พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 247 (เล่ม 54)

ปรากฏ เปรียบเหมือนดวงดาวทั้งหลายไม่ปรากฏใน
เวลาสว่างฉะนั้น พระโคตมีภิกษุณีจะไปสู่นิพพาน
พร้อมกับภิกษุณี ๕๐๐ รูปเหมือนกับแม่น้ำคงคาไหลไป
สู่สาครพร้อมกับแม่น้ำ ๕๐๐ สาย ฉะนั้น อุบาสิกา
ทั้งหลาย ผู้มีศรัทธาเห็นพระโคตมีภิกษุณีนั้น กำลัง
เสด็จไปตามถนน ได้พากันออกจากเรือนหมอบลงแทบ
เท้าแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเลื่อมใสในพระแม่-
เจ้า พระแม่เจ้าจะละทิ้งข้าพเจ้าทั้งหลายไว้ให้เป็นคน
อนาถาเสียแล้ว พระแม่เจ้ายังไม่สมควรที่จะปรินิพ-
พาน อุบาสิกาเหล่านั้นถูกความอยากให้ท่านอยู่บีบคั้น
แล้วเพื่อจะให้อุบาสิกาเหล่านั้นละเสียซึ่งความโศกพระ
เถรีจึงได้กล่าวอย่างเพราะพริ้งว่า อย่าร่องไห้ไปเลยลูก
เอ๋ย วันนี้เป็นเวลารื่นเริงของท่านทั้งหลาย ความทุกข์
เราก็กำหนดรู้แล้ว ตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เราก็
เว้นขาดแล้ว ความดับทุกข์เราก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว ทั้ง
มรรคเราก็ได้อบรมดีแล้ว. พระศาสดาเราก็ได้บำรุง
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ได้ทำเสร็จแล้ว
ภาระอันหนักเราก็ปลงลงแล้ว ตัณหาอันนำไปในภพ
เราก็ถอนเสียแล้ว คนทั้งหลายออกจากเรือนบวชไม่มี
เรือน เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นเราก็บรรลุแล้ว
โดยลำดับ สังโยชน์ทุกอย่างก็หมดไป. พระพุทธเจ้า
และพระสัทธรรมของพระองค์มิได้บกพร่อง ยังดำรง
อยู่ตราบใด กาลเวลาที่เรานิพพานก็ดำรงอยู่ตราบนั้น

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 248 (เล่ม 54)

ลูกเอ๋ย อย่าได้เศร้าโศกถึงเราเลย พระโกณฑัญญะ
พระอานนท์และพระนันทะเป็นต้นก็ยังอยู่ พระราหุล
พุทธชิโนรสก็ยังอยู่ พระสงฆ์ก็อยู่ร่วมกันเป็นสุข พวก
เดียรถีย์ก็หายโง่ หายตระด้างแล้ว.
ลูกเอ๋ย ยศของพระผู้เป็นวงศ์ของพระเจ้าโอก-
กากราช ถูกย่องว่า ย้ำยีผู้เป็นมาร กาลเวลาสำหรับ
การนิพพาน เป็นสมบัติของเรามิใช่หรือ.
ลูกเอ๋ย ความปรารถนาอันใดของเรา มีมาเป็น
เวลาช้านาน ความปรารถนาอันนั้น ก็สำเร็จแก่เรา
ในวันนี้ เวลานี้เป็นเวลาที่จะลั่นกลองอานันทเภรี [ตี
กลองแสดงความยินดี] น้ำตาของท่านทั้งหลายจะมี
ประโยชน์อะไรเล่า ถ้าท่านทั้งหลายจะมีความเอ็นดู
ทั้งมีความกตัญญูในเราไซร้ ขอให้ท่านทุกคน จงทำ
ความเพียรมั่น เพื่อความดำรงอยู่แห่งพระสัทธรรมเถิด
พระสัมพุทธเจ้าอันเราทูลอ้อนวอน จึงได้ประทาน
บรรพชาแก่สตรีทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเราร่าเริง ฉัน
ใด ท่านทั้งหลายจึงเจริญรอยตามซึ่งความร่าเริงนั้น
ฉันนั้นเถิด ครั้นพระเถรีพร่ำสอนอุบาสิกาเหล่านี้แล้ว
เสด็จนำหน้า ภิกษุณีทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ถวายบังคมแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระสุคต
หม่อมฉันเป็นพระมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีร-
เจ้า พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระ

