พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 82 (เล่ม 52)

มีจิตเลื่อมใสบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ ถวายบังคมด้วยเบญจางค-
ประดิษฐ์ ประคองอัญชลีขึ้นเหนือเศียรแล้วกล่าวชมเชย.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นบุตรแห่งปุโรหิตของพระเจ้าพิมพิสารในกรุง
ราชคฤห์, ท่านได้นามว่าคิริมานันทะ, ท่านถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว
เห็นอานุภาพของพระพุทธเจ้าในการเสด็จไปกรุงราชคฤห์แห่งพระศาสดา
ได้ศรัทธาบรรพชา กระทำสมณธรรมอยู่ในหมู่บ้านสิ้น ๒-๓ วัน แล้ว
ได้ไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อถวายบังคมพระศาสดา.
พระเจ้าพิมพิสารมหาราช ทรงทราบการมาของท่าน จึงเสด็จเข้า
ไปหา ทรงปวารณาว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละ ข้าพเจ้า
จะอุปัฏฐากด้วยปัจจัย ๔ ดังนี้แล้วเสด็จไปไม่ทรงระลึกถึงความที่พระองค์
มีกิจมาก เทวดาทั้งหลายคิดว่า พระเถระย่อมอยู่ในโอกาสกลางแจ้งจึงห้าม
ฝน เพราะกลัวพระเถรจะเปียก. พระราชาทรงกำหนดถึงเหตุที่ฝนไม่ตก
จึงให้สร้างกระท่อมสำหรับพระเถระ. พระเถระอยู่ในกระท่อมได้ทำความ
เพียรชอบ โดยได้เสนาสนะเป็นสัปปายะ ประกอบความเพียรสม่ำเสมอ
บำเพ็ญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า
ภริยาของเราทำกาละแล้ว บุตรของเราก็ไปสู่ป่าช้า
มารดา บิดา และพี่ชายของเราเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน
เพราะความเศร้าโศกนั้น เราเป็นผู้เร่าร้อน เป็นผู้ผอม
เหลือง จิตเราฟุ้งซ่าน เพราะเราประกอบด้วยความเศร้า-
โศกนั้น เรามากด้วยลูกศรคือความโศก จึงเข้าไปสู่ชาย
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๙๙.

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 83 (เล่ม 52)

ป่า บริโภคผลไม้ที่หล่นเองอยู่ที่โคนต้นไม้ พระสัมพุทธ-
ชินเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้กระทำที่สุดทุกข์ พระองค์
ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักของเรา เรา
ได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้
แสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง จึงชะเง้อศีรษะดูพระมหามุนี
พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้น
เราได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก แล้วมีใจไม่ฟุ้ง-
ซ่านกลับได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้มีจักษุประทับนั่งบนใบไม้นั้นด้วยความอนุเคราะห์
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้เป็นนายของโลก
ผู้ตรัสรู้แล้ว ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว ทรงแสดง
ธรรมเครื่องบรรเทาลูกศรคือความโศกแก่เราว่า ชนเหล่า-
นั้น ใครไม่ได้เชื้อเชิญให้มาก็มาจากปรโลกนั้นเอง ใคร
ไม่ได้อนุญาตให้ไปก็ไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว เขามาแล้ว
ฉันใด ก็ไปฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของ
เขานั้น สัตว์มีเท้า เมื่อฝนตกลงมา เขาก็เข้าไปอาศัย
ในโรงเพราะฝนตก เมื่อฝนหายแล้วเขาก็ไปตามปรารถนา
ฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไม
ในการตายของเขานั้น แขกผู้จรไปมา เป็นผู้สั่นหวั่น-
ไหวฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไป
ทำไมในการตายของเขานั้น งูละคราบเก่าแล้ว ย่อมไปสู่
กายเดิมฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนา

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 84 (เล่ม 52)

