ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 267 (เล่ม 54)

กามบรรลุอจลบท บทที่ไม่หวั่นไหวแล้ว ก็ไม่มีใครจะรู้
ได้ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง
มีสติปัฏฐานเป็นทางดำเนินเถิด เธอทั้งหลายอบรม
โพชฌงค์ ๗ ประการแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ทราบว่า พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีได้ตรัสคาถาเหล่านี้ ด้วยประ
การฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา
๗. คุตตาเถรีคาถา
[๔๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทานโอวาทโปรดข้าพเจ้าว่า
ดูก่อนคุตตา การละบุตร สมบัติและของรักออก
บวช เพื่อประโยชน์แก่นิพพานอันใด เธอจงพอกพูน
นิพพานอันนั้นเนือง ๆ เถิด เธออย่าตกอยู่ในอำนาจ
จิตนะ สัตว์ทั้งหลาย ผู้ไม่รู้แจ้ง ถูกจิตลวงแล้ว พา
กันท่องเที่ยวไปสู่ชาติสงสารนี้ใช่น้อย ก็ไม่รู้.
ดูก่อนภิกษุณี เธอจงละขาดสังโยชน์อันเป็น
ส่วนเบื้องต่ำเหล่านี้ คือ กามฉันทะ พยาบาท สักกาย-
ทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส และวิจิกิจฉา เป็นที่ครบ ๕
เธออย่า สีลัพพตมาสู่กามอีกนะ เธอจงละเว้นราคะ มานะ
อวิชชา อุทธัจจะ และตัดสังโยชน์ทั้งหลายเสียแล้ว ก็
จักทำที่สุดทุกข์ได้ เธอทำชาติสงสารให้สิ้นไปแล้ว
กำหนดรู้ภพใหม่ หมดความทะยานอยาก จักเป็นผู้สงบ
ระงับ เที่ยวไปในปัจจุบัน.
จบคุตตาเถรีคาถา

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 268 (เล่ม 54)

๗. อรรถกถาคุตตาเถรีคาถา
คาถาว่า คุตฺเต ยทตฺถํ ปพฺพชฺชา ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของ
พระคุตตาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สะสมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ รวบรวมธรรมเครื่อง
ปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ มีกุศลมูลแก่กล้าแล้ว ท่องเที่ยวไปในสุคติเท่านั้น
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล กรุงสาวัตถีนี้ นาง
ได้มีชื่อว่า คุตตา. คุตตานั้น รู้เดียงสาแล้ว ถูกอุปนิสัยสมบัติคอยตักเตือนอยู่
เกลียดการอยู่ครองเรือน ขออนุญาตบิดามารดาแล้ว ก็บวชในสำนักของพระ-
มหาปชาบดีโคตมี ครั้นบวชแล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา ประกอบภาวนาอยู่เนือง ๆ
จิตของนางก็พล่านไปในอารมณ์ภายนอก เพราะเก็บสะสมมาช้านาน หามี
อารมณ์เดียวเป็นสมาธิไม่ พระศาสดาทรงเห็น เมื่อจะทรงอนุเคราะห์พระเถรี
ทรงแผ่รัศมีไป เหมือนประทับนั่งในพระคันธกุฎี ทรงแสดงพระองค์คล้าย
ประทับนั่งบนอากาศใกล้กับนางคุตตานั้น เมื่อทรงโอวาทได้ตรัสคาถาเหล่านั้นว่า
ดูก่อนคุตตา การละบุตรสมบัติและของรักออก
บวชเพื่อประโยชน์แก่นิพพานอันใด เธอจงพอกพูน
นิพพานอันนั้นเนือง ๆ เถิด เธออย่าตกอยู่ในอำนาจ
จิตนะ สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง ถูกจิตลวงแล้ว ยินดี
ในวิสัยคืออารมณ์ของมาร พากันท่องเที่ยวไปสู่ชาติ
สงสารมิใช่น้อย ก็ไม่รู้ ดูก่อนภิกษุณี เธอจงละขาด
สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำเหล่านี้ คือ กามฉันทะ

