พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 336 (เล่ม 59)

เมื่อพวกเขาทูลว่า ที่ฝั่งแม่น้ำในท้องถิ่นดินแดนแห่งหิมพานต์ จึงรับ
สั่งให้คนจำนวนมากต่อเรือขนานแล้วได้เสด็จทวนกระแสน้ำขึ้นไป ตาม
ทางที่พวกพรานไพรทูลชี้แนะ. แต่พวกพรานไม่ได้ทูลบอกกำหนดว่า สิ้น
เวลาเท่านี้วัน. ถึงที่นั้นตามลำดับแล้ว พวกพรานไพรจึงทูลพระราชาว่า
นี่คือต้นไม้ที่ประเสริฐ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้จอดเรือไว้
ที่แม่น้ำแล้ว มีมหาชนห้อมล้อมเสด็จดำเนินไป ณ ที่นั้นด้วยพระบาท
ทรงให้ปูบรรทมที่ควงไม้ เสวยผลมะม่วงสุก แล้วเสวยพระกระยาหาร
มีรสเลิศนานาชนิดเสร็จแล้วก็บรรทม. ราชบุรุษทั้งหลายวางยามแล้ว
ก่อกองไฟไว้ทุกทิศ. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายหลับกันแล้ว พระมหาสัตว์จึง
ได้ไปกับด้วยบริษัทในเวลาเที่ยงคืน. วานร ๘๐,๐๐๐ ตัวพากันไต่ไปกิน
ผลมะม่วงสุกจากกิ่งหนึ่งไปยังกิ่งหนึ่ง. พระราชาทรงตื่นบรรทม ทรง
เห็นฝูงกระบี่ จึงทรงปลุกให้คนทั้งหลายตื่นขึ้น แล้วรับสั่งให้เรียกพวก
แม่นธนูมา แล้วตรัสว่า พรุ่งนี้สูเจ้าทั้งหลายจงพากันล้อมยิงพวกวานร
เหล่านั้น ที่กินผลไม้โดยไม่ให้มันหนีไป. พรุ่งนี้ฉันจะกินผลมะม่วง
และเนื้อวานร. พวกแม่นธนูทูลรับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ แล้ว
พากันยินล้อมต้นไม้แล้วขึ้นลูกศรไว้. พวกวานรได้เห็นพวกเขากลัวภัย
คือความตาย ไม่อาจหนีไปได้ จึงพากันเข้าไปหาพระมหาสัตว์ ยืนสั่น
สะท้านอยู่พลางถามว่า ข้าแต่สมมุติเทพ พวกคนแม่นธนูยืนล้อมต้นไม้
ด้วยหมายใจว่า พวกเราจักยิงลิงตัวที่หนีไป พวกเราจักทำอย่างไรกัน ?
พระโพธิสัตว์ปลอบใจฝูงวานรว่า สูเจ้าทั้งหลายอย่ากลัว ฉันจักให้ชีวิต

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 337 (เล่ม 59)