ไปทำไมในการตายของเขานั้น เราได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัส
แล้ว เว้นลูกศรคือความโศกได้ ยังความปราโมทย์ให้
เกิดแล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้น
ถวายบังคมแล้ว ได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้ล่วงพ้นภูเขาคือ
กิเลส เป็นพระมหานาค ทรงสมบูรณ์ด้วยกลิ่นหอมอันเป็น
ทิพย์ พระนานว่าสุเมธ เป็นนายกของโลก ครั้นบูชา
พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือเศียร
อนุสรณ์ถึงคุณอันเลิศแล้ว ได้สรรเสริญพระองค์ผู้เป็น
นายกของโลกว่า ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า พระองค์เป็น
สัพพัญญู เป็นนายกของโลก ทรงข้ามพ้นแล้วยังทรงรื้อ
ขนสรรพสัตว์ด้วยพระญาณอีก ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีจักษุ
พระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยแล้ว ได้ทรงยังมรรค
ให้เกิดแก่ข้าพระองค์ ด้วยพระญาณของพระองค์ พระ-
อรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มากเที่ยว
ไปในอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ ห้อมล้อมอยู่ทุกขณะ
พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผลเป็นสาวกของ
พระองค์ สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมบาน เหมือน
ดอกปทุมเมื่ออาทิตย์อุทัย มหาสมุทรประมาณไม่ได้ ไม่มี
อะไรเหมือน ยากที่จะข้ามได้ฉันใด แต่ข้าพระองค์ผู้มี
จักษุ พระองค์สมบูรณ์ด้วยพระญาณก็ประมาณไม่ได้ฉันนั้น
เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ชนะโลกมีจักษุ มียศมาก
นมัสการทั่ว ๔ ทิศแล้วได้กลับไป เราเคลื่อนจากเทวโลก

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 85 (เล่ม 52)

แล้วรู้สึกตัว กลับมีสติ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ลงสู่
ครรภ์มารดาออกจากเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มี
ความเพียร มีปัญญา มีการหลีกเร้นอยู่เป็นอารมณ์ ตั้ง
ความเพียร ยังพระมหามุนีให้ทรงโปรดปราน พ้นแล้วจาก
กิเลส ดังพระจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆอยู่ทุกเมื่อ เรา
เป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้
อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๓ หมื่น
แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ
แล้ว ดังนี้.
ครั้น เมื่อพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อฝนตกอยู่ดุจมีเสียงร่าเริง
ยินดี เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลนั้น โดยประกอบข้อที่ฝนหลั่งลงมาแต่
เบื้องบน จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถา๑นี้ว่า
ฝนตกเสียงไพเราะเหมือนเพลงขับ กุฎีของเรามุงดี
แล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้สงบอยู่ในกุฎีนั้น
ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงนาเถิดฝน ฝนตกไพเราะเหมือน
เพลงขับ กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี
เราเป็นผู้มีจิตสงบอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมา
เถิดฝน. ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากราคะอยู่ในกุฎีนั้น ฯลฯ
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๗.

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 86 (เล่ม 52)

เราเป็นผู้ปราศจากโทสะอยู่ในกุฎีนั้น ฯลฯ เราเป็นผู้
ปราศจากโมหะอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมา
เถิดฝน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาสุคีตํ แปลว่า สมควรแก่เพลงขับ
ที่ไพเราะ, อธิบายว่า สมควรแก่เพลงขับแห่งเมฆฝนอันดีนั่นเอง. จริง
อยู่ เมฆเมื่อตั้งขึ้นโดยชั้นพันชั้นแล้วคำรนร้องกระหึ่ม แม้แลบอกจาก
สายฟ้าไม่ตกลงย่อมงาม เหมือนเมื่อไม่ร้องกระหึ่มตกลงอย่างเดียว ย่อม
ไม่งามฉะนั้น แต่เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วตกลงย่อมงาม เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า วสฺสติ เทโว ยถาสุคีตํ ฝนตกลงเหมือนเสียงเพลงขับ. เพราะ
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เมฆที่เปล่งเสียงน่าชมเชยยิ่ง และว่าคำรามร้อง
และตกลง.
บทว่า ตสฺสํ วิหรามิ ความว่า ย่อมอยู่ในกระท่อมนั้น โดยห้อง
อริยวิหารธรรม คือโดยอิริยาบถวิหาร.
บทว่า วูปสนฺตจิตฺโต ได้แก่มีจิตสงบโดยชอบด้วยสมาธิอันสัมปยุต
ด้วยอรหัตผล.
วลาหกเทวบุตร รับการขวนขวายที่พระเถระกระทำหลายครั้งด้วย
เศียรเกล้าอย่างนี้ ยังที่ลุ่มและที่ดอนให้เต็ม ยังฝนใหญ่ให้ตก.
จบอรรถกถาคิริมานันทเถรคาถาที่ ๓

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 87 (เล่ม 52)

