงเห็นภิกษุทั้งหลายประมาณ ๕๐๐ รูป
ถูกกามวิตกครอบงำ ภายในโกฏิสัณฐารกะ จึงทรงประชุมสงฆ์ ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า ถึงที่ควรระแวง ก็ควรระแวง ขึ้นชื่อว่า
กิเลสทั้งหลาย เมื่อเจริญขึ้นก็ย่อมทำลายเรา เหมือนต้นไทรเป็นต้น
เมื่อเติบโตขึ้น ก็ทำลายต้นไม้ฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ในปางบรรพ์เทวดา
ผู้เกิดที่โกฏสิมพลีงิ้วใหญ่ เห็นนกตัว ๑ กินลูกนิโครธ ถ่ายอุจจาระรด

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 397 (เล่ม 59)

กิ่งต้นไม้ของตน ได้ประสบความกลัวว่า ต่อแต่นี้ไปวิมานของเราจักมี
ความพินาศ ดังนี้. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ ถือกำเนิดเป็นรุกขเทวดาที่โกฏสิมพลี
ภายหลังพญาครุฑตัวหนึ่งเนรมิตอัตภาพ ๑๕๐ โยชน์ ใช้ลม
ปีกพัดน้ำในทะเลแหวกออกเป็น ๒ ส่วน แล้วเฉี่ยวเอานาคราชตัวหนึ่ง
ยาวพันวาที่หางให้ขยอกเหยื่อที่พญานาคนั้นใช้ปากคาบไว้ทิ้ง บินไป
ทางยอดป่า มุ่งหมายโกฏสิมพลี. นาคราชเมื่อห้อยหัวลง จึงคิดว่า เรา
จักสลัดตัวให้หลุด จึงสอดขนดเข้าไปที่ต้นนิโครธต้น ๑ พันต้นนิโครธ
ยึดไว้. ต้นนิโครธก็ถอนขึ้น เพราะความแรงของพญาครุฑและพญา
นาคร่างใหญ่. พญานาคก็ไม่ปล่อยต้นไม้เลย. ครุฑจึงเฉี่ยวเอา
พญานาคพร้อมกับต้นนิโครธไปถึงโกฏสิมพลี แล้วให้พญานาคนอนบน
ด้านหลังของลำต้นไม้ ฉีกท้องกินมันข้นของพญานาคแล้วทิ้งซากที่เหลือ
ลงทะเลไป ก็บนต้นนิโครธนั้นมีนกตัวเมียตัวหนึ่ง เมื่อพญานาคทิ้ง
ต้นนิโครธแล้ว มันก็บินไปเกาะอยู่ระหว่างกิ่งของต้นโกฏสิมพลี. รุกข-
เทวดาเห็นมันแล้วสะดุ้งกลัวตัวสั่นไปโดยคิดว่า นกตัวเมียตัวนี้จักถ่าย
อุจจาระรดลำต้นไม้ของเรา ต่อนั้นไปพุ่มไทรหรือพุ่มไม้ป่า ก็จะขึ้นท่วม
ทับถมต้นไม้ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นวิมานของเรา ก็จักพินาศ. เมื่อ
รุกขเทวดาสั่นสะท้านอยู่ โกฏสิมพลี ก็สั่นไปถึงโคน พญาครุฑ
เห็นรุกขเทวดาสั่นสะท้านอยู่ เมื่อจะถามถึงเหตุ จึงได้กล่าวคาถาว่า :-

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 398 (เล่ม 59)

เราได้เอาพญานาคยาวตั้งพันวามาแล้ว
ท่านทรงพญานาคนั้น และเราอยู่ได้ไม่สั่น
สะท้าน. ดูก่อนโกฏสิมพลีเทพบุตร ก็เพราะ
เหตุอะไร ? ท่านเมื่อทรงนกตัวเล็ก ๆ นี้ ที่มีเนื้อ
น้อยกว่าเรา จึงกลัวตัวสั่นสะท้านไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสสตพยามํ ความว่า ยาวพันวา
บทว่า อุรคมาทาย อาคโต ความว่า เราเอางูตัวใหญ่มา ณ ที่นี้อย่างนี้.
บทว่า ตญฺจ มญฺจ ความว่า ทั้งงูตัวใหญ่ทั้งฉัน. บทว่า ธารยํ
ได้แก่ ธารยมาโพ คือทรงไว้อยู่. บทว่า พฺยถสิ ความว่า สั่นเทิ้ม
อยู่. บทว่า กิมตฺถํ ความว่า พญาครุฑถามว่า ประโยชน์อะไร
คือเพราะเหตุอะไร ? พญาครุฑเรียกเทพบุตรตามนามของต้นไม้ว่า
โกฏสิมพลี. เพราะว่าต้นสิมพลี คือต้นงิ้วต้นนั้น ได้ชื่อว่า โกฏสิมพลี
เพราะมีลำต้นและกิ่งก้านใหญ่ แม้เทพบุตรผู้สิงอยู่บนต้นโกฏสิมพลีนั้น
ก็ได้ชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน.
ลำดับนั้น เทพบุตรเมื่อจะกล่าวถึงเหตุแห่งการสั่นสะท้านนั้น
จึงได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-
ดูก่อนพญาครุฑ ท่านมีเนื้อเป็นภัก-
ษาหาร นกตัวนี้มีผลไม้เป็นภักษาหาร นกตัวนี้