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 249 (เล่ม 54)

โลกนาถ พระองค์เป็นผู้ประทานความสุข อันเกิดจาก
พระสัทธรรมให้หม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดม หม่อม
ฉันเป็นผู้อันพระองค์ทรงทำให้เกิด ข้าแต่พระสุคต
รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต
ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์
ก็ทรงทำให้เจริญเติบโตแล้ว พระองค์อันหม่อนฉันให้
ดูดดื่มน้ำมัน อันระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่ ส่วน
หม่อมฉัน พระองค์ก็โปรดให้ดูดดื่มน้ำมันคือธรรมอัน
สงบอย่างยิ่งแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ชื่อว่ามิ
ได้ทรงเป็นหนี้หม่อมฉัน เพราะการรักษาไว้ซึ่งพันธะ
อันสตรีทั้งหลายผู้อยากได้บุตรวอนขออยู่ ก็ย่อมจะได้
บุตรเช่นนั้น สตรีที่เป็นพระมารดาของพระนราธิบดีมี
พระเจ้ามันธาตุราชเป็นต้น ขอว่าเป็นมารดาในห้วง
มหรรณพคือภพ ข้าแต่พระโอรส หม่อนฉันผู้จมดิ่ง
อยู่ในห้วงมหรรณพคือภพ อันพระองค์ให้ข้ามสาครคือ
ภพแล้ว พระนามว่ามเหสีพันปีหลวง สตรีทั้งหลายได้
ง่าย พระนามว่าพระพุทธมารดา สตรีทั้งหลายได้ยาก
อย่างยิ่ง ข้าแต่พระมหาวีระ ก็พระนามว่าพระพุทธ-
มารดานั้นหม่อมฉันได้แล้ว ความปรารถนาไม่ว่าน้อย
ใหญ่ของหม่อนฉันทั้งหมดนั้น หม่อมฉันได้บำเพ็ญ
แล้วกับพระองค์ หม่อมฉันปรารถนาเพื่อจะทิ้งร่างนี้
นิพพาน ข้าแต่พระมหาวีระผู้ทำที่สุดทุกข์ เป็นผู้นำ
ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตแก่หม่อมฉันเถิด ขอได้

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 250 (เล่ม 54)

โปรดทรงเหยียดออกซึ่งพระยุคลบาท อันเกลื่อน
กล่นไปด้วยลายจักร และธงอันละเอียดอ่อนเหมือน
กับดอกบัวเถิด หม่อมฉันจะถวายบังคมพระยุคล-
บาทนั้น จะขอทำความรักเยี่ยงโอรสแด่พระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ ขอพระองค์โปรดทรง
แสดงพระวรกาย ทำพระสรีระที่สุกปลั่งดังกองทอง
ให้เป็นเหตุปรากฏ หม่อมฉันจึงจะเข้าสู่ปรินิพพาน
พระเจ้าข้า.
พระชินพุทธเจ้า ก็ได้ทรงแสดงพระวรกาย ที่
ประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
ประดับด้วยพระรัศมี อันงามเหมือนดวงอาทิตย์ส่อง
แสงอ่อน ๆ ในยามสนธยา กะพระมาตุจฉาเจ้า
ลำดับนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ได้ซบพระเศียร
ลงแทบพื้นพระบาทอันเป็นประกาย คล้ายดอกบัวบาน
มีพระรัศมีงามดังดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ พระนาง
ได้กราบทูลว่า หม่อมฉันขอน้อมนมัสการ พระผู้เป็น
อาทิตยวงศ์จอมนรชน ผู้ทรงเป็นธงไชยแห่งอาทิตย-
วงศ์ หม่อมฉันมรณะเป็นครั้งสุดท้าย หม่อมฉันจะไม่
ได้เห็นพระองค์อีก ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศแห่งโลก
ธรรมดาสตรีทั้งหลาย ล้วนแก่ก่อโทษทุกอย่างแล้วก็
พากันตายไป ถ้าโทษไร ๆ ของหม่อมฉันมีอยู่ ก็ขอ
พระองค์ได้โปรดกรุณา อดโทษแก่หม่อมฉันด้วยเถิด
อนึ่ง หม่อมฉันได้ทูลซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้สตรีทั้งหลาย

