พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 176 (เล่ม 59)

เพรียงกัน ผู้ปฏิบัติตรงคือวิสุทธิเทพ แต่
ข้าพเจ้าจะบอกชื่อของข้าพเจ้าแก่ท่าน ข้าพเจ้า
คือท้าวสักกะผู้เป็นจอมทวยเทพชาวไตรทศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมคฺคตานุชฺชุคคาน เทวา ความ
ว่า อุปปัตติเทพทั้งหลาย จะไม่แตะต้องชื่อและโคตรของพระมหาขีณาสพ
ทั้งหลายผู้ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันแล้ว เพราะพิจารณาสังขารทั้งมวลด้วย
อำนาจแห่งกิจตามความเป็นจริงแล้ว บรรลุอรหัตผลที่เป็นผลเลิศ และ
ผู้ชื่อว่าดำเนินไปตรงแล้ว เพราะดำเนินไปสู่พระนิพพานด้วยมรรค
มีองค์ ๘ ที่ตรง ผู้เป็นวิสุทธิเทพยอดเยี่ยมกว่าอุปปัตติเทพทั้งหลาย.
มีบทว่า อหญฺ จ เต นามเธยฺยํ ความว่า ก็แต่ว่าข้าพเจ้าจักบอกชื่อ
ของตนแต่ท่าน.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ได้ทูลถามถึงอานิสงส์ การนมัส-
การภิกษุด้วยคาถาที่ ๓ ว่า :-
ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านผู้อยู่
ข้างหน้าประคองอัญชลีนมัสการ ข้าแต่เทวราช
ข้าพระองค์ขอถามข้อความนี้กะพระองค์ ผู้นั้น
จุติจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้รับความสุขอะไร ?
ท้าวสักกะตรัสตอบด้วยคาถาที่ ๔ ว่า :-

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 177 (เล่ม 59)

ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านอยู่
ข้างหน้า แม้ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ผู้นั้น
จะได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน และจะไป
สวรรค์ เพราะร่างกายแตกดับไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุํ ได้แก่ บุคคลผู้บริสุทธิ์เพราะ
ทำลายกิเลสได้แล้ว. บทว่า จรณูปปนฺนํ ความว่า ผู้เข้าถึงด้วยศีล
และจรณะ. บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ความว่า ไม่ใช่ว่า จุติจากโลกนี้
อย่างเดียวเท่านั้นจึงจะไปสวรรค์ ถึงในอัตภาพนี้ เขาก็ได้รับการสรร-
เสริญ คือประสบความสุขจากการสรรเสริญ.
พระราชา ทรงสดับเทวคาถาเรื่องของท้าวสักกะแล้ว ทำลายการ
เธอถือผิดได้ พอพระราชหฤทัย ได้ตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :-
วันนี้บุญได้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์แล้วหนอ
ที่ข้าพระองค์ได้พบเห็นพระผู้เป็นเจ้า วาสวะ
ข้าแต่ท้าวสักกะข้าพระองค์เห็นพระภิกษุ และ
พระองค์แล้ว จะทำบุญหาน้อยไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขี คือบุญ ได้แก่ มิ่งขวัญ มี
คำอธิบายไว้ว่า วันนี้ปัญญาที่รู้วิบากของกุศลและอกุศล เกิดขึ้นแล้ว
แก่ข้าพระองค์ผู้ฟังพระดำรัสของพระองค์อยู่นั่นแหละ. บทว่า ยํ เป็น

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 178 (เล่ม 59)

