ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 156 (เล่ม 59)

พระศาสดาเมื่อทรงแสดงเนื้อความนั้น ได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถา
ที่ ๒ ว่า :-
งูที่เป็นเพื่อนนั้น เมื่อจะทัดทานเพื่อน
ของตนไว้ จึงแผ่พังพานใหญ่ไปพลาง พ่นพิษ
ไปพลาง ได้มาถึงตัวปู ปูก็ได้หนีบงูไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กกฺกฏกชฺฌปตฺโต ความว่า ถึงที่
ใกล้ปู. บทว่า สขา สขารํ ความว่า ผู้เป็นเพื่อนจะป้องกันเพื่อนของ
ตน. ปาฐะว่า สกขารํ ดังนี้บ้าง. ความหมายก็ว่าสหายของตน. บทว่า
ปริตายมาโน ความว่า เมื่อจะรักษา. บทว่า อคฺคเหสิ ความว่า
ปูเอาก้ามที่ ๒ หนีบคอไว้แน่น ภายหลังให้มันล้าแล้วจึงได้ทำให้หย่อน
ลงหน่อยหนึ่ง คือลาก้ามลง.
ลำดับนั้น งูคิดว่า ธรรมดาปูจะไม่กินเนื้อกาเลยและไม่กินเนื้องู
ด้วย เพราะเหตุอะไรหนอ ปูตัวนี้จึงหนีบพวกเราไว้ เมื่อจะถามปูนั้น
จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ไว้ว่า :-
ปูไม่ต้องการกินกา ไม่ต้องการกินพระ-
ยางู แต่หนีบไว้ เจ้าปูตาโปนเอ๋ย ข้าขอถาม
เจ้า เหตุไร แกจึงหนีบข้าทั้ง ๒ ไว้ ?

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 157 (เล่ม 59)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆาสตฺถิโก ความว่า เป็นผู้ต้อง
การอาหาร. บทว่า อาเทยฺย ความว่า หนีบไว้ อธิบายว่า หนีบไว้
ประกอบด้วยโภชนะก็หาไม่.
ปูได้ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะบอกถึงเหตุที่หนีบไว้ จึงได้กล่าวคาถา
๒ คาถาว่า :-
ชายคนนี้ที่จับข้านำไปที่น้ำ เป็นผู้หวัง
ความเจริญแก่ข้า. เมื่อเขาตาย ข้าจะมีความ
ทุกข์หาน้อยไม่ เราทั้ง ๒ คือข้าแลคน ๆ นั้น
จะไม่มี. อนึ่ง คนทุกคนเห็นข้า ผู้มีร่างกาย
เติบโตแล้ว ต้องการเบียดเบียน คือกินเนื้อ
ที่ทั้งอร่อย ทั้งอวบ ทั้งนุ่ม ฝ่ายกาเห็นฉันแล้ว
คงจะเบียดเบียน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยํ บ่งถึงพระโพธิสัตว์. บทว่า
อตฺถกาโม หมายความว่า มุ่งประโยชน์เกื้อกูล. ด้วยบทว่า อุทกาย
เนติ ปูแสดงว่า ผู้ใดรักฉัน เอาผ้าห่มห่อฉันไปที่น้ำ คือให้ฉันถึงที่
อยู่ของตน. บทว่า ตสฺมึ มเต ความว่า ถ้าหากเขาจะตายในที่นี้ไซร้
เมื่อคน ๆ นี้ตายแล้ว ฉันจักมีทุกข์กายแจะทุกข์ใจมากมาย. บทว่า อุโภ
น โหม ความว่า เราทั้ง ๒ คน ก็จักไม่มี. คาถาว่า มมญจ ทิสฺวาน

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 158 (เล่ม 59)

มีเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า ข้อนี้ก็เป็นเหตุแม้ข้ออื่นก็เป็นเหตุ คือเมื่อคน ๆ
นี้ตายแล้ว คนทุกคนเห็นฉันเข้าผู้หมดที่พึ่ง ไม่มีปัจจัย แต่มีร่างกาย
เติบโตแล้ว คงจะต้องการฆ่าเราโดยเห็นว่า เนื้อของปูตัวนี้ทั้งอร่อยทั้ง
หนาทั้งนิ่ม ไม่ใช่แต่คนอย่างเดียวเท่านั้นจักต้องการ แม้กาทั้งหลายที่
เป็นสัตว์เดียรัจฉาน เห็นฉันเข้าก็คงจะเบียดเบียน คือคงจะฆ่าให้ตาย.
งูได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า เราจักลวงปูตัวนี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง
แล้วให้ปล่อยทั้งกาทั้งตนเองไป. ลำดับนั้น งูเมื่อจะลวงปูนั้น จึงกล่าว
คาถาที่ ๖ ว่า :-
ถ้าหากข้าทั้ง ๒ ถูกหนีบเพราะเหตุแห่ง
ชายคนนั้นไซร้ ข้าจะดูดพิษกลับ ชายคนนี้
ลุกขึ้นได้ แกจงปล่อยทั้งข้าทั้งกาโดยเร็ว ก่อน
ที่พิษร้ายแรงจะเข้าไปสู่ ชายคนนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ตสฺส เหตุ ความว่า ถ้า
หากว่า เพราะเหตุแห่งชายคนนี้ไซร้. บทว่า อุฏฺฐาตุ ความว่า จง
เป็นผู้ปราศจากพิษ. บทว่า วิสมาวมามิ ความว่า ข้าจะถอนพิษของ
ชายคนนั้นออก จะทำให้เขาเป็นผู้ไม่มีพิษอีก. บทว่า ปุเร วิสํ คาฬฺ-
หมุเปติ มจฺจํ ความว่า เพราะว่าพิษที่ข้ายังไม่ดูดกลับจะเป็นพิษที่มี
กำลังร้ายแรง พึงเข้าไปสู่ชายคนนี้ ตราบใดพิษนั้นยังไม่เข้าไป ตราบ

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 159 (เล่ม 59)

นั้นนั่นแหละ แกจงปล่อยข้าทั้ง ๒ คนไป.
ปูได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า งูตัวนี้ต้องการจะใช้อุบายอย่างหนึ่ง
ให้เราปล่อยทั้ง ๒ ตัวแล้วหนีไป มันไม่รู้ความฉลาดในอุบายของเรา.
บัดนี้เราจะทำก้ามของเราให้หย่อน คือลาก้ามลง พอให้งูจะสามารถเลื้อย
ไปได้ แต่เราจักไม่ปล่อยกาเลย ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถา
ที่ ๗ ว่า :-
ข้าจะปล่อยงู แต่ยังไม่ปล่อยกาก่อน
เพราะกาจะเป็นตัวประกันไว้ก่อน ต่อเมื่อเห็น
ชายคนนี้ มีความสุขสบายปลอดภัยแล้ว ข้า
จึงจะปล่อยกาไปเหมือนปล่อยงู ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิพทฺธโก ได้แก่ เป็นตัวประกัน.
บทว่า ยเถว สปฺปํ ความว่า ข้าจะปล่อยงูตัวเจริญฉันใด แม้กาข้า
ก็จะปล่อยฉันนั้น แกจงดูดพิษออกจากร่างกายของพราหมณ์คนนี้อย่าง
นี้โดยเร็ว.
ก็แหละ ปูครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ได้ลาก้ามลงเพื่อให้งูนั้น
เลื้อยไปสะดวก. งูดูดพิษออกแล้ว ได้ทำร่างกายของพระมหาสัตว์ให้
หมดพิษ พระมหาสัตว์นั้นมีทุกข์ จึงลุกขึ้นยืนด้วยรูปพรรณปกตินั่น
เอง. ปูคิดว่า ถ้าหากสัตว์ทั้ง ๒ ตัวนี้จักปลอดภัยไซร้ ขึ้นชื่อว่า ความ