๔. สุมนเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสุมนเถระ
[๓๓๘] ท่านพระอุปัชฌายะปรารถนาธรรมใด ในบรรดาธรรม
ทั้งหลายเพื่อเรา อนุเคราะห์เราผู้จำนงหวังอมตนิพพาน
กิจที่ควรทำในธรรมนั้นเราทำเสร็จแล้ว ธรรมที่มิใช่สิ่งที่
อ้างว่า ท่านกล่าวมาอย่างนี้ เราได้บรรลุแล้ว ทำให้แจ้ง
แล้วด้วยตนเอง เรามีญาณอันบริสุทธิ์ หมดความสงสัย
จึงได้พยากรณ์ในสำนักของท่าน เรารู้จักขันธ์ที่เคยอยู่
อาศัยในก่อน ทิพยจักษุเราได้ชำระแล้ว ประโยชน์ของตน
เราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำแล้ว
สิกขา ๓ อันเราผู้ไม่ประมาทได้ฟังดีแล้ว ในสำนักของ
ท่าน อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี
ท่านเป็นผู้มีความเอ็นดู อนุเคราะห์สั่งสอนเราด้วยวัตรอัน
ประเสริฐ โอวาทของท่านไม่ไร้ประโยชน์ เราได้ศึกษา
อยู่ในสำนักของท่าน.
จบสมุนเถรคาถา
อรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๔
คาถาของท่านพระสุมนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ ปตฺถยมาโน ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 88 (เล่ม 52)

พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๕ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อโลกว่างพระ-
พุทธเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งป่วยไข้ได้ถวายชิ้นสมอ.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลคฤหบดี ในโกศลรัฐ ได้นามว่า สุมน
เจริญด้วยความสุข. ก็ลุงของท่านบวชแล้วเป็นพระอรหันต์อยู่ในป่า เมื่อ
ท่านสุมนเจริญวัยแล้วจึงให้ท่านบรรพชา ได้ให้กัมมัฏฐานอันเหมาะแก่
จริต. ท่านประกอบความเพียรในที่นั้น ยังฌาน ๔ และอภิญญา ๕ ให้เกิด.
ลำดับนั้น พระเถระได้บอกวิปัสสนาวิธีแก่ท่าน, ก็ท่านเจริญวิปัสสนาโดย
ไม่นานเลย ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า
เรากำลังนำผลสมอ ผลมะขามป้อม ผลมะม่วง ผล
หว้า สมอพิเภก กระเบา ผลรกฟ้า มะตูม มาด้วยตนเอง
เราได้เห็นพระมหามุนีผู้มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็น
นักปราชญ์ ลูกอาพาธเบียดเบียน เสด็จเดินทางไกล
ประทับอยู่ที่เงื้อมเขา จึงได้เอาผลสมอถวายแด่พระสยัมภู
ก็เราพอทำเภสัชเสร็จแล้ว พยาธิหายไปในทันใดนั้นเอง
พระพุทธเจ้าผู้มีความกระวนกระวายอันละได้แล้ว ได้
ทรงทำอนุโมทนาว่า ก็ด้วยการถวายเภสัชอันเป็นเครื่อง
ระงับพยาธินี้ ท่านเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือจะ
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๒๘.

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 89 (เล่ม 52)

เกิดในชาติอื่น จงเป็นผู้ถึงความสุขในที่ทุกแห่ง และ
ท่านอย่าถึงความป่วยไข้ ครั้นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่ทรง
พ่ายแพ้อะไร เป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้วได้เสด็จเหาะ
ขึ้นสู่นภากาศ เหมือนพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น เฉพาะ
เราได้ถวายสมอแด่พระสยัมภูพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ ความป่วยไข้จึงมิได้เกิดแก่เราเลยจนถึงชาตินี้
นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป
วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา
เราได้ทำเสร็จแล้ว ในกัปที่ ๙๕ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเภสัช
ในกาลนั้น ด้วยการถวายเภสัชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งเภสัชทาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...ฯลฯ
... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว วันหนึ่งได้ไปยังที่อุปัฏฐากพระ-
เถระผู้เป็นลุง. พระเถระถามถึงการบรรลุกะท่าน, ท่านเมื่อพยากรณ์การ
บรรลุนั้น จึงพยากรณ์พระอรหัตผล บันลือสีหนาทด้วย ๕ คาถา๑ ดังนี้
ท่านพระอุปัชฌายะ ปรารถนาธรรมใด ในบรรดา
ธรรมทั้งหลายเพื่อเรา อนุเคราะห์เราผู้จำนงหวังอมต-
นิพพาน กิจที่ควรทำในธรรมนั้นเราทำเสร็จแล้ว ธรรมที่
มิใช่สิ่งที่อ้างว่า ท่านกล่าวมาอย่างนี้ เราได้บรรลุแล้ว ทำ
ให้แจ้งแล้วด้วยตนเอง เรามีญาณอันบริสุทธิ์ หมดความ
สงสัย จึงได้พยากรณ์ในสำนักของท่าน เรารู้จักขันธ์ที่
๑. ขุ. เถระ. ๒๖/ข้อ ๓๓๘.