เพียงนิบาต. บทว่า ภูตปติมทฺทสํ ความว่า ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้
เป็นเจ้า.
ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงสดุดีบัณฑิต จึงตรัส
คาถาที่ ๖ ว่า:-
ควรคบหาผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต คิดถึง
เหตุการณ์มากมายโดยแน่แท้แล ดูก่อนพระ-
ราชา พระองค์เห็นภิกษุและหม่อมฉันแล้ว จง
ทรงทำบุญหาน้อยไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฐานจินฺติตา ความว่า ผู้สามารถ
คิดถึงเหตุการณ์ได้มากมาย.
พระราชา ทรงสดับเทวดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :-
ผู้ไม่มักโกรธ มีจิตเลื่อมใสเนืองนิตย์
เป็นผู้ควรแก่การขอของแขกทุกคน ข้าแต่
จอมเทพ ข้าพระองค์สะดับสุภาษิตแล้ว จัก
ทำลายมานะ กราบไหว้ท่านผู้นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาติถียาจโยโค ความว่า
บรรดาแขกทั้งหลายคืออาคันตุกะทั้งหลายที่มาแล้วทั้งหมด คนเหล่านั้น

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 179 (เล่ม 59)

ของสิ่งใด ๆ เขาก็เป็นผู้เหมาะคือสมควรแก่สิ่งนั้น ๆ อธิบายว่า ให้อยู่ทุก
สิ่งที่ชนเหล่านั้นขอแล้ว ขอแล้ว. บทว่า สุตฺวาน เทวินฺท สุภาสิตานิ
ความว่า พระราชาทูลว่า ข้าพระองค์ฟังสุภาษิตของพระองค์แล้ว จัก
เป็นคนแบบนี้.
ก็แหละ พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้ ก็เสด็จลงจากปราสาท ทรง
ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนั่งคู้บัลลังก์ที่อากาศ แล้วทรงโอวาทพระราชาว่า
ขอถวายพระพรมหาบพิตร วิชาธรนั้นไม่ใช่สมณะ ต่อแต่นี้ไปขอ
พระองค์จงทรงทราบไว้ว่าโลกไม่ว่างเปล่า ยังมีสมณะพราหมณ์ผู้ทรงศีล
อยู่แล้วทรงอวยทาน ทรงศีล ทรงอุโบสถกรรมเถิด ฝ่ายท้าวสุกกะ
ประทับยืนอยู่ที่อากาศ ด้วยอานุภาพของท้าวสักกะประทานโอวาทแก่
ทวยนครว่า ต่อแต่นี้ไปสูเจ้าทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรง
ให้ตีกลองป่าวประกาศว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้หนีไปแล้ว จงกลับ
มา. จึงท่านทั้ง ๒ คือท้าวสักกะและพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้เสด็จไปยังที่
ของตน. พระราชาทรงตั้งอยู่โนเทวโอวาทของท้าวสักกะนั้น แล้วได้
ทรงทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกไว้ว่า. พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้งนั้นได้ปรินิพพานแล้ว พระราชา
ได้แก่พระอานนท์ ส่วนท้าวสักกะ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาปัพพชิตวิเหฐกชาดกที่ ๖

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 180 (เล่ม 59)

๗. อุปนิสงฆบุปผชาดก
ว่าด้วยคนดีไม่ควรทำชั่ว แม้นิดหน่อย
[๙๔๔] ดูก่อนท่านผู้เป็นกับด้วยเรา ท่านดม
ดอกไม้ที่เกิดในน้ำ คือดอกบัว ที่เขาไม่ได้
ให้นี้ใด การดมนี้นั้นเป็นองค์ หนึ่งของ
การขโมย ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น.
[๙๔๕] เราไม่ลัก เราไม่เด็ดดอกบัว แต่เรายืน
ดมอยู่ไกล ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนหนอ
จึงกล่าวหาว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่น ?
[๙๔๖] ชายคนนี้ใด ขุดเหง้าบัว เด็ดดอกบุณ-
ฑริก ชายคนนี้นั้น ผู้มีการงานเลอะเทอะ
อย่างนี้ เหตุไรจึงไม่มีใครว่า ?
[๙๔๗] ชายผู้มีกรรมบาปดาดดื่นแล้ว เปรอะ
เปื้อนบาป เหมือนผ้าอ้อม ข้าพเจ้าจึงไม่มีคำ
พูดอะไรในเรื่องนั้น และข้าพเจ้าควรเพื่อจะว่า
กล่าวเขาได้.