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 399 (เล่ม 59)

จักจิกกินลูกนิโครธ ลูกกร่าง ลูกมะเดื่อ และ
ลูกโพธิ์ แล้วมาถ่ายรดลำต้นไม้ของเรา. ต้น
ไม้เหล่านั้นจะเติบโตขึ้น พวกมันเกิดในที่อับ
ลมไม่มีอากาศที่ข้างเรา จักปกคลุมเรา ทำเรา
ไม่ให้เป็นต้นไม้. ต้นไม้ต้นอื่น ๆ เป็นหมู่ไม้
มีรากมีลำต้นที่มีอยู่ ก็จะถูกสกุณชาติตัวนี้
ทำลายไป โดยการนำพืชผลมากิน. เพราะว่า
ต้นไม้ทั้งหลายที่งอกขึ้น จะเจริญเติบโตขึ้น
เลยต้นไม้เจ้าป่า ที่มีลำต้นใหญ่ไป ข้าแต่พญา
ครุฑ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้ามองเห็นภัยที่ยัง
ไม่มาถึง จึงสั่นสะท้านอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทหิสฺสติ ความว่า จักถ่ายอุจ-
จาระรด บทว่า เต รุกฺขา ความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นไทรเป็นต้น
เกิดขึ้นแล้ว. จากพืชผลเหล่านั้น. บทว่า สํวิรูหนฺติ ความว่า จัก
งอกงามขึ้น คือจักเจริญเติบโตขึ้น. บทว่า มม ปสฺเส ความว่า ใน
ระหว่างกิ่งเป็นต้นของเรา. บทว่า นิวาตชา ความว่า เกิดแล้วในที่อับ
ลม เพราะลมถูกบังไว้. บทว่า ปริโยนทฺธิสฺสนฺติ ความว่า ต้นไม้
เหล่านั้น เติบโตขึ้นอย่างนี้แล้วจักปกคลุมเราไว้. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 400 (เล่ม 59)

ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า กริสฺสเร ความว่า ภายหลังครั้น
ปกคลุมอย่างนี้แล้ว ก็จักทำเราไม่ให้เป็นต้นไม้เลย คือจักทำลายโดย
ประการทั้งปวง. บทว่า รุกฺขาเส ได้แก่ต้นไม้. บทว่า มูลิโน ขนฺธิโน
ความว่า ทั้งมีรากสมบูรณ์ ทั้งมีกิ่งสมบูรณ์. คำว่า ทุมา เป็นคำที่เป็น
ไวพจน์ของคำว่า รุกขานั่นเอง. บทว่า วีชมาหริตฺวา ความว่า นำพืชผล
มาแล้ว บทว่า หตา ความว่า ต้นไม้ในป่านี้แม้ต้นอื่น ๆ ที่ถูกให้
พินาศไปแล้วมีอยู่. บทว่า อชฺฌารูหา หิ วฑฺฒนฺติ ความว่า รุกข-
เทพบุตรแสดงว่า เพราะว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นนิโครธเป็นต้น เป็น
ต้นไม้ขึ้นคลุมแล้วก็จักเติบโตเลยต้นไม้เจ้าป่า แม้ต้นใหญ่ ๆ ต้นอื่น
ไป ก็ในบทว่า วนปฺปตึ นี้มีปาฐะถึง ๓ อย่างทีเดียวคือ วเนปติ
วนสฺส ปติ วนปฺปติ. รุกขเทพบุตรเรียกครุฑว่า ราชา.
ครุฑครั้นได้ฟังคำของรุกขเทวดาแล้ว จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ธีรชนควรระแวงภัยที่ควรระแวง ควร
ระวังภัยที่ยังไม่มาถึง ธีรชนย่อมพิจารณาเห็น
โลกทั้ง ๒ เพราะภัยในอนาคต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคตํ ภยํ ความว่า ธีรชน
เมื่อเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าระวังรักษาภัยที่เป็นไปในปัจจุบัน
บ้าง ที่เป็นในภายภาคหน้า คืออนาคตบ้างไว้. และเมื่อไม่เข้าไป
คบหาบาปมิตร และคนที่เป็นคู่เวรกันก็ชื่อว่าระวังภัยที่ยังไม่มาถึง. ควร