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 251 (เล่ม 54)

ได้บวช ข้าแต่พระนราสภ ถ้าโทษของหม่อมฉันใน
ข้อนี้มีอยู่ ขอได้โปรดทรงอดโทษนั้นด้วยเถิด ข้าแต่
พระมหาวีระ ทรงไว้ซึ่งการอดโทษ ภิกษุณีทั้ง
หลายอันหม่อมฉันสั่งสอนแล้ว ตามที่พระองค์ทรง
อนุญาต ถ้าในข้อนั้นมีการแนะนำยาก ขอได้โปรด
ทรงอดโทษข้อนั้นด้วยเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนโคตมี
ผู้ประดับไปด้วยคุณ โทษที่จะพึงอดยังจะมีอะไรใน
เมื่อบอกกล่าวเสีย เมื่อท่านจะไปนิพพาน ตถาคตจัก
กล่าวอะไรแก่ท่านให้มากไปเล่า เมื่อภิกษุสงฆ์ของ
ตถาคตบริสุทธิ์ไม่บกพร่อง ท่านจะออกไปเสียจากโลก
นี้ก็ควร เหมือนเพราะเป็นในเวลาที่ยังมีแสงสว่าง
ของอาทิตย์ที่อัสดงคตแล้ว รอยในดวงจันทร์ก็ออกไป
ฉะนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย นอกจากพระมหาปชาบดีโคต-
มีเถรีพากันทำประทักษิณพระชินะพุทธเจ้าผู้เลิศ พระ-
องค์เหมือนหมู่ดาวที่ติดตามดวงจันทร์ เวียนขวาภูเขา
สิเนรุฉะนั้น หมอบลงแทบพระบาทแล้ว ยืนจ้องดู
พระพักตร์ของพระพุทะเจ้ากราบทูลว่า จักษุของหม่อม
ฉันทั้งหลาย ไม่เคยอิ่มด้วยการเห็นพระองค์ โสตของ
หม่อมฉันทั้งหลาย ไม่เคยอิ่มด้วยภาษิตของพระองค์
จิตของหม่อมฉันทั้งหลายดวงเดียวเท่านั้น อิ่มด้วยรส
แห่งธรรมของพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นจอมนรชน
เมื่อพระองค์บันลืออยู่ในบริษัท กำจัดเสียซึ่งทิฏฐิและ
มานะ ชนเหล่าใดเห็นพระพักตร์ของพระองค์ ชน

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 252 (เล่ม 54)

เหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณ
ชนเหล่าใดประณตน้อมพระยุคลบาทของพระองค์ซึ่งมี
พระองคุลียาว มีพระนขาแดงงดงาม มีส้นพระบาท
ยาว แม้ชนเล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ.
ข้าแต่พระนโรดม ชนเหล่าใดได้สดับพระดำรัส
ของพระองค์อันไพเราะน่าปลื้มใจ กำจัดโทษเป็น
ประโยชน์เกื้อกูลชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ ข้าแต่
พระมหาวีระ หม่อมฉันเอาใจใส่การบูชาพระบาทของ
พระองค์ ข้ามพ้นทางกันดารคือสงสารได้ ด้วยพระ-
สุนทรกถาของพระองค์ผู้ทรงศิริจึงชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ
ลำดับนั้นพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผู้มีวัตรอันงาม
ประกาศในหมู่พระภิกษุสงฆ์แล้วไหว้พระราหุล พระ
อานนท์และพระนันทะ และได้ตรัสดังนี้ว่า ลูกเอ๋ย แม่
เบื่อหน่ายในร่างกายซึ่งเสมอด้วยที่อยู่ของอสรพิษเป็น
ที่พักของโรค เป็นเรือนร่างของทุกข์ เป็นที่โคจรของ
ชราและมรณะ อาเกียรณ์ไปด้วยมลทินโทษต่างๆ
ต้องอาศัยผู้อื่น ปราศจากเรี่ยวแรง ด้วยเหตุนั้น แม่จึง
ปรารถนาจะนิพพานเสีย ลูกเอ๋ย พ่อจงเข้าใจแม่เถิด
พระนันทเถระและพระราหุลผู้น่ารัก เป็นผู้ปราศจาก
ความโศก ไม่มีอาสวะ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีปัญญามี
ความเพียรก็ได้คิดถึงธรรมดาว่า น่าติโลก ที่ปัจจัยปรุง
แต่ง ปราศจากแก่นสารเปรียบด้วยต้นกล้วย เช่นเดียว
กับมายากลและพยัพแดด นอกจากนี้ยังไม่มั่นคง พระ-