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 181 (เล่ม 59)

[๙๔๘] สำหรับคนผู้ไม่มีกิเลสดุจเนิน มีปกติ
แสวงหาความสะอาดเป็นนิจ บาปประมาณเท่า
ปลายขนทราย จะปรากฏแก่เขา ประมาณเท่า
กลีบเมฆทีเดียว.
[๙๔๙] ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านรู้จัก
ข้าพเจ้าแน่นอน และท่านอนุเคราะห์ข้าพเจ้า
ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านจงตำหนิอีก
เมื่อท่านเห็นโทษชนิดนี้ของเรา.
[๙๕๐] ข้าพเจ้าไม่ได้อาศัยสิ่งนั้นเลี้ยงชีพเลย ทั้ง
เราไม่ได้เป็นลูกจ้างท่าน ข้าแต่ภิกษุ ตัวท่าน
เอง ควรรู้กรรม ที่เป็นเหตุให้ไปสู่สุคติ.
จบ อุปสิงฆบุปผชาดกที่ ๗
อรรถกถาอุปสิงฆบุปผชาดกที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยเมตํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้น เมื่อออกจากพระวิหารเชตวันไปอาศัย
อยู่ป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ในโกศลรัฐ วันหนึ่ง ลงไปสู่สระบัวเห็นดอกบัว

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 182 (เล่ม 59)

บานงามจึงไปยืนดมดอกไม้อยู่ใต้ลม. ลำดับนั้นเทวดาผู้สิงอยู่ที่ไพรสณฑ์
นั้น จึงให้ท่านสลดใจว่า ข้าแต่ท่านผู้เช่นกับด้วยเรา ท่านชื่อว่าเป็น
ผู้ขโมยกลิ่น ความคิดว่าดังนี้เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นองค์ ๑ ของการขโมย.
เธอเป็นผู้ที่เทวดานั้นให้สลดใจแล้ว จึงมาที่พระเชตวันอีก ถวายบังคม
พระศาสดาแล้วนั่งอยู่ ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุเธออยู่ที่
ไหน. ทูลว่า อยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่อโน้น เทวดาที่ไพรสณฑ์นั้นนั่นเอง
ให้ข้าพระองค์สลดใจอย่างนี้. ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดู
ก่อนภิกษุ ไม่ใช่แต่เธอเท่านั้นที่ดมดอกไม้อยู่ ถูกเทวดาให้สลดใจ แม้
บัณฑิตในกาลก่อนทั้งหลาย เทวดาก็เคยให้สลดใจมาแล้วเหมือนกัน
เป็นผู้ที่ภิกษุนั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ที่หมู่บ้านในแคว้นกาสี
ตำบลหนึ่ง เติบโตแล้วได้เรียนศิลปะในเมืองตักกศิลา ต่อมาได้บวชเป็น
ฤาษี เข้าไปอาศัยสระบัวแห่งหนึ่งอยู่ วันหนึ่งลงไปสระนั้น ได้ยืนดม
ดอกบัวที่บานงดงาม. ครั้งนั้นเทพธิดาตนหนึ่งสถิตอยู่ที่ลำต้นต้นไม้เมื่อ
จะให้ทานสลดใจ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนท่านผู้เช่นกับด้วยเรา ท่านดม
ดอกไม้ที่เกิดในน้ำ ดอกบัวที่เขาไม่ได้ให้นี้ใด

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 183 (เล่ม 59)

การดมนี้นั้นเป็นองค์ ๆ หนึ่ง ของการขโมย
ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกงฺคเมตํ ความว่า นั้นเป็นส่วน
ส่วนหนึ่ง.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:-
เราไม่ลัก เราไม่เด็ดดอกบัว แต่เรายืน
ดมอยู่ไกล ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรหนอ ?
จึงกล่าวหาว่าเราเป็นผู้ขโมยกลิ่น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารา สิงฺฆามิ ความว่า เรายืน
ดมอยู่ไกล ๆ. บทว่า วณฺเณน ได้แก่เหตุ.
ขณะนั้นชายคนหนึ่งขุดเหง้าบัวและเด็ดดอกบุณฑริก ในสระนั้น.
พระโพธิสัตว์เห็นเขาแล้ว เมื่อจะเจรจากับเทพธิดานั้นว่า ท่านกล่าวหา
เราผู้ยืนดมอยู่แต่ไกลว่าเป็นโจร แต่เหตุไร จึงไม่ว่าชายคนนั้น ? จึง
กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:-
ชายคนนี้ใด ขุดเหง้าบัว เด็ดดอกบุณฑ-
ริก ชายคนนี้นั้น ผู้มีการงานเลอะเทอะอย่างนี้
แต่เหตุไรจึงไม่มีใครว่า ?