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 401 (เล่ม 59)

ระวังภัยที่ยังไม่มาถึงอย่างนี้. บทว่า อนาคตภยา ความว่า เพราะเหตุ
แห่งภัยในอนาคต. ธีรชนเมื่อพิจารณาเห็นภัยนั้น ชื่อว่าเล็งเห็น คือ
มองเห็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า.
ก็แล ครุฑครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงให้นกนั้นหนีไปจากต้นไม้
นั้นด้วยอานุภาพของตน.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า เธอ
ทั้งหลายควรระแวงสิ่งที่ควรระแวงดังนี้. ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย
แล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุประมาณ ๕๐๐
รูป ดำรงอยู่แล้วในอรหัตผล. พญาครุฑ ในครั้งนั้น ได้แก่พระ-
สารีบุตรในบัดนี้ ส่วนรุกขเทวดา ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกาโกฏสิมพลิชาดกที่ ๗

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 402 (เล่ม 59)

๘. ธูมการิชาดก
ว่าด้วยความเศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า
[๑๐๙๓] พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงใคร่ในธรรม ได้
ตรัสถามวิธูรบัณฑิตแล้วว่า ดูก่อนพราหมณ์
ท่านรู้บ้างไหม ? ใครคนหนึ่งกำลังเศร้าโศกมาก.
[๑๐๙๔] พราหมณ์วาเสฏฐะผู้มีฟืนมาก อยู่ในป่า
กับฝูงแพะไม่เฉื่อยชา ได้ก่อไฟให้เกิดควันทั้ง
กลางคืนทั้งกลางวัน.
[๑๐๙๕] ชะมดทั้งหลายถูกยุงรบกวน ได้พากัน
เข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักของพราหมณ์นั้นตลอด
ฤดูฝนเพราะกลิ่นควันนั้น.
[๑๐๙๖] พราหมณ์นั้นเอาใจใส่ชะมด ไม่เอาใจใส่
แพะทั้งหลายว่า จะมาเข้าคอกหรือจะไปป่า
แพะเหล่านั้นของเขาจึงหายไปแล้ว.
[๑๐๙๗] แต่ในสารทกาล ในป่าที่ยุงซาลงแล้ว
ชะมดทั้งหลายก็ไปสู่ยอดเขา และที่ที่เป็นต้น
น้ำลำธาร.

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 403 (เล่ม 59)

[๑๐๙๘] พราหมณ์เห็นชะมดทั้งหลายไปแล้ว และ
แพะทั้งหลายถึงความวิบัติแล้ว ก็ซูบผอมมีผิว
พรรณซีด และเป็นโรคผอมเหลือง.
[๑๐๙๙] ผู้ใดละทิ้งคนของตน ทำคนที่มาใหม่ให้
เป็นที่รักอย่างนี้ ผู้นั้นคนเดียวจะเศร้าโศกมาก
เหมือนพราหมณ์ธูมการีเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น
จบ ธนูการิชาดกที่ ๘
อรรถกถาธูมการิชาดกที่ ๘
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
การทรงสงเคราะห์อาคันตุกะของพระเจ้าโกศลแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้มีคำ
เริ่มต้นว่า ราชา อปุจฺฉิ วิธูรํ ดังนี้.
ได้ยินว่า สมัยหนึ่งพระเจ้าโกศลนั้น ไม่ได้ทรงสงเคราะห์ทหาร
เก่าที่มาเฝ้าตามประเพณี แต่ได้ทรงทำสักการะสัมมานะ แก่ทหารผู้เข้า
มาใหม่ ๆ ยังเป็นแขก ภายหลังเมื่อพระองค์เสด็จไปเพื่อทรงปราบปัจ-
จันตชนบทที่ก่อการร้าย ทหารเก่าก็ไม่สู้รบโดยคิดว่า ทหารใหม่ที่เป็น
แขกผู้ได้สักการะจักสู้รบ ส่วนทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่สู้รบโดยคิดว่า
ทหารเก่าจักสู้รบ. โจรเลยชนะพระราชา. พระราชาทรงปราชัยแล้ว
ทรงทราบความที่ตนปราชัย เพราะโทษคือการทรงสงเคราะห์ทหารใหม่
ที่เป็นแขก เสด็จกลับพระนครสาวัตถี ทรงดำริว่า เราคนเดียว