แก่พวกเธอ แล้วได้วิ่งขึ้นกิ่งไม้กิ่งที่ชี้ไปตรง ๆ แล้วไต่กิ่งที่ชี้ไปตรงหน้า
แม่น้ำคงคา กระโดดจากปลายกิ่งนั้น เลยที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูไป
ตกลงที่ยอดพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง ลงจากพุ่มไม้นั้นแล้ว กำหนดอากาศระยะทาง
ไว้ว่า ที่ ๆ เรามาประมาณเท่านี้ แล้วกัดเครือหวายเถาหนึ่งที่โคนแกะ
กาบออกแล้ว กะช่วงระยะไว้ ๒ ช่วงนี้ คือ ช่วงระยะเท่านี้ จักผูกต้นไม้
ช่วงระยะเท่านี้ จักขึงไปในอากาศ แต่ไม่ได้กะช่วงระยะสำหรับผูก
สะเอวของตน. เขาลากเอาเครือหวายเถานั้นไปผูกเส้นหนึ่งไว้ที่ต้นไม้ที่
ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ผูกเส้นหนึ่งไว้ที่สะเอวของตน กระโดดไปสู่
สถานที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูโดยเร็วเหมือนเมฆถูกลมพัดหอบไปฉะนั้น
เพราะไม่ได้กะช่วงระยะที่ผูกสะเอวไว้ จึงไม่อาจจะขึงต้นไม้ได้จึงเอามือ
ทั้ง ๒ ยึดกิ่งมะม่วงไว้ให้แน่นแล้ว ได้ให้สัญญาณแก่ฝูงวานรว่า สูเจ้า
ทั้งหลายจงเหยียบหลังฉันไต่ไปอย่างปลอดภัย ตามเครือหวายโดยเร็ว.
วานร ๘ หมื่นตัวไหว้ขอขมาพระมหาสัตว์แล้ว ไต่ไปอย่างนั้น. ฝ่าย
พระเทวทัตครั้งนั้นเป็นลิงอยู่ในจำนวนลิงเหล่านั้น คิดว่า นี้เป็นเวลา
ที่จะได้เห็นหลังศัตรูของเราแล้ว จึงขึ้นกิ่งไม้สูง ให้เกิดกำลังเร็วแล้ว
ตกลงบนหลังของพระมหาสัตว์ กระโดดลงเหยียบหลังพระมหาสัตว์ด้วย
กำลังเร็วหัวใจของพระมหาสัตว์แตก. เกิดเวทนามีกำลังแรงกล้าขึ้น.
ฝ่ายลิงเทวทัตนั้น ทำพระมหาสัตว์นั้นให้ได้รับเวทนาแล้ว ก็หลีกไป
พระมหาสัตว์ได้อยู่ลำพังตัวเดียว. พระราชาบรรทมยังไม่หลับ ทอด
พระเนตรเห็นกิริยาที่พวกวานร และพระมหาสัตว์กระทำทุกอย่างแล้ว

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 338 (เล่ม 59)

ทรงบรรทมพลางดำริว่า วานรตัวนี้เป็นสัตว์เดียรฉาน ได้ทำความสวัสดี
แก่บริษัททีเดียว โดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของตน. เมื่อสว่างแล้วพระองค์
ทรงพอพระทัยต่อพระมหาสัตว์ ทรงดำริว่า เราไม่ควรให้ขุนกระบี่นี้
พินาศไป เราจักให้เอาขุนกระบี่นั้นลงมาปฏิบัติรักษา แล้วได้รับสั่งให้
จอดเรือขนานไว้ภายในแม่น้ำคงคา ทรงให้ผูกกรงไว้บนนั้นแล้วให้ค่อย
ยกขุนกระบี่ลงมา แล้วรับสั่งให้คลุมผ้ากาสาวพัสตร์บนหลัง ให้อาบน้ำ
ในแม่น้ำคงคา ให้ดื่มน้ำอ้อย ให้เอาน้ำมันที่เจียวแล้วพันครั้ง ชะโลม
บนหลัง ให้ปูหนังแพะบนที่นอนแล้ว. ทรงให้ขุนกระบี่นั้นนอนบนที่
นอนนั้น พระองค์เองประทับนั่งบนอาสนะต่ำ ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนขุนกระบี่ ท่านได้ทอดตัวเป็น
สะพานให้เหล่าวานรข้ามไปโดยสวัสดี ท่าน
เป็นอะไรกับวานรเหล่านั้น และวานรเหล่านั้น
เป็นอะไรกับท่าน ?
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ดูก่อนขุนกระบี่ผู้เจริญท่านทำตนให้เป็น
สะพานคอยกตนให้เป็นคาน แล้วสละชีพให้ฝูงวานรเหล่านี้ข้ามไปโดย
สวัสดี คือให้ข้ามไปโดยเกษม. ท่านได้เป็นอะไรกับพวกเขาหรือพวก
เขาเหล่านี้ ได้เป็นอะไรกับท่าน หรือวานรเหล่านี้ เป็นอะไรกับเรา.
พระโพธิสัตว์ได้สดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตักเตือนเพราะราชา จึง
กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 339 (เล่ม 59)