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 269 (เล่ม 54)

พยาบาท สักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส และวิจิกิจฉา
เป็นที่ครบ ๕ เธออย่ากลับมาสู่กามภพอีกนะ เธอจงละ
เว้นราคะ มานะ อวิชชา อุทธัจจะ และตัดสังโยชน์ทั้ง
หลาย ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เธอทำชาติสงสาร
ให้สิ้นไปแล้ว กำหนดรู้ภพใหม่ หมดความทะยาน
อยาก จักเป็นผู้สงบระงับ เที่ยวไปในปัจจุบัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทตฺถํ ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การ
ดับสนิทแห่งกิเลส และการดับสนิทแห่งขันธ์อันใด. บทว่า หิตฺวา ปุตฺตํ
วสุํ ปิยํ ได้แก่ การละเครือญาติและกองแห่งโภคะอันพึงรัก ปรารถนาการ
บวชในศาสนาของเรา คือ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์. บทว่า ตเมว
อนุพฺรูเหหิ ได้แก่ เธอพึงเจริญ คือพึงให้นิพพานนั้นถึงพร้อม. บทว่า
มา จิตฺตสฺส วสํ คมิ ได้แก่ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจของจิตที่โกง ซึ่ง
เติบโตด้วยอารมณ์มีรูปเป็นต้นมานาน.
ก็เพราะเหตุที่ปุถุชนคนบอด ถูกจิตใดหลอกลวงแล้ว ชื่อว่า จิต
นั้นเปรียบด้วยมายากล สัตว์เหล่านั้น ตกอยู่ในอำนาจของมารย่อมล่วงสงสาร
ไปหาได้ไม่ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสคำว่า จิตฺเตน วญฺจิตา ดังนี้ เป็นต้น.
บทว่า สํโยชนานิ เอตฺนิ ความว่า ชื่อว่า สังโยชน์ เพราะอรรถว่า
เป็นเครื่องผูก ๕ อย่าง ตามที่กล่าวแล้ว โดยนัยมี กามฉันทะ พยาบาท
เป็นต้น เหล่านั้น. บทว่า ปชหิตฺวาน ได้แก่ ตัดขาดแล้วด้วยอนาคามิมรรค.
บทว่า ภิกฺขุนี เป็นคำเรียกภิกษุณีนั้น. บทว่า โอรมฺภาคมนียานิ ได้แก่
เกื้อกูลอุปการะแก่ความเป็นอยู่ของมนุษย์ในกามธาตุ อันเป็นส่วนเบื้องต่ำกว่า
รูปธาตุและอรูปธาตุ เพราะเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในกามธาตุนั้น. ม อักษร
ทำการเชื่อมบท บาลีว่า โอรมาคมนียานี ก็มีความอย่างนั้นเหมือนกัน.

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 270 (เล่ม 54)