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 184 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากิณฺณกมฺมนฺโต ได้แก่มีการงาน
หยาบ คือมีการงานทารุณ.
ลำดับนั้นเทวดา เมื่อจะบอกเหตุแห่งการพูด แก่พระโพธิสัตว์
นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ที่ ว่า :-
ชายผู้มีธรรมหยาบดาดดินแล้ว เปรอะ
เปื้อนบาป เหมือนผ้าอ้อม ข้าพเจ้าจึงไม่มีคำ
พูดอะไรในเรื่องนั้น แล้วข้าพเจ้าควรเพื่อจะว่า
กล่าวเขาได้ สำหรับคนผู้ไม่มีกิเลสดุจเนิน มี
ปกติแสวงหาความสะอาดเป็นนิจ บาปประ-
มาณเท่าปลายขนทราย จะปรากฏแก่เขาประ-
มาณเท่ากลีบเมฆทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธาติโจลํว ความว่า คนนี้จะเป็น
ผู้เปื้อนไปด้วยบาปทีเดียว เหมือนกะผ้านุ่งของพี่เลี้ยง ที่เปื้อนน้ำลาย
น้ำมูก มูตรและคูถ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงไม่มีการว่าอะไรในเรื่องนั้น.
บทว่า ตญฺจารหามิ ความว่า แต่สมณะทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักเป็น
ผู้ใคร่ต่อโอวาท ข้าแต่สมณะ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงควรเพื่อจะ
ว่ากล่าวเขาผู้ทำสิ่งที่ไม่สมควรแม้มีประมาณน้อย. บทว่า อนงฺคณสฺส ได้
แก่ ผู้เช่นกับท่านผู้หาโทษมิได้. บทว่า อพฺภามตฺตํว ขายติ ความว่า

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ - หน้าที่ 185 (เล่ม 59)

บาปจะปรากฏเป็นสิ่งมีประมาณเท่าเมฆก้อนใหญ่. บัดนี้ เหตุไฉนท่าน
จึงจะทำโทษและนี้ให้เป็นอัพโภหาริก เป็นเหมือนไม่มีโทษไป.
ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้ถูกเทวดาให้สลดใจ ได้ถึงความสังเวชแล้ว
จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านรู้จักข้าพ-
เจ้าแน่นอน และท่านอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้า
แต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านจงตำหนิอีก เมื่อ
ท่านเห็นโทษชนิดนี้ของเรา.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป พระโพธิสัตว์ร้องเรียกเทวดา
ว่ายักษ์. บทว่า วชฺชาสิ ความว่า ท่านพึงว่ากล่าว. บทว่า ยทา
ปสฺสสิ เอทิสํ ความว่า พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เมื่อใดท่านเห็นโทษ
แบบนี้ของข้าพเจ้า เมื่อนั้นท่านพึงว่ากล่าวอย่างนี้ทีเดียว.
ลำดับนั้นเทพธิดา จึงกล่าวคาถาที่ ๗ แก่พระโพธิสัตว์ว่า:-
ข้าพเจ้าไม่ได้อาศัยสิ่งนั้นเลี้ยงชีพเลย ทั้ง
เราไม่ได้เป็นลูกจ้างท่าน ข้าแต่ภิกษุ ตัวท่าน
เองควรรู้กรรมที่เป็นเหตุให้ไปสุคติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺติกมฺหเส ความว่า เทพธิดา
แสดงว่าข้าพเจ้าไม่เป็นลูกจ้างของท่าน คือไม่เป็นแม้ผู้ทำงานเพื่อสินจ้าง

185