พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 326 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกฏฺฐาคารานิ ได้แก่คลังทองคลัง
เงินคลังแก้วมีแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น ทั้งคลังผ้าและคลังข้าว
เปลือก. บทว่า ผีตานิ ความว่า เต็มแล้ว. บทว่า สนฺนิธินฺทานิ
กุพฺพสิ ความว่า บัดนี้ ท่านยังจะทำการสะสมเพียงเกลือ ด้วยคิดว่า
จักใช้พรุ่งนี้ จักใช้วันที่ ๓.
วิเทหดาบส ถูกตำหนิอยู่อย่างนี้ ทนคำตำหนิไม่ได้ กลาย
เป็นปฏิปักษ์ไป เมื่อจะแย้งว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านไม่เห็นโทษของ
ตัวเอง เห็นแต่โทษของผมอย่างเดียว ท่านดำริว่า เราจะประโยชน์อะไร
ด้วยคนอื่นที่ตักเตือนเรา เราจักเตือนตัวเราเอง ทอดทิ้งราชสมบัติออก
บวชแล้ว แต่วันนี้เหตุไฉนท่านจึงตักเตือนผม จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:-
ท่านละทิ้งอยู่คือคันธารรัฐ หนีจากการ
ปกครอง ในราชธานีที่มีทรัพย์พอเพียงแล้ว
บัดนี้ ยังจะปกครองในที่นี้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสาสนิโต ความว่า จากการ
ตักเตือนและการพร่ำสอน. บทว่า อิธ ทานิ ความว่า เหตุไฉน บัดนี้
ท่านจึงตักเตือนในที่นี้ คือในป่าอีก.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ดูก่อนท่าน วิเทหะ เรากล่าวธรรม
ความจริง เราไม่ชอบอธรรมความไม่จริง เมื่อ

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 327 (เล่ม 59)

เรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ บาปก็ไม่เปรอะเปื้อน
เรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่สภาวะความเป็นเอง
คือเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงพรรณนาสรรเสริญ
แล้ว. บทว่า อธมฺโม เม น รุจฺจติ ความว่า ธรรมดาอธรรมไม่ใช่
สภาวะความเป็นเอง เราก็ไม่ชอบใจแต่ไหนแต่ไรมา. บทว่า น
ปาปมุปลิมฺปติ ความว่าเมื่อเรากล่าวสภาวะนั่นเองหรือเหตุนั่นแหละอยู่
ขึ้นชื่อว่าบาปจะไม่ติดอยู่ในใจ. ธรรมดาการให้โอวาทนี้เป็นประเพณี
ของพระพุทธเจ้า พระปักเจกพุทธเจ้าและพระสาวกและโพธิสัตว์ทั้ง
หลาย. ถึงคนพาลจะไม่รับเอาโอวาทที่ท่านเหล่านั้นให้แล้ว แต่ผู้ให้
โอวาทก็ไม่มีบาปเลย. เมื่อจะแสดงอีกจึงกล่าวคาถาว่า :-
ผู้มีปัญญา คนใดมักชี้โทษมักพูดบำราบ
คนควรมองให้เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ ควรคบ
บัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่า เมื่อคบบัณฑิตเช่น
นั้น จะมีแต่ความดีไม่มีความชั่ว คนควรตัก
เตือน ควรพระสอนและควรห้ามเขาจากอสัต-
บุรุษ เพราะและเป็นที่รักของเหล่าสัตบุรุษ
ไม่เป็นที่รักของเหล่าอสัตบุรุษ.

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 328 (เล่ม 59)

วิเทหดาบสฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่
ท่านอาจารย์ บุคคลแม้เมื่อกล่าวถ้อยคำที่อิงประโยชน์ ก็ไม่ควรกล่าว
กระทบเสียดแทงผู้อื่น ท่านกล่าวคำหยาบคายมาก เหมือนโกนผม
ด้วยมีดโกนไม่คม แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
คนอื่นได้รับความแค้นเคือง เพราะคำพูด
อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าคำนั้นจะมีประโยชน์
มาก บัณฑิตก็ไม่ควรพูด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยนเกนจิ ความว่า ด้วยเหตุ แม้
ประกอบด้วยธรรม. บทว่า ลภติ รุปฺปนํ ความว่า ได้รับความกระทบ
กระทั่ง ความแค้นเคืองคือความเดือดดาล. บทว่า นตํ ภาเสยฺย มี
เนื้อความว่า เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรกล่าววาจาที่เป็นเหตุให้
ประทุษร้ายบุคคลอื่นนั้นที่มีประโยชน์มาก คือแม้ที่อิงอาศัยประโยชน์
ตั้งมากมาย.
ลำดันนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาที่ ๕ แก่วิเทหดาบสนั้น
ว่า :-
ผู้ถูกตักเตือน จะแค้นเคืองหรือไม่แค้น
เคืองก็ตามเถิด หรือจะเขี่ยทิ้งเหมือนโปรย
แกลบทิ้งก็ตาม เมื่อเรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่
ขึ้นชื่อว่าบาป ย่อมไม่เปรอะเปื้อนเรา.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 329 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามํ ความว่า. โดยส่วนเดียว. มี
คำอธิบายว่า บุคคลผู้ทำกรรมไม่สมควร เมื่อถูกตักเตือนว่า ท่านทำกรรม
ไม่ควรแล้ว จะโกรธโดยส่วนเดียวก็ตาม หรือไม่โกรธก็ตาม. อีก
อย่างหนึ่งเขาจะเขี่ยทิ้งเหมือนกำแกลบหว่านทิ้งก็ตาม แต่ว่าเมื่อเรากล่าว
คำเป็นธรรมอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาปย่อมไม่มี.
ก็แหละพระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้ดำรงอยู่ในข้อ
ปฏิบัติที่สมควรแก่โอวาทของพระสุคตนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ เราตถาคต
จักไม่ทะนุถนอมเลย เหมือนช่างหม้อทะนุถนอมภาชนะดินเหนียวที่
ยังดิบ ๆ ฉะนั้น เราตถาคตจักบำราบเอาบำราบเอา ผู้ใดหนักแน่นเป็น
สาระ ผู้นั้นก็จักดำรงอยู่ได้ เมื่อจะตักเตือนวิเทหดาบสอีก เพื่อแสดง
ให้เห็นว่า ท่านตักเตือนบำราบแล้ว ตักเตือนบำราบอีก จึงรับบุคคล
ทั้งหลายผู้เช่นกับภาชนะดินที่เผาสุกแล้วไว้ เหมือนช่างหม้อเคาะดูแล้ว
เคาะดูอีก ไม่รับเอาภาชนะดินที่ยังดิบไว้ รับเอาเฉพาะภาชนะดินที่เผา
สุกแล้วเท่านั้นไว้ฉะนั้นดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :-
ถ้าสัตว์เหล่านี้ไม่มีปัญญาของตนเอง หรือ
วินัยที่ศึกษาดีแล้วไซร้ คนจำนวนมากก็จะ
เที่ยวไป เหมือนกระบือตาบอดเที่ยวไปในป่า
ฉะนั้น แต่เพราะเหตุที่ธีรชนบางเหล่า ศึกษาดี

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 330 (เล่ม 59)

แล้วในสำนักอาจารย์ฉะนั้น ธีรชนผู้มีวินัยที่
ได้แนะนำแล้ว จึงมีจิตตั้งมั่นเที่ยวไปอยู่.
คาถานี้มีเนื้อความว่า ดูก่อนสหายวิเทหะ เพราะว่าถ้าหากสัตว์
เหล่านี้ ไม่มีปัญญาหรือไม่มีวินัยคืออาจารบัญญัติ ที่ศึกษาดีแล้วเพราะ
อาศัยเหล่าบัณฑิตผู้ให้โอวาทไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้คนเป็นอันมาก ก็จะ
เป็นเช่นท่านเที่ยวไป เหมือนกระบือตาบอด ไม่รู้ที่ ๆ เป็นที่โคจรหรือ
อโคจร มีสิ่งที่น่ารังเกียจหรือไม่มีสิ่งที่น่ารังเกียจ เที่ยวไปในพงหญ้า
และเถาวัลย์เป็นต้น แต่เพราะเหตุที่สัตว์ บางพวกในโลกนี้ ที่
ปราศจากปัญญาของตนศึกษาดีแล้ว ด้วยอาจารบัญญัติในสำนักอาจารย์
เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามีวินัยที่แนะนำแล้ว เพราะตนเป็นผู้ที่
อาจารย์แนะนำแล้ว ด้วยวินัยที่เหมาะสม คือเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว
ได้แก่เป็นผู้มีจิตเป็นสมาธิเที่ยวไปดังนี้. ด้วยคาถานี้ท่านคันธารดาบส
แสดงคำนี้ไว้ว่า จริงอยู่ คนนี้เป็นคฤหัสถ์ ก็ศึกษาสิกขาที่สมควรแก่
ตระกูลของตน เป็นบรรพชิตก็ศึกษาสิกขาที่สมควรแก่บรรพชิต อธิบาย
ว่า ฝ่ายคฤหัสถ์เป็นผู้ศึกษาดีในกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น ที่
เหมาะสมแก่ตระกูลของตนแล้วเที่ยว ก็จะเป็นผู้มีความเป็นอยู่สมบูรณ์
มีใจมั่นคงเที่ยวไป. ส่วนบรรพชิต เป็นผู้ศึกษาดีในอาจาระมีการก้าวไป
ข้างหน้าและการถอยกลับเป็นต้น และในอธิสีลสิกขา อธิจิตสิกขาและ
อธิปัญญาสิกขาทั้งหลายที่เหมาะสมแก่บรรพชิต ที่น่าเลื่อมใสแล้วก็เป็น