บทว่า นยิทํ ปุนเรหิสิ ความว่า เธอจักไม่มาสู่กามภพซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งกาม
นี้อีกด้วยอำนาจปฏิสนธิ เพราะละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำได้. ร อักษรทำ
การเชื่อมบท. บาลีว่า อิตฺถํ ก็มี มีความว่า ความเป็นอย่างนี้ คือ กามภพ.
บทว่า ราคํ ได้แก่ รูปราคะและอรูปราคะ. บทว่า มานํ ได้แก่
มานะจะพึงฆ่าด้วยอรหัตมรรค แม้ในบทว่า อวิชฺชญฺจ อุทฺธจฺจญฺจ นี้
ก็มีนัยเหมือนกัน. บทว่า วิวชฺชิย ได้แก่ ข่มไว้ได้ด้วยวิปัสสนา.
บทว่า สํโยชนานิ เฉตฺวาน ได้แก่ ตัดซึ่งสังโยชน์ทั้งหลายส่วน
เบื้องสูง ๕ อย่างมีรูปราคะเป็นต้นเหล่านั้น ได้เด็ดขาดแล้ว. บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ
กริสฺสสิ ความว่า เธอจักบรรลุที่สุดแห่งวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้น.
บทว่า เขเปตฺวา ชาติสํสารํ ได้แก่ ทำความเป็นไปแห่งสงสาร
มีชาติเป็นมูล ให้สิ้นไปแล้ว. บทว่า นิจฺฉาตา ได้แก่ หมดตัณหา. บทว่า
อุปสนฺตา ได้แก่ เข้าไปสงบระงับ ด้วยความเข้าไปสงบกิเลสทั้งหลายโดย
ประการทั้งปวง. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
เมื่อพระศาสดาทรงภาษิตคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้ว พอจบคาถาพระเถรี
ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ได้กล่าวคาถาเหล่านั้น โดยทำนองที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงภาษิตไว้ เป็นอุทานนั่นแล ด้วยเหตุนั้นแล คาถาเหล่า
นั้น จึงชื่อว่าเถรีคาถา.
จบอรรถกถาคุตตาเถรีคาถา

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 271 (เล่ม 54)

๘. วิชยาเถรีคาถา
[๔๕๘] พระวิชยาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้ายังทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้
ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ ไปข้างนอก ๔-๕ ครั้ง
ข้าพเจ้าก็เข้าไปหาพระเขมาเถรีไต่ถามโดยเคารพ.
ท่านได้แสดงธรรม คือ ธาตุ อายตนะ อริย-
สัจ ๔ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อัฏฐังคิกมรรคโปรด
ข้าพเจ้า เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด.
ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว กระทำตามคำสั่ง
สอน ในปฐมยามแห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณ
ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด
ในปัจฉิมยามแห่งราตรีก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลาย
กองแห่งความมืดได้.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีปีติและสุขแผ่ไปทั่วกาย ใน
ราตรีที่ครบ ๗ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืดแล้วจึง
เหยียดเท้าออกได้.
จบวิชยาเถรีคาถา

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 272 (เล่ม 54)

๘. อรรถกถาวิชยาเถรีคาถา
คาถาว่า จตุกฺขตฺตุํ ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระวิชยาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สะสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ผู้มีกุศลมูลอันพอกพูน
มาโดยลำดับ เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในพุทธุปบาทกาลนี้
ก็ได้บังเกิดในเรือนของครอบครัวหนึ่งในกรุงราชคฤห์ รู้เดียงสาแล้วก็เป็นสหาย
ของพระเขมาเถรีครั้งเป็นคฤหัสถ์. ได้ฟังมาว่าพระนางเขมานั้นทรงผนวชแล้ว
ก็คิดว่า พระมเหสีแม้นั้นยังทรงผนวชจะป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า ก็อยากจะ
บวชบ้าง จึงเข้าไปหาพระเขมาเถรี พระเถรีทราบอัธยาศัยของนางแล้ว ก็
แสดงธรรมโดยวิธีที่นางจะมีใจสังเวชในสงสาร จักเลื่อมใสยิ่งขึ้นในพระศาสนา
นางฟังธรรมนั้นแล้วเกิดสังเวช และได้ศรัทธาแล้วก็ขอบวช. พระเถรีให้นาง
ได้บวชแล้ว นางครั้นบวชแล้ว ทำกิจเบื้องต้นเสร็จก็เริ่มวิปัสสนา ไม่นาน
นักก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุสัมปทา
ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้ายังทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้
ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ ไปข้างนอก ๔-๕ ครั้ง
ข้าพเจ้าก็เข้าไปหาพระเขมาภิกษุณีไต่ถามโดยเคารพ
ท่านได้แสดงธรรมคือ ธาตุ อายตนะ อริยสัจ ๔
อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และอัฏฐังคิกมรรค โปรด
ข้าพเจ้า เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด ข้าพเจ้าฟัง
คำของท่านแล้ว กระทำตามคำพร่ำสอน ในปฐมยาม