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระ-
องค์เป็นพญาวานรผู้เป็นใหญ่ ปกครองฝูง
วานรเหล่านั้น เมื่อพวกเขาถูกความโศก
ครอบงำ หวาดกลัวพระองค์. ข้าพระองค์ได้
ทะยานพุ่งตัว ที่มีเครื่องผูก คือเถาวัลย์ผูก
สะเอวไว้แน่น ไปจากต้นไม้ต้นนั้น ชั่วระยะ
ร้อยคันธนูที่ปลดสายแล้ว. กลับมาถึงต้นไม้
เหมือนเมฆถูกลมหอบไปฉะนั้น แต่ข้าพระ-
องค์นั้นไปไม่ถึงต้นไม้นั้น จึงได้ใช้มือจับกิ่ง
ไม้ไว้. พวกวานรได้พากันเอาเท้าเหยียบข้า-
พระองค์นั้น ผู้ถูกกิ่งไม้และเถาวัลย์รั้งไว้จนตึง
เหมือนสายพิณที่ขึงตึง แล้วไต่ไปโดยสวัสดี.
การผูกมัดไว้ จึงไม่เผาลนข้าพระองค์ให้เดือด
ร้อน ผู้ฆ่าก็จักไม่ให้ข้าพระองค์เดือดร้อน
เพราะข้าพระองค์ได้นำความสุขมาให้เหล่าวานร
ที่ให้ข้าพระองค์ครองความเป็นใหญ่. ข้าแต่
พระราชาผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระองค์จะยก

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 340 (เล่ม 59)

อุปมาถวายพระองค์ ขอพระองค์จงทรงสดับ
ข้ออุปมานั้น ธรรมดากษัตริย์ผู้เป็นพระราชา
ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวงหาความสุข
ให้แก่รัฐ ยวดยานพาหนะ กำลังพล และ
นิคมทั่วหน้ากัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตสํ ได้แก่วานร ๘ หมื่นตัวเหล่า
นั้น. บทว่า ภีตานนฺเต ความว่า ผู้หวาดกลัวพระองค์ผู้ทรงประทับ
ยืนสั่งการให้ยิง. พระยาวานรร้องเรียกพระราชาว่า อรินทมะ. บทว่า
วิสฺสฏฺฐธนุโน สตํ ความว่า ผู้กระโดดพุ่งตัวไปในอากาศถึงที่ประมาณ
ชั่วร้อยคันธนูที่ยกขึ้นวัด. บทว่า. ตโต ความว่า จากต้นไม้ต้นนี้ คือ
จากที่ที่กระโดดไป. บทว่า อปรปาเทสุ ความว่า ที่เบื้องหลังเท้า. คำว่า
อปรปาเทสุ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงบั้นเอว. เพราะว่าพระโพธิสัตว์ผูก
เถาวัลย์นั้นไว้ที่บั้นเอวให้มั่นแล้ว ยันพื้นดินด้วยเท้าหลังทยานไปสู่
อากาศด้วยกำลังเร็วของลม. บทว่า นุณฺโณ รุกฺขมุปาคมึ ความว่า
ข้าพระองค์พุ่งไปด้วยลมของตนที่ให้เกิดกำลังเร็ว เหมือนกับก้อนเมฆถูก
ลมหอบไปฉะนั้น คือเป็นผู้พุ่งไปด้วยกำลังเร็วของตน เหมือนก้อนเมฆ
ที่ถูกลมหอบลอยไปตามลมฉะนั้น แล้วได้กลับมาถึงต้นมะม่วงนี้. บทว่า
อปฺปภวํ มีเนื้อความว่า ข้าพระองค์นั้นไปไม่ถึงต้นไม้ยังขาดอยู่ประมาณ
ช่วงตัว จึงใช้มือจับกิ่งไม้นั้นไว้. บทว่า วีณายตํ ความว่า ข้าพระ-

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 341 (เล่ม 59)