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 331 (เล่ม 59)

ผู้ปราศจากความฟุ้งซ่านมีจิตตั้งมั่นเที่ยวไป. เพราะว่าในโลกนี้ :-
ความเป็นพหูสูต ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑
วาจาที่เป็นสุภาษิต ๑ สามอย่างนี้เป็นมงคลอัน
สูงสุดดังนี้.
วิเทหดาบสได้ฟังคำนั้นแล้ว ไหว้ขอขมาพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่
ท่านอาจารย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอท่านจงตักเตือนจงพร่ำสอนเราเถิด
เรากล่าวกะท่านเพราะความเป็นผู้ไม่มีความยับยั้งใจโดยกำเนิด ขอท่าน
จงให้อภัยแก่เราเถิด. ท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่สมัครสมานกันแล้วได้พากันไปป่า
หิมพานต์อีกนั่นแหละ ณ ที่นั้นพระโพธิสัตว์ได้บอกกสิณบริกรรมแก่
วิเทหดาบส. ท่านสดับแล้วยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น. ทั้ง ๒
ท่านนั้นเป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลก เป็นที่ไปใน
เบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกไว้ว่า วิเทหราชาในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ส่วน
คันธารราชา ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาคันธารชาดกที่ ๑

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 332 (เล่ม 59)

๒. มหากปิชาดก
ว่าด้วยคุณธรรมของหัวหน้า
[๑๐๕๐] ดูก่อนขุนกระบี่ ท่านได้ทอดตัวเป็น
สะพานให้เหล่าวานรข้ามไปโดยสวัสดี ท่าน
เป็นอะไรกับวานรเหล่านั้น และวานรเหล่านั้น
เป็นอะไรกับท่าน ?
[๑๐๕๑] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระ-
องค์เป็นพญาวานรผู้เป็นใหญ่ ปกครองฝูง
วานรเหล่านั้น เมื่อพวกเขาถูกความโศก
ครอบงำ หวาดกลัวพระองค์.
[๑๐๕๒] ข้าพระองค์ได้ทะยานพุ่งตัว ที่มีเครื่องผูก
คือเถาวัลย์ผูกสะเอาไว้แน่น ไปจากต้นไม้ต้น
นั้นชั่วระยะร้อยคันธนูที่ปลดสายแล้ว.
[๑๐๕๓] กลับมาถึงต้นไม้ เหมือนเมฆถูกลม
หอบไปฉะนั้น แต่ข้าพระองค์ไปไม่ถึงต้นไม้
นั้น จึงได้ใช้มือจับกิ่งไม้ไว้.

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 333 (เล่ม 59)

[๑๐๕๔] พวกวานรได้พากันเอาเท้าเหยียบข้าพระ-
องค์นั้น ผู้ถูกกิ่งไม้และเถาวัลย์รั้งไว้ จนตึง
เหมือนสายพิณ แต่ไปโดยสวัสดี.
[๑๐๕๕] การผูกมัดไว้ จึงไม่เผาลนข้าพระองค์ให้
เดือดร้อน ผู้ฆ่าก็จักไม่ให้ข้าพระองค์เดือดร้อน
เพราะข้าพระองค์ได้นำความสุขมาให้เหล่าวานร
ที่ให้ข้าพระองค์ครองความเป็นใหญ่.
[๑๐๕๖] ข้าแต่พระราชาผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระ-
องค์จะยกอุปมาถวายพระองค์ ขอพระองค์จง
ทรงสดับข้ออุปมานั้น ธรรมดากษัตริย์ผู้เป็น
พระราชา ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวง
หาความสุขให้แก่รัฐ ยวดยานพาหนะ กำลัง
พล และนิคมทั่วหน้ากัน.
จบ มหากปิชาดกที่ ๒
อรรถกถามหากปิชาดก ๒
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ญาตัตถจริยา คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระญาติ แล้วจึงตรัสเรื่องนี้