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 253 (เล่ม 54)

ปชาบดีโคตมีเถรี พระมาตุจฉาของพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้เป็นผู้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าก็ต้องถึงมรณะ ซึ่ง
ไม่เที่ยงเป็นสังขตธรรมทุกอย่างในที่ใด ก็ครั้งนั้นท่าน
พระอานนท์พุทธอนุชา ซึ่งเป็นคนสนิทของพระชิน-
พุทธเจ้ายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ท่านหลั่งน้ำตาร้องไห้
คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร ณ ที่นั้นว่า พระโคตมีเถรี
ตรัสอยู่หลัด ๆ ก็เสด็จไปนิพพานไม่นานเลย แม่พระ-
พุทธเจ้าก็คงเสด็จไปนิพพานแน่นอน เปรียบเหมือน
ไฟที่หมดเชื้อแล้วฉะนั้น พระโคตมีเถรีได้ตรัสกะท่าน
พระอานนท์ผู้มีสุตะคือปริยัติอันล้ำลึกดังสาคร[พหูสูต]
เอาใจใส่ในการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าซึ่งพร่ำรำพัน
อยู่ดังกล่าวมาว่า ลูกเอ๋ย เมื่อกาลน่าร่าเริงปรากฏขึ้น
แล้ว พ่อไม่ควรที่จะเศร้าโศกถึงการตายของแม่ การ
นิพพานของแม่ใกล้เข้ามาแล้วลูกเอ๋ย พระศาสดา พ่อ
ได้ทูลเชื้อเชิญแล้วจึงได้ทรงอนุญาตให้แม่บวช ลูกเอ๋ย
พ่ออย่าเสียใจไปเลยความยากลำบากของพ่อมีผล ก็บท
ใดอาจารย์ฝ่ายเดียรถีย์เก่า ๆ ไม่เห็น บทนั้นเด็กหญิงซึ่ง
มีอายุ ๗ ขวบก็รู้แจ้งประจักษ์แล้ว พ่อจงรักษาพระ-
พุทธศาสนาไว้ แม่เห็นพ่อครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายบุคคล
ไปในทิศใดแล้วไม่ปรากฏ แม่ก็จะไปในทิศนั้นนะลูก
ในกาลบางคราวพระนายกผู้เลิศในโลกกำลังทรงแสดง
ธรรมอยู่ทรงไอแล้ว ครั้งนั้นแม่เกิดสงสารกล่าววาจา
ถวายพระพรว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระองค์จงมี

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 254 (เล่ม 54)

พระชนม์อยู่นาน ๆ ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์จง
ดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป เพื่อความเกื้อกูลและประ-
โยชน์แก่โลกทั้งปวงเถิด ขออย่าให้พระองค์ทรงพระ
ชราและปรินิพพานเลย พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้
ตรัสกะแม่ผู้กราบทูลเช่นนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนโคตมี
พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่บุคคลจะพึงไหว้เหมือนอย่าง
ที่เธอไหว้อยู่ดอก แม่ได้ทูลถามว่า ก็แลด้วยประการไร
เล่า พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าอันบุคคลไม่พึงไหว้ พระองค์
อันหม่อมฉันทูลถามแล้วโปรดตรัสบอกเหตุนั้นแก่
หม่อมฉันเถิด พระองค์ตรัสตอบว่า เธอจงดูพระสาวก
ทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร ใจเด็ดเดี่ยว มีความบาก
บั่นมั่นคงเป็นนิตย์พร้อมเพรียงกัน นี้เป็นการไหว้พระ
พุทธเจ้าทั้งหลาย ต่อแต่นั้นแม่ก็ไปสำนักภิกษุณีอยู่ผู้
เดียว ก็คิดได้ว่า พระนาถะผู้ถึงที่สุดแห่งไตรภพทรง
ป้องกันบริษัทที่สามัคคีกัน เอาเถิด แม่จักปรินิพพาน
เสีย ขออย่าได้เห็นความวิบัตินั้นเลย แม่ครั้นคิดดังนั้น
แล้วได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระผู้เป็นฤษีพระองค์ที่
แล้วได้กราบทูลถึงกาลเป็นที่ปรินิพพานกะพระผู้นำ
พิเศษ ลำดับนั้นพระองค์ได้ทรงอนุญาตว่า จงรู้กาลเอา
เองเถิดโคตมี แม่เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวง
ขึ้นได้แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกได้เหมือนช้างพังตัดเชือก
แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่แม่มาในสำนักของ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 255 (เล่ม 54)