องค์มีร่างกายถูกกิ่งไม้และเครือหวายเหนี่ยวรั้งไว้ เหมือนสายพิณที่ขึง
จนตึงฉะนั้น. บทว่า สมนุกฺกมนฺตา ความว่า เหล่าวานรที่ข้าพระ -
องค์อนุญาตแล้ว ไหว้ข้าพระองค์ขอขมาแล้ว ใช้เท้าไต่ คือเหยียบไป
โดยสวัสดี ไม่มีขาดเลย. บทว่า ตํ มํ น ตปฺปตี พนฺโธ ความว่า
การผูกด้วยเถาวัลย์นั้น ก็ไม่ทำให้ข้าพระองค์เดือดร้อนเลย ถึงบัดนี้
ความตายก็ไม่ทำให้ข้าพระองค์เดือดร้อน. เพราะเหตุไร ? บทว่า สุข-
มาหริตํ เตสํ ความว่า ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุที่ วานรเหล่านั้น
พูดว่า ท่านผู้นี้จักบำบัดทุกข์แม้ที่เกิดขึ้นแก่พวกเราแล้วบำรุงสุขให้ได้
แล้วจึงได้พากันแต่งตั้งให้ข้าพระองค์เป็นใหญ่. ฝ่ายข้าพระองค์ก็พูด
เหมือนกันว่า เราจักบำบัดทุกข์ที่เกิดขึ้นให้สูเจ้าทั้งหลาย แล้วจึงได้
กลายเป็นหัวหน้า คือ พญาของวานรเหล่านั้น. วันนี้ข้าพระองค์ได้
บำบัดมรณทุกข์นั้น แล้วนำความสุขมาให้พวกวานรเหล่านั้นแล้ว ด้วย
เหตุนั้น การผูกมัดไว้จึงไม่เผารนข้าพระองค์ให้เดือดร้อน เพชฌฆาตคือ
มรณะก็จักไม่ยังข้าพระองค์ให้เดือดร้อน. บทว่า เอสา เต อุปมา
ความว่า ข้าแต่มหาราช นี้คือข้ออุปมาการกระทำที่ข้าพระองค์จะได้ถวาย
แก่พระองค์. บทว่า ตํ สุณาหิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ขอพระ-
องค์จงทรงสดับคำตักเตือน ที่ข้าพระองค์กำลังถวายพระองค์โดยทรง
เทียบเคียงกับอุปมานี้. บทว่า รญฺญา รฏฺฐสฺส มีอธิบายว่า ข้าแต่
มหาราช ธรรมดาพระราชาผู้ไม่ทรงบีบคั้นแว่นแคว้นราษฎรเหมือนหีบ
อ้อยเลย ทรงละการลุอำนาจอคติ ผูกใจเขาอยู่ด้วยสังคหวัตถุธรรม ๔

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 342 (เล่ม 59)

อย่าง ทรงดำรงอยู่ในราชธรรม ๑๐ ประการ แล้วทรงสละชีวิตของตน
เหมือนข้าพระองค์ แล้วควรแสวงหา คือเสาะหาความสุขเท่านั้น แก่
แว่นแคว้นทั้งสิ้น ยานพาหนะที่เทียมแล้วมีรถและเกวียนเป็นต้นที่ชื่อว่า
ยวดยานกำลังพล กล่าวคือพลเดินเท้า และแก่นิคม กล่าวคือนิคมและ
ชนบททั่วหน้ากันด้วยพระดำริว่า เราจักมีประโยชน์อะไรสำหรับท่าน
ราษฎรทั้งหลาย ปราศจากความหวาดกลัว หน้าร้อนเปิดประตูได้ ญาติ
และมิตรทั้งหลายห้อมล้อมแล้ว ให้บุตรหลานชื่นใจ ลมเย็นโชยมา
รับประทานอาหารซึ่งเป็นของตนตามชอบใจ ควรเป็นผู้พร้อมพรั่งด้วย
ความสุขกายสบายใจ. บทว่า ขตฺติเยน ปชานตา ความว่า ก็พระ-
ราชานี้ผู้ได้พระนามว่า กษัตริย์ เพราะทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกษตร คือ
เจ้าของที่นา ควรเป็นผู้ทรงปรีชา คือทรงสมบูรณ์ด้วยพระปรีชาญาณ
เกินคนที่เหลือ.
มหาสัตว์เมื่อตักเตือนและพร่ำสอนพระราชาอย่างนี้อยู่ก็ได้ถึงแก่
กรรม. พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์มา. แล้วตรัสว่าเธอทั้งหลายจงทำ
สรีรกิจของขุนกระบี่นี้ให้เหมือนสรีรกิจของพระราชา แม้ในฝ่ายใน อิตฺ-
ถาคารํปิ คือเรือนนางสนม ห้องพระมเหสี ก็ทรงบังคับว่า เธอทั้งหลาย
จงพากันนุ่งห่มผ้าแดง ยายผม มีหัตถ์ถือประทีปด้าม ห้อมล้อมขุน-
กระบี่ไปป่าช้า. อำมาตย์ทั้งหลายตั้งเชิงตะกอนด้วยฟืนเท่าลำเกวียน เผา
ศพมหาสัตว์ ทำนองเดียวกับถวายพระเพลิงพระราชา. แล้วได้ถือกระ-
โหลกศีรษะไปสู่สำนักพระราชา. พระราชาทรงให้สร้างเจดีย์ไว้ที่ป่าช้า