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 273 (เล่ม 54)

แห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณ ในมัชฌิมยาม
แห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุให้หมดจด ในปัจฉิมยาม
แห่งราตรี ก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลายกองแห่งความ
มืดได้ ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีปีติและสุขแผ่ไปทั่วกายอยู่
ในราตรีที่ครบ ๗ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืด
แล้ว จึงเหยียดเท้าออกได้.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ พระเถรีกล่าวหมายถึงพระ
เขมาเถรี. บทว่า โพชฺฌงฺคฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ได้แก่โพชฌงค์ ๗ และอริย-
มรรคมีองค์ ๘. บทว่า อุตฺตมตฺถสฺส ปตฺติยา ได้แก่ เพื่อบรรลุพระอรหัต
หรือนิพพานเท่านั้น.
บทว่า ปีติสุเขน ได้แก่ ด้วยปีติและสุข เนื่องด้วยผลสมาบัติ.
บทว่า กายํ ได้แก่ นามกายที่ประกอบกัน และรูปกายที่ไปตามนามกายนั้น.
บทว่า ผริตฺวา ได้แก่ ถูกต้องหรือซึมซาบไป. บทว่า สตฺตมิยา ปาเท
ปสาเรสึ ความว่า นับจากวันเริ่มวิปัสสนาไปในราตรีที่ ๗ ข้าพเจ้าจึงคลาย
การนั่งขัดสมาธิเหยียดเท้าได้. ถามว่าทำลายกองแห่งความมืดได้อย่างไร. ตอบ
ว่า ทำลายกองโมหะที่ยังไม่เคยทำลายด้วยดาบคืออรหัตมรรคญาณ. คำที่เหลือ
มีนัยดังที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาวิชยาเถรีคาถา
จบ อรรถกถาฉักกนิบาต

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 274 (เล่ม 54)

สัตตกนิบาต
๑. อุตตราเถรีคาถา
[๔๕๙] พระปฏาจาราเถรี ให้โอวาทว่า
มาณพทั้งหลายพากันถือสากตำข้าว ได้ทรัพย์มา
เลี้ยงบุตรภรรยาท่านทั้งหลายจงพากเพียรในคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า ที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง
ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง
จงเข้าไปตั้งจิตให้มีอารมณ์เดียว ตั้งมั่นด้วยดีแล้ว
พิจารณาสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของแปรปรวน
และโดยความเป็นของไม่ใช่ตน.
ข้าพเจ้าฟังคำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรีนั้น
แล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ในปฐมยาม
แห่งราตรี ข้าพเจ้าก็ระลึกชาติก่อนได้ ในมัชฌิมยาน
แห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด ในปัจฉิมยาม
แห่งราตรี ก็ทำลายกองแห่งความมืด [อวิชชา] ได้
ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ จึงลุกขึ้นจากอาสนะในภายหลัง
ข้าพเจ้าทำตามคำพร่ำสอนของแม่ท่านแล้ว ข้าพเจ้ามี
วิชชา ๓ ไม่มีอาสวะห้อมล้อมแม่ท่านอยู่ ดุจทวยเทพ
ชั้นดาวดึงส์ พากันห้อมล้อมท่าวสักกะผู้ชนะสงคราม
ฉะนั้น.
จบ อุตตราเถรีคาถา

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 275 (เล่ม 54)