๓ แม่ก็บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า
แม่ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ แม่ทำให้แจ้งแล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้า แม่ได้ทำเสร็จแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนโคตมี
คนพาลเหล่าใดสงสัยในการตรัสรู้ธรรมของสัตว์ทั้ง
หลาย เธอจงแสดงอิทธิฤทธิ์เพื่อให้คนพาลเหล่านั้น
ละทิฏฐิเสีย ครั้งนั้นพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีถวาย
บังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เหาะขึ้นไปสู่อัมพร
แสดงฤทธิ์เป็นอันมากตามพระพุทธานุญาต คือองค์
เดียวเป็นหลายองค์ก็ได้ หลายองค์เป็นองค์เดียวก็ได้
ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพง
ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้น
ดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำ ไม่
แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศ
เหมือนนกก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหม-
โลกก็ได้ ทำภูเขาสิเนรุให้เป็นคัน พลิกมหาปฐพีพร้อม
ด้วยรากทำให้เป็นตัวร่ม กั้นร่มเดินจงกรมในอากาศ
ทำโลกให้เป็นควันประหนึ่งเวลาอาทิตย์ ๖ ดวง อุทัย
ขึ้น และทำโลกนั้นให้เกลื่อนด้วยพวงดอกไม้ตาข่าย
เหมือนคล้องพวงดอกไม้ไว้ยอดเขายุคนธร เอาพระ-
หัตถ์ข้างเดียวกำภูเขามุจลินท์ ภูเขาสิเนรุ ไว้ในระ-
หว่างมูลนทีทั้งหมด เหมือนดังกำเมล็ดพันธุ์ผักกาด
เอาปลายนิ้วมือบังดวงอาทิตย์พร้อมทั้งดวงจันทร์ไว้

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 256 (เล่ม 54)

ทัดทรงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไว้พันดวง เหมือนทัด
ทรงพวงมาลัยฉะนั้น แบกน้ำในสาครทั้ง ๔ ไว้ได้ด้วย
ฝ่าพระหัตข้างเดียว บันดาลฝนตกห่าใหญ่มีอาการ
ปานประหนึ่งหลั่งน้ำเหนื่อยอดเขายุคนธร พระเถรี
นั้น เนรมิตเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมด้วยบริษัท ณ
พื้นนภากาศ แสดงให้เป็นครุฑ คชสาร ราชสีห์
ต่างบันลือเสียงกึกก้องอยู่ องค์เดียวเนรมิตให้เป็นคณะ
ภิกษุณีนับไม่ถ้วน แล้วก็อันตรธานกลับเป็นองค์เดียว
กราบทูลพระมหามุนีว่า ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีพระ-
จักษุพระมาตุจฉาของพระองค์เป็นผู้ทำตามคำสอนของ
พระองค์ บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับแล้ว ขอ
ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ พระเถรีนั้นครั้น
แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ แล้ว ลงจากพื้นนภากาศถวายบังคม
พระผู้ส่องโลกแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
ข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี ผู้นำโลก
หม่อมฉันมีอายุได้ ๑๒๐ ปีนับแต่เกิด เพียงเท่านี้ก็พอ
แล้ว หม่อมฉันจักขอทูลลานิพพาน.
ครั้งนั้น บริษัททั้งหมดนั้นต่างพิศวงยิ่งนักจึง
ได้พากันกระทำอัญชลีถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าเป็น
อย่างไรพระแม่เจ้า จึงบากบั่นแสดงฤทธิ์ที่ไม่มีอะไร
เทียบได้ พระมหาปชาบดีเถรีได้กล่าวบุรพจรรยา
ของพระองค์ดังต่อไปนี้ว่า
ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไปพระชินพุทธเจ้าพระ
นามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ

256