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 160 (เล่ม 59)

เจริญ ก็จักไม่มีแก่สหายของเรา เราจักให้มันพินาศไป ดังนี้แล้วได้เอา
ก้ามหนีบศีรษะของสัตว์ทั้ง ๒ ตัว เหมือนเอาไม้เท้ากดกลีบบัว แล้วให้
ถึงความสิ้นชีวิต. ฝ่ายกาตัวเมียก็ได้หนีไปจากที่นั้น. พระโพธิสัตว์
เอาร่างงูพันที่ท่อนไม้แล้วโยนไปหลังพุ่มไม้ ปล่อยปูสีทองที่หนองน้ำ
แล้ว ไปบ้านหลินทิยะนั่นเอง. จำเดิมแต่นั้นมา ความคุ้นเคยระหว่าง
พระโพธิสัตว์นั้นกับปูได้มียิ่งกว่าแต่ก่อน.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ
สัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. จึงได้ตรัสคาถาสุดท้ายไว้ว่า :-
กาในครั้งนั้น ได้แต่พระเทวทัตในบัดนี้
ส่วนงูเห่าหม้อ ได้แก่ช้างนาฬาคิรี ปูได้แก่
พระอานนท์ผู้เจริญ เราตถาคตผู้เป็นศาสดา
ได้แก่พราหมณ์ ในครั้งนั้น.
ในเวลาจบสัจธรรม คนได้เป็นพระโสดาบันมากมาย. ส่วนกา
ตัวเมียไม่ได้ตรัสไว้ในพระคาถา. มันก็ได้แก่นางจิญจมานวิกา.
จบ อรรถกถาสุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๔

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 161 (เล่ม 59)

๕. มัยหกสกุณชาดก
ว่าด้วยการใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์
[๙๓๑] นกชื่อมัยหกะ นกเขา บินไปที่ไหล่เขา
และซอกเขา เกาะต้นเลียบที่มีผลสุก ร้องว่า
ของกู ๆ.
[๙๓๒] เมื่อมันร้องอยู่อย่างนี้ ฝูงนกที่นั้นมารวม
กัน พากันกินผลเลียบแล้วบินหนี มันก็ยังร้อง
อยู่นั่นเอง ฉันใด.
[๙๓๓] บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือน
กัน รวบรวมทรัพย์ไว้มากมาย ตนเองก็ไม่ได้
ใช้สอยเลย ไม่มอบส่วนแบ่งแก่ญาติทั้งหลาย
ด้วย.
[๙๓๔] เขาไม่ได้ใช้สอยผ้านุ่ง ผ้าห่ม ไม่รับ-
ประทานภัตตาหาร ไม่ทัดทรงดอกไม้ ไม่ลูบไล้
เครื่องลูบไล้ ไม่ใช้อะไรสักครั้งเดียว และ
ไม่สงเคราะห์ญาติทั้งหลาย.

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 162 (เล่ม 59)

[๙๓๕] เมื่อบ่นเพ้ออยู่อย่างนี้ว่า ของกู ๆ หวง-
แหนไว้ภายหลังพระราชาบ้าง โจรบ้าง ทายาท
ผู้ไม่เป็นที่รักบ้าง เอาทรัพย์ไป คนนั้นก็จะบ่น
เพ้ออยู่นั่นแหละ.
[๙๓๖] ส่วนผู้มีปรีชาใช้เองด้วย สงเคราะห์ญาติ
ทั้งหลายด้วย เขาจะได้รับเกียรติ เพราะการ
สงเคราะห์นั้น ละโลกนี้ไปแล้ว ก็จะบรรเทิง
ในสวรรค์.
จบ มัยหกสกุณชาดกที่ ๕
อรรถกถามัยหกสกุณชาดกที่ ๕
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ
อาคันตุกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สถุโณ มยฺหโห นาม
ดังนี้.
ความพิสดารว่า ที่นครสาวัตถี ได้มีเศรษฐีชื่ออาคันตุกะ เป็นคน
มั่งคั่งมีทรัพย์มาก. แต่เขาไม่ใช้สอยโภคทรัพย์ด้วยตนเองเลย และไม่ได้
ให้แก่คนอื่น. เมื่อเขานำโภชนะที่ประณีตมีรสอร่อยต่าง ๆ มาให้ เขาจะ
ไม่รับประทานโภชนะนั้น รับประทานแต่ปลายข้าว มีกับ คือน้ำผักดอง
๒ อย่างเท่านั้น. เมื่อเขานำผ้าจากแคว้นกาสีที่เขารีดแล้ว อบแล้วมาให้