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 334 (เล่ม 59)

มีคำเริ่มต้นว่า อตฺตานํ สงฺกมํ กตฺวา ดังนี้. เรื่องจักมีแจ่มชัด
ในภัททสาลชาดก.
ก็ในกาลครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายตั้งเรื่องสนทนากันขึ้นในธรรม
สภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงบำเพ็ญ
ญาตัตถจริยา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัด
นี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องราวอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบ
ทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะ
ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนตถาคตก็บำเพ็ญญาตัตถจริยาเหมือนกัน
แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดกระบี่ เติบโตแล้วถึงพร้อมด้วยส่วน
ยาวและส่วนกว้างสูงล่ำสัน มีกำลังวังชามาก มีพละกำลังเท่ากับช้าง ๕
เชือก มีฝูงกระบี่ ๘ หมื่นตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ที่ถิ่นดินแดนหิมพานต์
ณ ที่นั้นได้มีต้นอัมพะ คือมะม่วง ที่คนทั้งหลายเรียกว่า ต้นนิโครธ
มีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้าง มีใบดกหนา ร่มเงาหนา สูงเทียมยอดเขา อาศัย
ฝั่งแม่คงคา. ผลของมันหวานหอมคล้ายกับกลิ่นและรสผลไม้ทิพย์ ผล
ใหญ่มาก ประมาณเท่าหม้อใบใหญ่ ๆ. ผลของกิ่ง ๆ หนึ่งของมันหล่นลง
บนบก อีกกิ่งหนึ่งหล่นลงน้ำที่แม่คงคา. ส่วนผลของ ๒ กิ่งหล่นลงที่
ท่ามกลางใกล้ต้น. พระโพธิสัตว์เมื่อพาฝูงกระบี่ไปกินผลไม้ที่ต้นนั้นคิดว่า

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 335 (เล่ม 59)

สักเวลาหนึ่งภัยจักเกิดขึ้นแก่พวกเรา เพราะอาศัยผลไม้ต้นนี้ที่หล่นลง
ในน้ำ แล้วจึงให้ฝูงกระบี่กินผลของกิ่งบนยอดที่ทอดไปเหนือน้ำด้วย
ไม่ให้เหลือแม้แต่ผลเดียว ตั้งแต่เวลาผลเท่าแมลงหวี่ ในเวลาออกช่อ.
แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลสุกผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในรังมดแดง ฝูงวานร
แปดหมื่นตัวมองไม่เห็น หล่นลงไปในน้ำ ติดที่ข่ายด้านบน ของพระ-
เจ้าพาราณสี ผู้ทรงให้ขึงไว้ทั้งด้านบนและด้านล่าง แล้วทรงกีฬาน้ำ.
ในเวลาที่พระราชาทรงเล่นตอนกลางวันแล้วตอนเย็นเสด็จกลับ พวก
ชาวประมงพากันกู้ข่าย เห็นผลไม้สุกผลนั้น แล้วไม่รู้ว่าผลไม้นี้มีชื่อ
โน้น จึงนำไปถวายพระราชาให้ทอดพระเนตร.
พระราชาตรัสถามว่า นี่ผลอะไรกัน ?
ชาวประมง ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า.
พระราชา ใครจักทราบ ?
ชาวประมง พรานไพร พระพุทธเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งให้เรียกพรานไพรมา ตรัสถามแล้ว ก็ทรงทราบ
ว่า เป็นผลมะม่วงสุก แล้วทรงใช้พระแสงกริชเฉือน ให้พรานไพร
รับประทานก่อน ภายหลังก็เสวยด้วยพระองค์เอง. พระราชทานให้พระ-
สนมบ้าง อำมาตย์บ้างรับประทานกัน. รสของผลมะม่วงสุก แผ่ซาบซ่าน
ไปทั่วพระสรีระทั้งสิ้นของพระราชา. พระราชานั้นทรงติดพระทัยใน
ความยินดีชอบใจในรส ได้ตรัสถามพวกพรานไพรถึงที่อยู่ของต้นไม้นั้น

335