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 343 (เล่ม 59)

ของมหาสัตว์ให้ตามประทีป บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้ว
ทรงให้เลี่ยมกระโหลกศีรษะด้วยทองคำ วางไว้ที่ปลายหลาว ให้สร้างไว้
ข้างหน้าทรงบูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น จึงเสด็จไปเมื่อ
พาราณสี ให้ตั้งไว้ที่ประตูพระราชวัง แล้วทรงให้ตระเตรียมพระนคร
กระทำการบูชาธาตุตลอด ๗ วัน. ต่อมาพระองค์ก็ทรงให้รับเอาธาตุนั้น
มาสร้างเจดีย์ไว้ บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ตลอดพระชนม์-
ชีพ ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธสัตว์ บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น
ครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า. พระราชาในครั้งนั้น ได้
แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ลิงวายร้าย ได้แก่พระเทวทัต บริษัททั้งหลาย
ได้แก่พุทธบริษัท ส่วนขุนกระบี่ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถามหากปิชาดกที่ ๒

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 344 (เล่ม 59)

๓. กุมภการชาดก
ว่าด้วยเหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร
[๑๐๕๗] อาตมภาพได้เห็นต้นไม้มะม่วงที่งอกงาม
ออกผลเขียวไปทั้งต้น ในระหว่างป่ามะม่วง
เมื่อกลับออกมา ได้เห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อย
ยับ เพราะผลของมันเป็นเหตุ ครั้นเห็นแล้ว
อาตมภาพจึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
[๑๐๕๘] หญิงสาวคนหนึ่งสวมกำไลแขนหินหยก
เกลี้ยงกลมคู่หนึ่ง ที่นายช่างผู้ชำนาญเจียรไน
แล้ว ไม่มีเสียงดังแต่เพราะอาศัยกำไลแขน
ทั้ง ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น อาตมภาพได้เห็น
เหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
[๑๐๕๙] นกจำนวนมากพากันบินตามรุมล้อม ตี
จิกนกตัวหนึ่งที่กำลังนำก้อนเนื้อมา เพราะ
อาหารเป็นเหตุ อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว
จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 345 (เล่ม 59)

[๑๐๖๐] อาตมภาพได้เห็นวัว ผู้ตัวหนึ่ง ท่าน
กลางฝูงมีหนอกขึ้นเปลี่ยว ประกอบด้วยสีสวย
และมีกำลังมาก ได้เห็นมันขวิดวัวตัวหนึ่งตาย
เพราะกามเป็นเหตุ ครั้นได้เห็นเหตุนั้นแล้ว
จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
[๑๐๖๑] พระราชาเหล่านี้คือ พระเจ้ากรัณฑกะ
ของชาวกลิงคะ ๑ พระเจ้านัคคชิของชาวคัน-
ธาระ ๑ พระเจ้านิมิราชของชาววิเทหะ ๑
พระเจ้าทุมมุขะของชาวปัญจาละ ๑ ทรงละ
แว่นแคว้นออกผนวช หาความห่วงใยมิได้.
[๑๐๖๒] พระราชาเหล่านี้ แม้ทุกพระองค์ เสมอ
ด้วยเทพเจ้าเสด็จมาพบกันย่อมสง่างามเหมือน
ไฟลุกฉะนั้น ดูก่อนนางผู้มีโชค แม้เราก็
ละกามทั้งหลายทิ้งแล้ว ดำรงอยู่ตามแนวทาง
ของตนเที่ยวไปคนเดียว.
[๑๐๖๓] เวลานี้เท่านั้น เวลาอันนอกจากนี้จะไม่
มีเลย ภายหลังคงไม่มีผู้สอนฉัน ข้าแต่ท่าน

345