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 163 (เล่ม 59)

ก็ให้เขานำออกไป นุ่งห่มแต่ผ้าเนื้อหยาบแข็งกระด้าง เมื่อเขานำรถที่
ตระการไปด้วยแก้วแกมทอง เทียมด้วยม้ามาให้ ก็ให้นำรถนั้นออกไป
ไปด้วยรถเล็กที่ทำด้วยไม้ธรรมดา เมื่อเขากั้นฉัตรทองให้ ก็ให้เขานำ
ฉัตรนั้นออกไป กั้นด้วยฉัตรที่ทำด้วยใบไม้. ตลอดชีวิตเขาไม่ทำบุญ
แม้แต่อย่างเดียว ในจำนวนบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ถึงแก่กรรมแล้ว
จึงเกิดในโรรุวนรก. พระราชาทรงให้ขนสมบัติที่ไม่มีบุตรรับมรดกของ
เศรษฐีนั้น เข้าไปในราชตระกูล เป็นเวลา ๗ วัน. เมื่อให้ขนสมบัติ
นั้นเสร็จแล้ว พระราชาทรงเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ได้เสด็จไป
พระวิหารเชตวัน ทรงไหว้พระศาสดา แล้วประทับนั่ง เมื่อพระศาสดา
ตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงทำพุทธอุปฐากหรือ ?
จึงทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เศรษฐีชื่อว่า อาคันตุกะ
ในนครสาวัตถีถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อให้คนขนทรัพย์ ไม่มีเจ้าของของ
เศรษฐีนั้น มาที่พระราชวังอยู่นั่นเอง วันเวลาได้ผ่านไปถึง ๗ วัน.
ก็เศรษฐีนั้นแม้ได้ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ ก็ไม่ได้ใช้สอยด้วยตนเอง
เลย และไม่ได้ให้คนอื่นด้วย ทรัพย์ของเขาจึงได้เป็นเสมือนสระโบก.
ขรณีที่ผีเสื้อหวงแหนไว้ วันเดียวเขาก็ไม่ได้เสวยรสโภชนะอันประณีต
ตนเข้าไปสู่ปากมัจจุราชเสียแล้ว คนผู้ไม่มีบุญมีความตระหนี่อย่างนี้
ทำกรรมอะไรไว้จึงได้รับทรัพย์ประมาณเท่านี้ และด้วยเหตุอะไรจิตของ
เขาจึงไม่ยินดีในโภคทรัพย์ในการใช้สอย ? พระศาสดาตรัสว่า ขอ
ถวายพระพรมหาบพิตร เศรษฐีคนนั้นนั่นเอง ทำเหตุที่ให้ได้ทรัพย์ ๑

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 164 (เล่ม 59)