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 90 (เล่ม 52)

เคยอยู่อาศัยในก่อน ทิพยจักษุเราได้ชำระแล้ว ประโยชน์
ของตนเราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเรา
ได้ทำแล้ว สิกขา ๓ อันเราผู้ไม่ประมาท ได้ฟังดีแล้ว
ในสำนักของท่าน อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นแล้ว บัดนี้
ภพใหม่ไม่มี ท่านเป็นผู้มีความเอ็นดู อนุเคราะห์สั่งสอน
เราด้วยวัตรอันประเสริฐ โอวาทของท่านไม่ไร้ประโยชน์
ได้ศึกษาอยู่ในสำนักของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปตฺถยาโน ธมฺเมสุ อุปชฺณาโย
อนุคฺคหิ อมตํ อภิกงฺขนตํ ความว่า ในบรรดาธรรมหาโทษมิได้ มีสมถะ
และวิปัสสนาเป็นต้น พระอุปัชฌาย์ของเรา เมื่อปรารถนาคือหวังธรรมใด
ย่อมอนุเคราะห์เราผู้หวัง อมตะ คือพระนิพพานด้วยอำนาจโอวาท.
บทว่า กตํ กตฺตพฺพกํ มยา ความว่า เรากระทำกิจคือยังกิจมี ๑๖
อย่าง มีปริญญากิจเป็นต้น ที่พึงทำเพื่อบรรลุพระนิพพานนั้นให้สำเร็จแล้ว
ลำดับนั้นนั่นแล ท่านท่าให้แจ้งมรรคธรรม แม้ทั้ง ๔ มรรค ที่
บรรลุแล้วโดยลำดับ คือที่ถึงเฉพาะแล้ว
บทว่า สยํ ธมฺโม อนีติโห ความว่า ธรรมคือพระนิพพาน และ
ธรรมคือผล เราเองนั่นแลได้รู้เองแล้ว ไม่สงสัยแล้ว เห็นแจ้งด้วยตนแล้ว
ได้แก่อริยมรรค เฉพาะที่ถอนความสงสัย กล่าวคือคำสอนที่มาแล้วแต่
อาจารย์ในกาลก่อน ตามความเป็นไปว่า อิติห ธรรมนี้มีมาแต่ก่อนอย่างนี้
อิติ กิร ได้ยินว่า ธรรมนี้มีมาแต่ก่อนอย่างนี้เป็นไปอยู่. เพราะเหตุนั้นท่าน
จึงกล่าวว่า ผู้มีญาณอันหมดจด ผู้ข้ามความสงสัยได้แล้ว.

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 91 (เล่ม 52)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสุทฺธญาโณ ชื่อว่า ผู้มีญาณอันหมดจด
เพราะหมดจดจากกิเลสทั้งปวง.
บทว่า ตวนฺติเก แปลว่า ในที่ใกล้ท่าน.
บทว่า สทตฺโถ ได้แก่พระอรหัต.
บทว่า สิกฺขา ได้แก่อธิศีลสิกขาเป็นต้น.
บทว่า สสฺสุตา ได้แก่ฟังด้วยดี ด้วยอำนาจการทำปริยัติพาหุสัจจะ
และปฏิเวธพาหุสัจจะให้บริบูรณ์.
บทว่า ตว สาสเน ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทในความพร่ำสอนของ
ท่าน.
บทว่า อริยวตา ความว่า สมาทานข้อปฏิบัติมีศีลที่บริสุทธิ์ดีเป็นต้น.
บทว่า อนฺเตวาสิมฺหิ สิกฺขิโต ความว่า เราชื่อว่า เป็นอันเตวาสิก
ศึกษาอธิศีลสิกขาเป็นต้นที่ศึกษาแล้ว ๆ เพราะอยู่จบพรหมจรรย์ที่ประพฤติ
มาในสำนักของท่าน ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๔

91