อรรถกถสัตตกนิบาต
๑. อรรถกถาอุตตราเถรีคาถา
ในสัตตกนิบาต คาถาว่า มุสลานิ คเหตฺวาน ดังนี้เป็นต้น
เป็นคาถาของพระอุตตราเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระเถรีแม้รูปนี้ ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ
สะสมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ได้บำเพ็ญกุศลมูล
สร้างสมธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ มีธรรมเครื่องอบรมบ่มวิมุตติ
แก่กล้า ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนของครอบครัวแห่งหนึ่ง ได้นามว่า
อุตตรา รู้เดียงสาแล้วเข้าไปยังสำนักพระปฏาจาราเถรี. พระเถรี ได้กล่าว
ธรรมแก่นาง นางฟังธรรมเกิดสังเวชในสังสารวัฏ เป็นผู้เลื่อมใสยิ่งในศาสนา
ก็บวช ครั้นบวชแล้ว ทำกิจเบื้องต้นเสร็จ เริ่มวิปัสสนาในสำนักของพระ-
ปฏาจาราเถรี ประกอบภาวนาอยู่เนือง ๆ คร่ำเคร่งวิปัสสนาอยู่ไม่นานนัก
ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะอินทรีย์แก่กล้า เหตุที่สมบูรณ์
ด้วยอุปนิสัย ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วพิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถา
เหล่านี้เป็นอุทานว่า
พระปฏาจาราเถรี ให้โอวาทว่า
มาณพทั้งหลายพากันถือสากตำข้าวอยู่ ได้ทรัพย์
มาเลี้ยงดูบุตรภรรยา ท่านทั้งหลายก็จงพากเพียรในคำ
สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทำแล้วไม่ต้องเดือดร้อนใน
ภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ข้างหนึ่ง จงเข้าไปตั้งจิตไว้ให้มีอารมณ์เดียว ตั้งมั่น

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ – หน้าที่ 276 (เล่ม 54)

ด้วยดีแล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของ
แปรปรวน และโดยความเป็นของไม่ใช่ตน.
พระอุตตราเถรีกล่าวว่า
ข้าพเจ้าได้ฟังคำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรี
นั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใน
ปฐมยามแห่งราตรี ข้าพเจ้าก็ระลึกชาติก่อนได้ ใน
มัชฌิมยามแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด ใน
ปัจฉิมยามแห่งราตรี ก็ทำลายกองแห่งความมืด [อวิช-
ชา] ได้ ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชา ๓ จึงลุกจากอาสนะ
ในภายหลัง ข้าพเจ้าทำตามคำพร่ำสอนของแม่ท่าน
แล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้มีวิชชา ๓ ไม่มีอาสวะ ห้อมล้อม
แม่ท่านอยู่ ดุจทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พากันห้อมล้อม
ท้าวสักกะผู้ชนะสงครามฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ อุปฏฺฐเปตฺวาน ได้แก่ เข้าไป
ตั้งจิต ประกอบด้วยภาวนาไว้ในกัมมัฏฐาน อย่างไร คือให้จิตมีอารมณ์เดียว
ตั้งมั่นด้วยดี. บทว่า เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ปจิจเวกิขถ ได้แก่ ท่านทั้งหลาย
จงพิจารณาการปฏิบัติ อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นแจ้งลักษณะสามในสังขาร
ว่าเป็นของไม่เที่ยงบ้าง ว่าเป็นทุกข์บ้าง ว่าเป็นอนัตตาบ้าง ก็คำนี้พระเถรีกล่าว
คล้อยตามโอวาทของภิกษุณีเหล่าอื่น และพระเถรีเป็นต้นของตนในเวลาโอวาท.
บทว่า ปฏาจารานุสาสนึ ได้แก่ คำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรี. อีกอย่าง
หนึ่งบาลีว่า ปฏาจาราย สาสนํ ดังนี้ก็มี ได้แก่คำสั่งสอนของพระปฏาจาราเถรี.
บทว่า อถ วุฏฺฐาสึ ความว่า เพราะข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ จึงลุก
จากอาสนะภายหลัง วันหนึ่งพระเถรีแม้รูปนี้ ชำระกัมมัฏฐานในสำนักของ

276