ภาวะที่ได้ทรัพย์มาแล้วไม่ใช้สอย ๑ ดังนี้แล้ว เป็นผู้อันพระราชาทูล
ขอแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี ได้มีเศรษฐีเมืองพาราณสี ไม่มีศรัทธามีความตระหนี่
ไม่ให้อะไรแก่ใคร ไม่สงเคราะห์ใคร วันหนึ่ง เขากำลังเดินไปเฝ้า
พระราชา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ตครสิขี กำลัง
เดินไปบิณฑบาต ไหว้แล้ว ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์
ได้ภิกษาแล้วหรือ ? เมื่อพระองค์ตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐี อาตมภาพ
กำลังเดินไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่หรือ ? จึงสั่งบังคับชายคนหนึ่งว่า ไปเถิด
เจ้าจงนำพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ไปบ้านพวกเรา ให้ท่านประทับนั่งบนแท่น
เรา แล้วให้บรรจุภัตตาหารที่เขาเตรียมไว้สำหรับพวกเราให้เต็มบาตร
แล้วถวายไป. เขานำพระปัจเจกพุทธเจ้าไปเรือน แล้วให้ประทับนั่ง
บอกให้ภรรยาเศรษฐีทราบ ให้บรรจุภัตตาหารที่มีรสเลิศนานาชนิดให้.
เต็มบาตร แล้วได้ถวายพระองค์ไป. พระองค์ทรงรับภัตตาหารแล้ว ได้
เสด็จออกจากนิเวศน์ของท่านเศรษฐี แล้วเสด็จดำเนินไปในระหว่าง
ถนน. เศรษฐีกลับจากพระราชวังแล้ว เห็นพระองค์ไหว้แล้ว ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ได้รับภัตตาหารแล้วหรือ ? ได้แล้ว
ท่านมหาเศรษฐี พระองค์ตรัสตอบ. เศรษฐีนั้นแลดูบาตรแล้วไม่อาจ
ให้จิตเลื่อมใสได้ คิดว่า ภัตตาหารของเรานี้ ทาสหรือกรรมกรทั้งหลาย
กินแล้วคงทำงานแม้ที่ทำได้ยาก น่าเสียดายหนอ ! เราได้มีความเสื่อมเสีย

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 165 (เล่ม 59)

เสียทรัพย์สินแล้ว ดังนี้ ไม่สามารถทำอปรเจตนาให้บริบูรณ์ได้.
ธรรมดาทาน เมื่อบุคคลสามารถทำเจตนาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์เท่านั้น
จึงจะมีผลมาก. ก่อนแต่ให้ทาน เราทั้งหลายจงเป็นผู้ใจดี แม้เมื่อให้
ก็จงเป็นผู้เต็มใจจริง ๆ ครั้นให้แล้วก็ไม่สอดแคล้วอาลัยภายหลังเลย
เพราะฉะนั้นแล คนหนุ่มคนสาวของเราทั้งหลาย จะไม่ตายคือไม่เสื่อม
จากสมบัติ. คนก่อนแต่ให้ก็มีใจดี เมื่อกำลังให้ก็ให้จิตใจเลื่อมใส ครั้น
ให้แล้วก็ดีใจ นี่เป็นความถึงพร้อมแห่งบุญ.
ขอถวายพระพรมหาบพิตร อาคันตุกเศรษฐีได้รับทรัพย์มาก
เพราะปัจจัยที่ได้ถวายแก่พระตครสิขีปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่อาจใช้สอย
โภคทรัพย์ได้ เพราะไม่สามารถทำอปรเจตนา คือเจตนาดวงหลัง ให้
ประณีตได้ ด้วยประการดังนี้แล.
พระราชาทูลถามว่า ก็เหตุไฉนเขาจึงไม่ได้บุตรพระพุทธเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสตอบว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร แม้เหตุแห่งการ
ไม่ได้บุตร เศรษฐีนั้นก็ทำไว้เหมือนกัน ถูกพระราชาทูลอ้อนวอนแล้ว
จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตตรองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐีผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ เติบ
ใหญ่แล้ว มารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว เมื่อตรวจตราดูสมบัติแล้ว จะมัด
จิตใจน้องชายไว้ จึงให้สร้างโรงทานไว้ที่ประตูเรือน ให้มหาทานไป

165