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 404 (เล่ม 59)

หรืออย่างไรทำอย่างนี้แล้วแพ้ หรือว่าพระราชาแม้เหล่าอื่น ก็เคยแพ้
ดังนี้ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้วเสด็จไปยังพระเชตวัน ถวายนมัส-
การพระศาสดาแล้ว จึงทูลถามข้อความนั้น. พระศาสดาตรัสตอบว่า
ขอถวายพระพรมหาบพิตรมหาราช ใช่จะมีแต่มหาบพิตรพระองค์เดียว
เท่านั้นก็หาไม่ แม้พระราชาในสมัยโบราณ ทรงทำการสงเคราะห์ทหาร
ใหม่ ผู้เป็นแขกแล้วทรงปราชัยก็มี เป็นผู้อันพระราชาทูลอ้อนวอนแล้ว
ได้ทรงน้ำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระเจ้าโกรัพยะทรงพระนามว่า ธนญชัย ยุธิฏ-
ฐิลโคตร เสวยราชสมบัติในอินทปัตถนครในแคว้นกุรุ. ครั้งนั้น พระ-
โพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลปุโรหิตของพระเจ้าธนญชัย เติบใหญ่แล้ว
ได้รับการศึกษาศิลปทุกชนิดที่เมืองตักกศิลา กลับมาที่อินทปัตถนครแล้ว
ได้รับตำแหน่งปุโรหิตเป็นผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระราชา แทนบิดาที่
ล่วงลับไปแล้ว. คนทั้งหลายได้ขนานนามท่านว่าวิธูรบัณฑิต. ครั้งนั้น
พระเจ้าธนญชัย ไม่ทรงคำนึงถึงทหารเก่า ได้ทรงทำการสงเคราะห์ทหาร
ที่เป็นแขกใหม่เท่านั้น. เมื่อพระองค์เสด็จไปปราบปัจจันตชนบทที่ก่อ
การร้าย ทหารเก่าไม่รบโดยคิดว่า ทหารใหม่ที่เป็นแขกจักรู้หน้าที่.
ทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่รบโดยคิดว่า ทหารเก่าจักรู้หน้าที่ ตกลงว่า
ทั้งทหารเก่าทั้งทหารใหม่ไม่รบเลย. พระราชาทรงปราชัยแล้ว เสด็จกลับ
อินทปัตถนครทันที ทรงดำริว่า เราปราชัยเพราะเราทำการสงเคราะห์
ทหารใหม่ที่เป็นแขก. อยู่มาวันหนึ่งพระองค์ทรงดำริว่า เราจักถาม

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 405 (เล่ม 59)

วิธูรบัณฑิตว่า มีเราคนเดียวหรืออย่างไร ทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ที่
เป็นแขกแล้วปราชัย หรือพระราชาแม้องค์อื่น ๆ ที่เคยปราชัยมาแล้ว
ก็มี แล้วตรัสถามข้อความนั้น กะวิธูรบัณฑิตผู้มาถึงที่เฝ้าพระราชาแล้ว
นั่ง. จึงพระศาสดาเมื่อจะทรงไขอาการที่ตรัสถามของพระราชานั้น ให้
แจ้งชัด ได้ตรัสกึ่งคาถาว่า :-
พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงใคร่ในธรรม ได้
ตรัสถามวิธูรบัณฑิตแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมกาโม ได้แก่ ทรงมีสุจริต
ธรรมเป็นที่รัก.
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านรู้บ้างไหม ? ใคร
คน ๑ กำลังเศร้าโศกมาก.
ส่วนกึ่งคาถาที่เหลือมีเนื้อความดังต่อไป ดูก่อนพราหมณ์
ธรรมดาท่านรู้บ้างไหม ว่าใครคน ๑ ในโลกนี้เศร้าโศกมาก คือเศร้า
โศกโดยอาการต่าง ๆ.
พระโพธิสัตว์ครั้นสดับคำนั้นแล้ว เมื่อทรงนำอุทาหรณ์นี้มาแสดง
ว่า ข้าแต่มหาราช ความโศกของพระองค์ ชื่อว่าเป็นความโศกหรือ
ในกาลก่อนพราหมณ์เลี้ยงแพะคน ๑ ชื่อว่าธูมการี ต้อนแพะฝูงใหญ่
ไปทีเดียวสร้างคอกไว้ในป่า พักแพะไว้ในคอกนั้น ก่อไฟและควันปฏิ-
บัติฝูงแพะบริโภคนมเป็นต้นพักอยู่. แล้วเขาเห็นชะมดทั้งหลายที่มา ณ

405